ªÕÇлÃÐÇѵÔËÅǧ»ÙèÅÕ  ¨Ôµ¸ÚÁâÁ
ËÅǧ»ÙèÅÕ  จิตธมฺโม  มีนามเดิมว่า  "ลี สกุล  "แสนเลิศ ถือกำเนิดเมื่อวันแรม  ๕ ค่ำ  เดือน  ๑๐ ปีวอก  พุทธศักราช ๒๔๖๓  ตรงกับวันเสาร์ที่  ๒ ตุลาคม  ๒๔๖๓  ณ บ้านบึงโน  .โคกสี อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร

        โยมบิดา  คือ  พ่อใหญ่เคน  แสนเลิศ  โยมมารดา  คือ  แม่ใหญ่ปึ้ง  แสนเลิศ  หลวงปู่มีพี่น้อง  ร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวม ๓ คน คือ

        โยมพี่ชาย (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
       
หลวงปู่ลี
       
โยมน้องสาว  นางบุญ (เสียชีวิต)

 

 

วัยหนุ่ม
     
ขณะอายุได้ ๑๕-๑๖ ปี  หลวงปู่มีความฉลาดเฉลียว  อุปนิสัยอาจหาญ  ร่าเริง  พูดเก่งและเป็นผู้นำหมู่ พ่อใหญ่สุด  สหายในวัยเด็กของหลวงปู่เล่าว่า  หลวงปู่จะเป็นผู้นำในทุกเรื่อง บางครั้งเวลาไปเลี้ยงควาย คุยกันแค่ ๒-๓ คน แต่สนุกสนานเฮฮาเหมือนคน ๙ คน ๑๐ คน เมื่อมีโรคระบาด  เกิดขึ้นในหมู่วัว  หลวงปู่ก็จะ พาวัวควายที่เกิดโรคระบาดนี้ไปในที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน  ไม่ให้แพร่เชื้อ  ไปติดตัวอื่นที่ยังไม่เป็น

        ระหว่างช่วงเวลา  ๑๘-๒๒  ปี  ถ้าไม่ใช่ฤดูทำนา  หลวงปู่มักจะพาหมู่ไปค้าขายไกลๆถึงร้อยเอ็ดบ้าง มหาสารคามบ้าง โดยใช้เกวียนเดินทาง  ไปครั้งละ ๑ เดือน ๕ วันบ้าง  แล้วแต่ระยะทางและสินค้าที่นำไป  สินค้าที่หลวงปู่นำไปขายส่วนใหญ่มักจะเป็นจำพวก  หวาย  ปลาร้า  และเข (เครื่องมือในการย้อมไหม) พ่อใหญ่สุดเล่าว่า  ไปกับหลวงปู่แล้วสนุกมากไม่มีเบื่อเลย

 

ภูมิลำเนา
     
บ้านเดิมของโยมบิดาอยู่ที่บ้านแดง  ตำบลหนองดินดำ  อำเภอท่าวัดบุรี  จังหวัดร้อยเอ็ด  ส่วนโยมมารดานั้นเป็นคนบ้านดอนแคนน้ำ  ตำบลหนองดินดำ  อำเภอท่าวัดบุรี  จังหวัดร้อยเอ็ด  อาชีพหลักของท่านทั้งสอง คือการทำนา  อย่างไรก็ตาม โดยเหตุผลที่โยมบิดาของหลวงปู่นั้น มีความรู้เชี่ยวชาญในพืชสมุนไพรต่างๆท่านจึงทำหน้าที่เป็นหมอยารักษาชีวิตคนด้วยความเมตตาในอีกทางหนึ่ง

        โยมบิดาเดิมมีภรรยาคนแรกและมีลูกด้วยกัน ๔ คน  คือ นางสง นางกิ่น  และนายอิน ( ปัจจุบันเสียชีวิตทั้งหมด) หลังจากที่ภรรยาคนแรกเสียชีวิตลง  โยมบิดาได้แต่งงานใหม่กับแม่ปึ้งมารดาของ หลวงปู่ ใช้ชีวิตร่วมกันที่บ้านดอนแคนน้ำจนกระทั้งเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติแม่น้ำชีหนุนขึ้นสูง จนเกิดน้ำท่วมใหญ่และโรคระบาดอย่างรุนแรง  ทำให้ผู้คนล้มตายกันมากมาย  โยมทั้งสองของหลวงปู่  จึงตัดสินใจอพยพถิ่นฐานมายังบ้านบึงโนนอก  .โคกสี  .สว่างแดนดิน  .สกลนคร  รวมกับชาวบ้านอีกประมาณ  ๖๐ ครัวเรือน  ด้วยได้ยินกิติศัพท์ว่าบ้านบึงโนเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์มาก  ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่า ในสมัยนั้น บ้านบึงโนจะมีต้นโสน  และ  ต้นแซง  ขึ้นเต็มบึง แต่ละต้นมีลำต้นโตเท่าแขน  หลวงปู่เล่าว่า "ต้นใหญ่ขนาดคนหัวโต  นั่งเล่นได้  ไม่ตก"

        บ้านบึงโนในครั้งนั้นยังเป็นป่าดิบเรื่อยมาตั้งแต่ดงผาลาดดงบัง  ต่อเนื่องจนถึงดงหม้อทอง  เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด  ทั้งช้างป่า  เสือ  เก้ง  กวาง  ละมั่ง  หมูป่า  ไก่ป่า  หลวงปู่เล่าว่า "สมบูรณ์ขนาดปลาในบึง  จับวันเดียวกินได้ทั้งอาทิตย์"

        ในช่วงย้ายถิ่นฐานที่อยู่จากบ้านดอนแคนน้ำ  จังหวัดร้อยเอ็ดมาที่บ้านบึงโน  จังหวัดสกลนครนั้น โยมมารดาของหลวงปู่กำลังตั้งครรภ์ท่านอยู่  ด้วยเหตุนี้หลวงปู่จึงมักปรารภว่า "เราเกิดที่ร้อยเอ็ด" ด้วยถือว่าท่านถือกำเนิดนับตั้งแต่โยมมารดาตั้งครรภ์

 

 

à¢éÒÊÙèá´¹¸ÃÃÁ
    
พออายุได้ ๒๒ ปี  หลวงปู่มีความคิดที่จะแต่งงาน  แต่หลวงปู่ธรรม เจ้าอาวาสวัดชัยมงคล อำเภอ บ้านหิน (อำเภอสว่างแดนดินในปัจจุบัน) จังหวัดสกลนคร  ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของหลวงปู่ได้ห้ามเอาไว้โดย บอกว่า "พ่อแม่ก็ล้มหายตายจากไปแล้ว  ก็น่าจะบวชให้สักปีสองปีก่อน  จึงค่อยลาสิกขามาแต่งงานก็ได้ " ด้วยความกตัญญู หลวงปู่จึงตัดสินใจบวชเพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดาในปีนั้นนั่นเอง

        ในสมัยนั้นการบวชเป็นพระธรรมยุติจะต้องไปบวชที่วัดซึ่งมีพระอุปชฌาย์เป็นพระธรรมยุติด้วยกัน และวัดที่ใกล้ที่สุดก็อยู่ไกลถึงวัดจอมศรี อำเภอกุมภวปี  แต่เมื่อตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว หลวงปู่ก็มิได้ย่อท้อ มุ่งมั่นเป็นผ้าขาวอยู่นานหลายเดือน  จึงเดินเท้าตามครูบาอาจารย์จากบ้านบึงโน  จังหวัดสกลนคร ไปวัดจอมศรี  จังหวัดอุดรธานี  เข้าสู่ชีวิตใต้ร่มกาสาวพัตร  เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์  ๒๔๘๕ เวลา ๑๑.๐๐ น

 

บรรพชาอุปสมบท
      
หลวงปู่บรรพชาเป็นเณร  และอุปสมบทเป็นพระภิกษุตามลำดับ ณ วันอาทิตย์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๕ ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ  เดือน ๔ ปีมะเมีย  เวลา ๑๑.๐๐ น. ณ วัดจอมศรี  ตำบลพันดอน  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี      โดยมีพระอุปัชฌาย์        พระกรรมวาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์  เรียงตามลำดับดังนี้

        - พระครูพิทักษ์คณานุกร  วัดจอมศรี  ตำบลพันดอน  อำเภอกุมภวาปี       จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้อุปัชฌาย์
      
 - พระสมุห์ภา  วัดจอมศรี  ตำบลพันดอน  อำเภอกุมภวาปี  จังหวัดอุดรธานี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
      
 - พระฮวด  สุมโน  วัดชัยมงคล  ตำบลสว่าง  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ปฐมวัย
    
โยมมารดานั้นเสียชีวิตในขณะที่หลวงปู่ยังเล็กอยู่มาก  คือหลังคลอดน้องสาว  (นางบุญ ได้ไม่นาน ส่วนโยมพี่ชายของหลวงปู่ก็เช่นกัน  เสียชีวิตตั้งแต่บ้านบึงโนยังไม่มีป่าช้า  ท่านเคยเล่าขำๆว่าพี่ชายของท่าน ตายจองป่าช้า  โยมบิดาของหลวงปู่ได้แต่งงานใหม่อีกครั้งหนึ่งกับแม่ม้ายลูกติด ๑ คน  ชื่อแม่หมุน  มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งชื่อ บัว ดังได้กล่าวในตอนต้นแล้วว่าโยมบิดาเป็นหมอยาช่วยรักษาชีวิตคนจึงเป็นเหตุให้บางครั้งต้อง จากบ้านเพื่อไปรักษาชีวิตคนนานอาทิตย์หนึ่งบ้าง  ครึ่งเดือนบ้าง  เดือนหนึ่งบ้าง  หลวงปู่กับน้องสาว (นางบุญ)จึงถูกทอดทิ้งให้อยู่กับแม่เลี้ยง  ท่านว่า " ครั้งหนึ่งเคยเกือบเป็นฆาตกรฆ่าแม่เลี้ยงไปแล้ว เนื่องจากน้องสาวของท่านถูกแม่เลี้ยงรังแก  แต่โชคดีที่ท่านมีสติระงับได้ทัน "

        เมื่อโยมบิดาถึงแก่กรรมในขณะที่หลวงปู่มีอายุไม่ถึง ๑๐ ปีนั้นจึงนับเป็นภาระหนักหนา สำหรับเด็กชายวัยนี้  ที่ต้องรับผิดชอบดูแลทุกอย่างในครอบครัว  ทั้งเลี้ยงน้องเล็กถึง ๓ คน ทั้งต้องเลี้ยงวัว เลี้ยงควายทำไร่ไถนา  ด้วยความยากลำบากและต้องอยู่กับแม่หมุนผู้เป็นแม่เลี้ยง

        หลวงปู่เล่าว่าท่านลำบากแม้กระทั่งการเรียน  เรียนไปได้ ๑ ปี  โรงเรียนวัดบ้านโคกสี  ก็ต้องหยุดการเรียนการสอนเนื่องจากครูผู้สอนเสียชีวิต  มาได้เรียนอีกทีก็เมื่อบ้านบึงโนตั้งโรงเรียนวัดบ้านบึงโน (โรงเรียนวัดศรีชมพูในปัจจุบัน) ขึ้น  ท่านจึงได้มีโอกาสศึกษาต่อจนจบชั้นประถมปีที่ ๔ เมื่อพุทธศักราช  ๒๔๗๘  อายุ ๑๕ ปี