กัณฑ์ที่ ๖

ถอดเทปธรรมเทศนาของพระครูฐิติธรรมญาณ(หลวงปู่ลี  ฐิตธมฺโม)

 

เทศน์วันออกพรรษา

วัดเหวลึก  บ้านบึง  .โคกสี  .สว่างแดนดิน จ.สกลนคร  ๔๗๑๑๐

 

 

ในวันนี้เป็นวันสำคัญแห่งพระพุทธศาสนา  คือวันออกพรรษาแห่งพระสงฆ์ทั่วประเทศขอให้ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายตั้งใจฟังธรรมโดยพากันนั่งขัดสมาธิ  คือนั่งให้ตามสบายแก่ตัวเอง  แล้วผู้จะถนัดในทางใดก็ไม่ขัดข้อง  เพราะไม่มีคำว่าผิดในการนั่ง  ให้มัน  ถูกในใจกายเนี่ย..นั่งคือให้มีความทนคือมันคล่อง  ไม่ต้องไปกังวลเอาความเจ็บความปวดความชา  แล้วจะได้เอาหูเนี่ยหรือโสตเนี่ยจดจ่ออยู่ในอันจะฟัง  แล้วก็มีสติควบคุมในการฟัง  ขาก็ไม่ได้ขัดข้อง  นี่คือนั่งให้มันตามสบายแม้แต่มือ  เมื่อท่านจะเริ่มเทศน์เราก็เอามือวางไว้ที่เดิม  นั่งขัดสมาธิก็เรียกว่า  ขาขวาทับขาซ้าย  มือขวาทับมือซ้าย  ตั้งใจให้ตรง  ดำรงสติให้มั่น คือไม่ต้องเกร็งตัว  ปล่อยรู้อยู่ตามธรรมชาติของเขาคือไม่ยืด นั่งก็เรียกว่าไม่ยืดขึ้นไป  เราสังเกตว่าเรานั่งอย่างนี้มันคล่อง  นั้นก็เรียกว่าเป็นเบื้องต้นในการจะนั่ง  แล้วก็มีสติเวลาท่านเทศน์อะไรไป  แล้วก็ไม่ใช่ว่าเราจะมาฟังเอาเป็นหลักทฤษฎี  เราฟังเอาแล้วก็ฟังแล้วนึกเข้ามาหาตัวว่าข้อนี้เรามีหรือยัง  ข้อนี้เราปฏิบัติได้หรือยัง  ดูเข้ามาที่จิต  น้อมเข้ามาที่จิต  เราจะไปจำเอาจนขึ้นลงก็จำได้หมด  มันเป็นไปไม่ได้  คล้ายๆท่านแสดงไปก็เรียกว่าจะมียาสำหรับแก้โรคอยู่ในตัวว่าใครเข้าใจที่ตรงไหนก็ตรงนั้นแหละเสมือนว่ายาถูกโรคของเราเอง  ไม่ใช่ว่าให้ใครคนอื่นถูกด้วย  จะเป็นคำไหนก็ตามมันจะเป็นธรรมะนั่นเอง 

เพราะฉะนั้นเราจึงนั่งแล้วให้มีสติ ไม่ต้องเกร็งตัว หลับก็ไม่ใช่หลับให้แน่นตา  นั่งหลับก็เตรียมจิตไว้ไม่ให้มองเห็นเท่านั้นเอง..หลวมๆ ถ้าเกร็งตัวแล้ว  มันขด  มันงอ  มันเอน  มันเอียง  ข้างหน้าก็ข้างหลัง ประเดี๋ยวมันก็อ่อนลง..ก็ก้มล่ะ นั่งภาวนาแบบเอาหน้าลงใส่ดินเหมือนหอย ถ้าเงยขึ้นก็เรียกว่าแหงนหน้าขึ้นเหมือนนกสวาทนอน  ภาษาเราว่านกดักแด้นี่หนา  เนี่ยว่านกสวาท มันนอนแล้วมันจะแหงนหน้ามองสูง  ฉะนั้นเรานั่งให้พอดีนั่นแหละ  ดูน้ำหนักตัวเองในการนั่ง  นั้นเรียกว่านั่งฟังหรือนั่งภาวนานี่เป็นส่วนที่เราจะจัดแต่ง  เพราะกายนี้ถ้านั่งไม่ถูกที่ถูกหลัก  มันก็จะทนไม่ได้  ก็เป็นอุปสรรคเนี่ย...ไม่ใช่อย่างอื่น  ปกติเราก็จะนั่งเอาขาไปไหนมาไหนมันก็ได้  นั่นไม่ได้เกี่ยวกับพิธีรีตองอะไรนั้น..มันก็นั่ง 

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังได้เปลี่ยน เหยียดขาไปทั้งวันก็ไม่ได้  ผูกขาอยู่ทั้งวันก็ไม่ได้  มันก็เป็นปกติของขา  ของรูปกาย  ต่อไปก็ทำอย่างที่บอกทุกคนแล้วอย่าปล่อยสติกับจิต  ให้รู้ตามทัน..ให้รู้ตามทัน..ให้ทันกัน  ว่าจิตนี้จะให้ถือว่าสตินี้เป็นตัวพี่เลี้ยง  จิตนั้นเหมือนลูก  ตัวซนที่สุดในโลก  ไม่ใช่จะจับกุมง่ายๆเลี้ยงเด็กซน  แม่ยังมีวิธีง่ายกว่าเลี้ยงจิตไม่ให้ซนนี่  ไม่ให้วุ่นวายไปตามอารมณ์นี่..ยากมาก  ถ้าเรากำหนดเข้ามาภายในก็จะควบคุมกันอยู่แถวนี้ถ้าส่งออกไปแล้วก็ไม่มีที่จะควบคุม  เพราะฉะนั้นก็เรียกว่า  . สติ ๒. ลมหายใจ  . ติดตามไป  . สัมปชัญญะ  รู้ความเคลื่อนไหวนั้นคือตัวปัญญา  มันเคลื่อนไหวไปทางที่มันผิด  เคลื่อนไหวก็เคลื่อนไหวไปทางที่ถูก  นั้นก็คุมกันอยู่อย่างนี้  ๔ อย่างนี้แหละเป็นตัวควบคุมทั้งหมดกำหนด  ใครจะปฏิบัติอย่างไหนก็ต้องหนีอย่างนี้ไม่พ้น เพราะจิตเราจะฝึกอยู่เวลานี้นั้นมันไม่ใช่เคยผ่านมาในการละการถอน  แม้แต่เพียงสงบ  มันก็ยังไม่เคยมี  อย่าว่าแต่ชาติปัจจุบัน  ในอดีตชาติก็ไม่ได้สัมผัสเพียงแต่รู้แต่เห็นในความสงบมันไม่มี  ฉะนั้นมันจึงมาทำจะให้มีให้เป็น  จึงใช้คำว่าภาวนาก็คือทำให้เป็นสมาะก็คือทำจิตให้เป็นความมั่นคงให้เกิดความมั่นคง เพราะมันเป็นก็คือความมั่นคง  ถ้าไม่มั่นคงก็เหมือนกับปล่อยไว้ธรรมดาๆ ใครจะบอกว่าเป็นสมาธิก็ไม่ได้เพราะมาทางดีก็หลงไป  มาทางไม่ดีก็โกรธไป  มีแต่ปนกับกิเลสอยู่ตลอดเวลา  แล้วจิตก็เลยไม่มีโอกาสเป็นอิสระ  ไม่เป็น "หนึ่ง" มันก็เป็นทาสของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นนอยู่ ฉะนั้นท่านจึงว่าตัณหาทาโส  จิตของเราเป็นทาสของกิเลสตัณหา  เขาจะบังคับท่าไหนแบบไหน  ในลักษณะใดจึงแสดงได้ทุกบททุกขั้นตอน  ถ้าเกิดความโกรธก็แสดงอย่างความโกรธมันเกิดความโลภก็แสดงหน้าที่ความโลภ และนี่มันแสดงอย่างความไม่รู้อะไรเลยมันก็เป็นอาการความไม่รู้อะไรเลย  ความหลงนี่..นั้นคือเป็นตัวแม่บทแห่งความโง่เขลาเบาปัญญา  อวิชชาตัณหาก็ออกไปจากตัวนี้นี่ซิเหมือนกับว่าความความโลภ  ลูกของความโลภก็คือ  มัจฉริยะ  ความตระหนี่  ความเห็นแก่ตัว  ก็ไปจากความโลภตัวเดียว  ทีนี้ความโกรธมันเกิดขึ้นแล้วย่อยออกมาจากความโกรธ ความโกรธนี้แปลว่าอะไร  ความโกรธก็คือความร้ายกาจ..ร้ายกาจ  ถ้ามันเกิดแล้วมีความร้ายกาจอยู่ในตัวถ้าหากว่าไม่ถึงกับว่าร้ายกาจล่ะ  มันก็มีความหงุดหงิด  มีความหงุดหงิดอยู่ในจิต  นั้นคือลูกของความโกรธ..ย่อยๆออกไป 

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ล้านเปอร์เซ็นต์ในจิต  เพราะฉะนั้นว่าสิ่งที่เราฝึกอยู่นี้ไม่ได้สัมผัสมาในอดีต  ถ้าได้สัมผัสมาแล้ว  พวกเราก็คงจะไม่ได้เป็นอย่างนี้  คงตามพระพุทธเจ้าไปแล้ว  ฉะนั้นล่ะโอกาสที่เราทำ  นั้นก็หมายถึงว่าเราก็เกิดมาดีแล้ว..ได้เป็นคน  ไม่มีพิกลพิการในทางใดทางหนึ่งบกพร่องในทางใดทางหนึ่ง  สุขเกิดขึ้นก็รู้อยู่ในใจ..อารมณ์ดี  ทุกข์เกิดขึ้นอยู่ก็รู้อยู่ในใจว่าอารมณ์ร้าย  ตรงนี้แหละที่เราจะทำอยู่เดี๋ยวนี้แหละเพื่อให้รู้ตัวสุข  มันยังสุขได้เพราะอารมณ์  ตัวทุกข์มันเกิดได้ก็เพราะอารมณ์  แต่มันก็อารมณ์ฝ่ายเสีย  ทีนี้เมื่อเรามาคิดคำนึงถึงสิ่ง ๒ อย่างนี้อันนี้มีอยู่ทุกคน..ปฏิเสธไม่ได้  แต่ทีนี้พระพุทธเจ้าสอนว่าเราจะทำยังไงให้จิตนี่ปล่อยวางความโกรธ  ปล่อยวางความโลภ  ความหลงออกไปจากจิตใจ  จนให้ใจเข้าใจว่าเราไม่มี  เราไม่ได้เป็น  เขาก็ไม่มี  เราก็ไม่มี  เขาก็ไม่เป็น  เราก็ไม่เป็น  ตรงนี้แหละถือว่าความปล่อยวางของจิต  จิตก็จะว่างอยู่ตรงนี้  ถ้าให้ทำไป..ตรงนี้  เราก็จะเกิดสิ่งที่ตามมาในส่วนย่อย  สุขจริง  ว่างจริง  ว่างจริง  แล้วความพอใจในสิ่งที่จริง..อันนั้นก็จะเกิดความขยันของจิต  คืออยากจะขวนขวายให้มากขึ้น  อยากจะเห็นมากไปกว่านี้  มันก็ต้องมีความพยายาม  เดี๋ยวนี้เรานั่งก็ไม่เห็นอะไรซักทีหลายปีดีดัก  มันก็ฆ่าตัวที่มันกั้นกางอยู่นี่ไม่ได้  เหมือนเราอยู่ฟากเขาทางหนึ่ง  แล้วตะวันออกมาทางหนึ่ง  เขาบังตรงนี้ทั้งวัน  เราก็ไม่เห็นแสงตะวัน  เมื่อไม่เห็นจะปฏิเสธว่าไม่มีแสงมันก็จะเป็นไปไม่ได้  มันมีขอเป็นธรรมชาติอยู่แต่อาศัยที่ไม่เห็นไม่ได้..ก็เพราะอาการบัง  จิตขิงเรานี่ปกติมันก็มีแสงสว่างของมันอยู่  เพราะหลักการพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า  อาภสฺสร  จิตฺตํ จิตนี้เลื่อมประภัสสรมาเดิม  สว่างมาเดิม  ไอ้คำว่าสว่างมาเดิมหรือเลื่อมประภัสสรมาเดิมนั้นไม่ใช่เป็นการละการถอนกิเลสนั้นเป็นการเกิดขึ้นเบื้องต้นของจิต  มันจะเลื่อมอยู่ในลักษณะว่า..ของยังไม่มีอะไรไปปะปน  ปิดบัง  เหมือนของที่อยู่ในตู้  ไม่มีฝุ่นละอองจับ  ของนั้นวางอยู่ตรงนั้นจะเห็นแสงของมันอยู่อย่างเดิม  ฉะนั้นว่าจิตมันเป็นลักษณะว่า  เมื่อมันมีแสงสว่างนั้นก็คือยังเป็นนิสัยของจิต  นิสัยของจิตก็เรียกว่าเมื่อยังไม่มีอารมณ์ใด  จิตก็ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องเศร้าหมอง  ความโกรธ  โลภ  หลง  ยังมีน้อย  ก็จะเห็นตัวจริงอยู่  แต่จะไม่มีปัญญาเท่านั้นเอง  นั่นแหละมันถ้าเรามาคิดอย่างนี้แล้วจิตของคนนี่มันมีระดับไม่เท่ากัน  ระดับจิตของเด็กๆเนี่ย  เด็กแบเบาะเนี่ย มันจะมีอาการบอก  บอกในความเป็นไปแบบสากล  คือเด็กเมื่อแบเบาะอย่างนี้  เวลาหิวใช้ภาษาสากล หิวก็ร้องไห้

แต่หากว่าเมื่อหิวร้องไห้ คนผู้ดูแลคือแม่พ่อก็เอาของที่เขาหิว..ก็ไม่ได้ถามละมันภาษาเขามี พ่อแม่ก็เอาให้นานแล้วมันคงหิวนมล่ะ  เอาป้อนเข้าไปเด็กก็ดูดทันที  แล้วอิ่มแล้วมันเป็นยังไง  อิ่มแล้วก็หลับเท่านั้นเอง  มันยังไม่มีอารมณ์อื่น  ทีอารมณ์อยาก  กินอิ่มแล้วก็นอน  ไม่ได้กังวล  นั่นแหละตรงนั้นจิตไม่มีอะไรเศร้าหมองมากมาย  เพราะอารมณ์โกรธก็ยังรับไม่ได้  อารมณ์รักอารมณ์ชังก็ยังรับไม่ได้  มันเป็นจิตที่สะอาดมีอยู่ ๒ อาการเท่านั้นเอง  กินแล้วก็นอน  ตื่นขึ้นมาหิวแล้วก็กิน กินแล้วก็นอน  อารมณ์นั้นยังไม่มีในเด็กช่วงนั้น ถ้าต่อมาเด็กเลยช่วงนั้นมาจนตาพอมองเห็นแล้วมันจะชอบสี  ชอบสีที่มองเห็น  ฉะนั้นเด็กผู้หญิงแยกออกไปว่าอารมณ์ของเด็กผู้หญิงมันก็ชอบสีต่างๆ  พ่อแม่ผู้ดูแลนี่บางทีก็เอาสีนั้นมาแขวนให้เห็น  เด็กมองเห็นก็ยกไม้ยกมือ  นั่นกำลังจะเริ่ม  เมื่อเห็นแล้ว,จนจำได้แล้วติดใจ  พอใจในสิ่งนั้น  มีเด็กอื่นมาแล้วไม่ได้เอาล่ะนั่น..เนี่ยมันเกิดหวงแหนขึ้นแล้ว  นั่นมันถือว่าของมัน  มีสิทธิ์ของมัน บางทีก็กัดเด็กคนอื่น  ตลอดถึงรู้แม่ตัวเอง  คนอื่นคลานเข้ามาหาแม่ตัวเอง  มันไล่หยิกไล่กัด มันไม่อยากได้  นั่นล่ะคือเกิดแล้วเศร้าหมองแล้ว  ไอ้ที่มันไม่พอใจนั่นเป็นตัวโกรธเข้ามาแล้ว  นี้มันก็เรียกว่ามันมีความโลภแล้ว  มันมีความโลภแล้วป้องกัน  ฉะนั้นล่ะตัวหลงเนี่ยมันติดมาเลยตัวหลง  เรามาเกิดมันก็ไม่รู้ว่าจะมาเกิด  แก่  เจ็บ  ตายอย่างนี้  จะมาทนทุกข์ทรมานด้วยอาการต่างๆอย่างนี้  นี่ตัวหลงนี่เป็นเหตุให้พาเกิดเลย  โลภ โกรธ  หลงตัวนี่ติดมาเลย  ใครจะรู้หรือไม่รู้  จะนอนกินข้าวอยู่กับน้ำเท่านั้นก็ตาม..หลง  เมื่อหลงอย่างนี้  เราจะเลือกเอาอะไรไม่ได้จะไปเกิดกับพ่อที่ดีก็ไม่รู้  แม่ที่ดีก็ไม่รู้  เลือกไม่ได้เลย  ตัวหลงเนี่ยฉะนั้นว่ามันหลงมาแล้วจึงมีอาการ  หลงมาแล้ว  เกิดแล้วเนี่ยแหละมันหลงมา  ไม่ได้วางแผนเลยว่าจะมาเกิดเท่านี้ปีก็แก่เหลือเกิน  เท่านี้ปีก็ถูกทรมานด้วย  พยาธิธมโมมหิ  พยาธิ  อนติโต เรามีความเจ็บเป็นธรรมดาแล้ว  ความตายเป็นธรรมดาแล้ว  ถ้ารู้อย่างนี้มีปัญญา เราก็ไม่ต้องมีโอกาสที่จะมาติดใจเอากับความแก่  ความเจ็บความตายเหล่านั้น  ฉะนั้นเนี่ยพูดถึงเรื่องอดีตก็เป็นมาอย่างนี้ 

แต่เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้ว  จะว่าความเป็นอย่างนี้ไม่ได้ดี  เพราะทุกอย่างเนี่ยถ้าไม่กำหนดตัวทุกข์นี่เป็นตัวเหตุ  เราจะเอาอะไรมาเป็นการแก้  ว่าการแก้เราจะดับยังไง  อะไรต่างๆเนี่ย  มันก็มี  ถ้าไม่มีความแก่ก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาแก้  ไม่มีความตายก็ไม่รู้จะเอาอะไร ตัดกิเลสตัณหาให้หมดจากตาย  นี่เขาเรียกว่าเมื่อมาอยู่ตรงนี้แล้ว  มันถูกทุกข์ทรมานแล้วพระพุทธเจ้าว่าให้เรานี่วาง ให้เรานี่ปล่อย  ดีไม่เอามายึดถือ  ถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์ในความยึดติด  ฉะนั้นว่าตัวนี้แหละคือตัวที่เราจะมาเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้  คำถือเนี่ยว่าความยึดมั่นว่าตัวเราของเรา  ตัวกูของกู  มันมีอยู่อย่างนี้  เมื่อมีของกูแล้วก็เหมือนเด็กนั่นแหละ  มันก็หวงแหน  ทีนี้จิตนั้นผ่านมา  ซึ่งมีความรักความชัง  มีความชอบความไม่ชอบสารพัดมีทุกรสทุกเรื่อง  เราก็ทุกข์กว่าอยู่อย่างนี้  ลงสุดท้ายเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง  ถ้าไม่อาศัยตัวเหตุตัวนี้ว่าเราพอใจอยู่มั้ย..จากวันนี้ไป  แก่ไปพรุ่งนี้เนี่ย..เราพอใจมั้ย  หรือจากวันนี้ไปตายพรุ่งนี้..พอใจมั้ย  อย่างนี้เนี่ย..มันไม่มีใครพอใจ  เพียงแต่นอนหลับ..โอ๋ย..ปีนี้กูทำไมไปฝันไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวป่าช้า  หรือฝันไปก็เห็นแต่คนแก่ๆ คนตายไปแล้วเพื่อนคนเป็นไม่เห็น  แค่นี้ก็มากระเทือนจิตใจ  ลักษณะอย่างนี้ก็เรียกว่าเราถือหนาแน่นอยู่  เรียกว่าเรายังมีตัวเรา  ยังมีตน  เรายังมีเรามีเขามีคนของเราคนของเขา  นี้มันมีแต่ของกู ของกูในลักษณะนี้ก็เปรียบเทียบเหมือนนกเขา  นกเขานั้นเมื่อเขาเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นไป..ขึ้นยุ้งขึ้นฉางแล้ว  นกเขามันจะขันออกมาว่าของกู  ของกู ถ้าฟังแล้วของกู  ก็เพราะว่าข้าวในนาทั้งหมดเป็นของกู  นั่นแหละไม่รู้เลยว่าเจ้าของนาเขา  เค้าเอาข้าวไปหมดแล้ว  ก็ขันอยู่นั้นทั้งปี  แล้วเมื่อลงไปหาตามพื้นดินแล้วข้าวไม่เหลืออยู่เมล็ด  เกือบจะหาไม่เจอแต่ละวันก็ยังขันว่าของเรา  ปู่ของเรา  เราจึงมีพ่อ  เพราะว่าพ่อเป็นลูกของปู่  ก็ปู่ของปู่ไม่มีแล้ว  พ่อปู่ก็ไม่มีแล้ว  เนี่ย..ของกูนี่บางอย่างก็หายไปแล้ว  คือความหนุ่มความสาวก็หายไปแล้ว  อันนี้เป็นสิ่งที่เราเอามาเป็นแม่บทเพื่อจะสอนใจ  สอนใจคือให้เห็นสิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงอย่างนี้ 

เมื่อเห็นตามความเป็นจริงด้วยอำนาจจิตเป็นสมาธิคือความสงบ  ต้องอาศัยความสงบก่อน  ถ้าไม่มีความสงบแล้วจะเห็นไม่ได้  ความไม่สงบคือจิตมันแกว่งไปแกว่งมา  เหมือนลมพัดไฟที่มีแสงสว่าง ไฟกำหนด  ๒๐๐  แรงเทียน  ถ้าลมพัดอยู่แต่ไม่ดับ  ไฟนั้นจะดูหนังสือก็ไม่ได้เพราะออกมาไม่เต็มที่ ฉะนั้นจิตของเรานี้มันแกว่งไปแกว่งมาตามอาการของสิ่งที่เป็นอดีต  ตามอาการของที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่เข้าไบ่อยู่ในจิตทั้งหมด  ฉะนั้นเริ่มต้นที่เราจะ..นั้นก็เทียบเหมือนเรารู้อยู่ของที่มีค่าราคาเส้นเพชรเส้นพลอยเรารู้อยู่  แต่ว่าเม็ดพลอยนี้จะให้มันมีเนื้อของมันโดยเฉพาะ  เขาต้องมีการเจียระไน  การขัด  การถู  จนกว่าว่าเนื้อแท้มันจะออกของมันมาเอง เนื้อแท้ของเพชรของพลอยออกมาเองไม่มีใครจะเอาไปใส่ใหม่  เพราะของเขามีอยู่ในตัวอยู่แล้ว  ฉะนั้นจิตของเรานี้ก็เรียกว่าขัดออกไปแล้วไม่มีอะไรเป็นมลทิน  เป็นราคี  จิตมีนก็จะเลื่อมประภัสสรคือสว่าง  แล้วมาพูดถึงค่าของความสว่าง  ไฟมันมีวามสว่าง  คนพูดอยู่ในความสว่างก็ย่อมสุข  ความรู้ความสมเห็นในวงกลมของแสงสว่าง  ดวงใหญ่ก็กลมใหญ่..ขยายใหญ่  ดวงเล็กก็เห็นในส่วนที่ในวงกลมของแสงสว่าง  ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนนี้แหละ  อีกทั้งเมือมันเกิดความสงบแล้ว  มันก็สว่างอยู่รอบตัว..เบื้องล่างเบื้องบน  แล้วเมื่อสิ่งใดมันเกิดขึ้นหรือผ่านมาก็เห็นด้วยใจ  มีอารมณ์แล่นผ่านมาแล้ว  เราก็รู้ว่าอารมณ์ที่มาก่อกวนเหมือนเดิม  จิตเมื่อรู้อยู่อย่างนี้ก็ตัดออกไปคือไม่รับ  เหมือกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ  บินเข้าไปเท่าไหร่ก็ตายในแสงสว่าง  ตายหมดที่แสงสว่าง  ฉะนั้นจิต..เมื่อมีความสงบสว่างอยู่  กิเลสคือมลทินน้อยใหญ่เข้าไป  มันก็ดับไป  มันไม่เข้าไปถึงจิต  ก็เรียกว่าจิตนั้นจะเป็นอิสระอยู่ในตัว  เป็นตัวของตัวเอง  ถ้ามันปล่อยไม่มีของกู..เพราะมันวาง  นี่ไม่เอาไม่มีเขา  นั่นจิต  มันหมดอารมณ์แล้ว 

ฉะนั้นเมื่อจิตหมดอารมณ์แล้ว  ความรู้สึกของความหมดอารมณ์นั้นมันก็จะรู้  รู้ในตัวมันเองว่าสุขนี้มันเกิดมาจากอะไร  เป็นความแก่ของความสุขอยู่ด้วย  ไม่ใช่เพียงแต่ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างเดียว  มันแก่ว่าความสุขอย่างนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับเงินล้าน  เกี่ยวกับอะไรทั้งหมดซึ่งเป็นโลกียวิสัยหรือโลกียทรัพย์  จะมองเห็นสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาก่อนนั้นว่าเป็นทุกข์  เพราะทุกข์มี..ก็มีทุกข์  เพราะความมี  ทุกข์เพราะความไม่มีก็มีอยู่  ฉะนั้นความก็คือความกังวล  ขวนขวย  ความรักษาหวงแหนนี้แหละ  เชื่อหรือเปล่าว่ามีเมียคนหนึ่งไม่ใช่เป็นความสุข  มันเป็นความทุกข์อยู่  แต่เรายังไม่เข้าใจว่าตัวทุกข์มันคืออะไร  เอาอย่างนี้ก็แล้วกันว่า  เขาขออุ้มลูกอยู่ได้  แต่เขาขออุ้มเมียไม่ได้แล้วความหวงแหนเนี่ย..เมียกูอีกนั่นแหละ  มันก็เป็นทุกข์  ไปไหนมาไหน  ตัวไม่ไป..จิตก็ต้องติดสอยห้อยตาม  เมียกูจะไปอยู่ยังไง  อันตรายยังไง  มันติดอยู่อย่างนี้  ป่วยแต่ว่าจิตว่ามันหนักมันแน่นอย่างไรนั้น มันก็แล้วแต่ความรุนแรง  ฉะนั้นเมื่อผิดปกติ  จึงเกิดความทะเลาะกันได้  ไปไหนมาไหนมาทะเลาะกัน  เหมือนกับว่าเลี้ยงเด็กตัวเล็ก ๆ ทั้งที่โตกันแล้วเลยไม่เข้าใจกัน..นี่ก็เพราะความว่าของกูมี  มันทุกข์เพราะความมีคือความทุกข์นอกจากเรื่องอย่างนี้แล้ว..ในความรักแล้วเนี่ย  เราอยู่คนเดียวก็จะต้องบริการเพียง แค่นี้  หาเงินแค่นี้ก็พอใช้ถ้ามีเมียคนหนึ่งก็ต้องเพิ่ม..เพิ่มหาอีก  นั้นมันถูกหรือเปล่า..เพิ่มหาอีกเพื่อเรา........คนเดียว  มีเมียก็คิดเผื่อของตัว  เผื่อของเมียอีก  หมอนก็มี ๒ ลูกอยู่ ที่ก็มี ๒ ที่ขึ้นไป  ลงสุดท้ายอยู่ในบ้านให้ลูกนอนยังไงให้เมียนอนยังไง  จากเมียจะได้ไม่น้อยหน้าเขาเหล่านี้แหละมันทุกข์เพราะมีหรือทุกข์เพราะไม่มี  นี้เรียกว่าสิ่งนี้เป็นสภาวะทุกข์  คือมันเป็นสภาวะทุกข์  นี่ทุกข์เพราะมี 

ทีนี้มีแล้วก็ล้มหายตายจากกันไปก็เกิดทุกข์เพราะความไม่มีอีกใช่มั้ย  เงินทองที่ไม่พอใช้เนี่ยก็ทุกข์เพราะความไม่มี  นี้เรียกว่าทุกข์อย่างนี้มีนไม่ใช่สุข  ที่เราไม่เห็นก็เพราะจินี้มันทุกข์เกิดขึ้นแวบหนึ่ง  อารมณ์อื่น..อารมณ์หนึ่งมาตัดออกไป  เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนว่าเราจะเล่านิทาน  เล่านิทานไม่จบเรื่อง  ก็เล่าไปได้ครึ่งหนึ่ง  ที่เหลืออยู่ก็ยังไม่ได้เล่า  ก็เอาอดีตมาแล้ว..อันอื่นมาแล้ว.......คิดนิทานเรื่องนี้ไว้ก็ไปคิดนิทานเรื่องอื่น  มันเป็นอย่างนี้จิตมนแกว่งไปแกว่งมา  นี้จะบอกว่าเราทำอย่างนี้เนี่ย  ก็เพื่ออยากจะให้สิ่งเหล่านั้นไม่เข้ามา......ลงตอนนี้คือป้องกันไว้ก่อน  ตัวป้องกันก็คือสติ  อย่าไปหลงเลยในด้านปฏิบัติถ้าไปหลงสติแล้ว  มีแต่สิ่งอื่นจะเข้ามาเพราะเราไม่เลือกคัดจัดสรรเหมือนบ้าน  จะเข้าหน้าบ้านผู้ร้ายก็เข้าได้  หลังบ้านผู้ร้ายก็เข้าได้เข้ามาได้ทุกทิศทุกทางไม่มีอะไรปกป้อง  ปิดบัง  จะมีอะไรเกิดขึ้นในความไม่ปิดไม่บังนั้น..มันก็เกิดได้  คนดีเข้ามาทางนี้ก็ได้  คนร้ายเข้ามาทางนี้ก็ได้  เราเจ้าของบ้านจะเกิดความสบายใจได้ยังไง  ฉะนั้นสบายใจไม่ได้  นี้ถ้าเทียบร่างกายของเราแล้วเรียกว่า  มันมีอยู่ประตูถึง ๖ ช่อง  ช่องตาก็เข้ามาเป็นอารมณ์  ช่องหูก็เข้ามาเป็นอารมณ์  ช่องจมูกก็เข้ามาเป็นอารมณ์  มีทั้งผู้ดีผู้ร้ายที่เข้ามา  เมื่อเข้ามาแล้ว  ส่วนผู้ดีเราก็อย่างจะคุยกันอยู่ทั้งคืนทั้งคืนทั้งวัน  นั้นคือเป็นส่วนที่ดี  เรียกว่าตาเห็นส่วนที่ดี  หูได้ยิน...ฟังส่วนที่ดีหรือจะใช้เป็นแบบศัพท์ว่าอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์  อิฏฐารมณ์คืออารมณ์ที่ดีว่ามีสุข  มีสรรเสริญมีลาภ  มียศ  นี่เป็นอิฏฐารมณ์  ทุกคนจ้องมองอยากจะได้ส่วนนี้อยู่ทั้งนั้น  แต่ว่าของใดที่ว่ามันมีความสุขมันก็ต้องมีความทุกข์เป็นคู่กันเมื่อมันมี ๒ อย่างก็เรียกว่าเป็นขั้วบวก  เราไม่ได้ตัดออกเลย  เมื่อขั้วบวกดีแล้วเนี่ย  ไฟนี้จะมีขั้วบวก  มีเส้นเดียวนั้นก็เกิดไฟไม่ได้  มันมีขั้วบวก.. ไฟมันก็ออกมาอย่างนี้  จิตใจของเรามันมีขั้วบวกอยู่  รักคือพระเจา  ชังกูไม่เอา ชังจะไม่ใช่การละ คือไม่ชอบ  ไม่ใช่การละ  คือมันเรียกไม่ชอบ  มันก็เกิดความความโกรธ  ความไม่พอใจคือความโกรธมันก็เป็นอยู่อย่างนี้ 

ฉะนั้นว่าเราจะรู้สิ่งนี้ได้แท้จริงก็มาขัดเกลาเผากิเลสส่วนทีมันมีอยู่ใจจิต  เช่นโลภมูล  ความโลภเป็นมูลฐาน  เป็นของดั้งของเดิมติดมาแต่เกิด  โทสมูล  ความโกรธก็มีมา  ตั้งแต่บอกแล้วว่าเด็กนี่มันชอบสีก่อน  เมื่อมันชอบสี  มันชอบแล้วเนี่ย.. เกิดความรู้สึกแล้ว  นั้นแหละความโกรธมันก็เกิด  จะเห็นได้ก็ต่อเมื่อคนอื่นมาแย่งมัน หรือคนอื่นเข้าไปใกล้ ๆ  เด็กเกิดแล้วนั่น  นั่นแหละกิเลสเกิดแล้ว มันก็เข้าไปอย่างนี้  หมองไปอย่างนี้  มันหวงพ่อหวงแม่ หวงอะไรของเล่นต่าง ๆ มันไม่ยอมใครให้ใคร  มันก็มีอย่างนั้น  นอกจากว่าเด็กที่มันเข้าใจกันแล้วมันจึงจะล่นร่วมกันได้  น่าสังเกตแล้วว่า..ตั้งแต่แรกมันก็กินข้าวกับน้ำแต่โตขึ้นมาก็กินข้าวอยู่อย่างเดิม  กินน้ำอยู่เดิม  แต่อารมณ์ของจิตใจนั้นไม่มีเหมือนเดิม  เด็กโตก็มีส่วนอย่างหนึ่ง  เด็กปานกลางก็มีส่วนอย่างหนึ่ง  กลายมาเป็นหนุ่มสาว  สิ่งที่เล่นมาในอดีตก็ทิ้งไป  ก็มาสิ่งใหม่มา  ได้ก็มีอาการ ไม่ได้ก็มีอาการ  นี้จึงเกิดเป็นตัวทุกข์ตัวร้อนกันขึ้นมา  พระพุทธเจ้าก็มองเห็นอย่างนี้ว่า  ถ้าหลงอยู่ในลักษณะอยู่อย่างนี้แล้วเนี่ย ไม่มีทางจบสิ้น  เราก็ยอมจำนนกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มาตลอดเวลา  ถ้าเราเมาตลอดเวลาเราก็มาคว้าน้ำเหลว  มาเกิดชาตินี้ก็จะให้เป็นนั้นเป็นนี้  หากันอยู่อย่างนั้น  จนแก่งแย่งแข่งดีกัน  รบราฆ่าฟันกัน  ในสมบัติของโลกนี้จะให้มาเป็นของตัวเอง  ก็ทำบาปทำกรรมกันอยู่อย่างนี้ไม่มีใครจะผ่านพันไปได้ 

ฉะนั้นมาพูดถึงตรงนี้แล้วเหมือนเราเกิดมานี่แหละมันเป็นธรรมดา  และของมีอยู่เกิดแล้ว  เกิดอะไรขึ้นในจิต  มันแก่ขนาดไหน  คำว่าแก่ไม่ใช่เอาหมายถึงเพียงว่าหัวขาว  ฟันหลุด  เนื้อหนังหดหู่หดเหี่ยว  เดินงก ๆ เงิ่น ๆ ถึงจะว่าคนแก่  ท่านให้เพื่อความไม่ประมาท  มันแก่เป็นเริ่มแต่ว่าเกิดนาทีหนึ่งมันก็แก่ไปนทีหนึ่ง  ให้เห็นอยู่อย่างนี้  ท่านจึงให้สอนว่าเรามีความแกเป็นธรรมดา  นี่ไม่มีใครแก่หรือนั่งอยู่นี้  มันผ่านมาเป็นวันเป็นปีแล้ว  เราเชื่อพระพุทธเจ้าหรือเราจะเชื่อเรา  ถ้าเอเราก็มามองดูตัวเราซิอะไรมันเหลืออยู่เวลานี้  ก็นอกจากคนลืมตัวเท่านี้ถึงจะยอม  ถ้าคนไม่ลือตัวแล้วคงไม่ยอม  เพราะเห็นภัยเข้ามาทุกทาง  มาทุกด้านทุกแง่ทุกมุม  ว่าเราจะเดินทางไปไหน  ถ้าเดินทางก็เดินทางไปทางตะวันตกเรื่อยไป  ไม่รู้จักมืดจักค่ำเพราะเดินไปทางตะวันตกตามตะวันไปอย่างนั้น  ไม่มีการ.....ตะวันตกนี้มันก็มีมืดอย่างเดียว  เพราะหันหลังให้แสงสว่าง  เพราะวันข้างขึ้นมาอยู่ข้างหลัง  ฉะนั้นว่าข้างขึ้นก็เรียกว่าตะวันออก  คือเจริญขึ้น  เหมือนกับเราเจริญมาเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่คือเจริญขึ้น  ช่วงนั้นเหมือนกับเราขึ้นสะพานไปถึงกลางสะพานแล้ว  มันจะลงสะพาน  เหมือนนายช่างทอหูกเบื้องต้นก็เหลือมีนิดเดียว  เพราะทอไปทีละเส้นละเส้น  ลงสุดท้ายเข้าตั้งชื่อว่าอะไร  ถึงห้องใหญ่ห้องเล็กห้องกลาง  เขาก็ม้วนไป ๆ ลงสุดท้ายม้วนไปเต็มที่แล้ว  ข้างหน้าก็สั้นเท่านั้นเอง  ข้างหลังก็มากขึ้น  นั้นก็คือมันเดิมไปอย่างนั้น  ชีวิตเราก็เหมือนกัน  เพิ่งสวดมาเมื่อกี้นี้ว่า  นั้นคือมันเดินไปอย่างนั้น  ชีวิตเราก็เหมือนกัน  เพิ่งสวดมาเมื่อกี้นี้ว่า  ภิกษุทั้งหลาย  เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่าสังขารนี่มันเจริญขึ้นและเสื่อมลงเนี่ยให้เห็นได้ชัดเจน  ฉะนั้นละนั่งอยู่นี่ให้ภาวนาเห็นอย่างนี้ดีมั้ย  มันจะไม่ได้ลืมชาติลืมภาพ  มันจะมีโอกาสทำคุณงามความดี  ทั้งยืนเดิน  นั่งนอน  กินอยู่ครุ่นคิด  เอาลมหายใจเข้าออกเป็นตัวกำหนดว่าอยู่ตรงนี้เองเราอยู่ได้  หัวขาวก็อยู่ได้เพราะอย่างนี้  ลุกไม่ขึ้นเดิมไม่ไหว  ก็ชีวิตอยู่ตรงนี้  แล้วเอาตัวนี้เป็นตัวกำหนดคือตัวตาย  นี้..เราจึงจะเห็นว่าแก่เจ็บตายเนี่ยไล่กันไป  ไล่ติด ๆ เลย  เรานอนอยู่เขาก็ไล่  ไล่กลางคืนให้ไปถึงสว่าง 

นอกจากนั้นว่าเรามีความวางอยู่ในความแก่..ไม่มี เราว่างอยู่ในความเจ็บก็ไม่มี  เราว่างอยู่ในความตายก็ไม่มี  ถ้าเราไม่เห็นด้วยอำนาจจิตที่ขับไล่เหล่านี้ออกไปให้จิตเหลือแต่ความสะอาด  เพราะฉะนั้นจิตจึงเป็นสิ่งที่ฝึกได้สอนได้  ด้วยเราไม่เข้าข้างตัว  ถ้าเราเข้าข้างตัวแล้วโอ้ย..เจ็บขา..หยุดก่อน  ง่วงนอน..หยุดก่อน  นั่นไม่ใช่เข้าข้างตัว  มันเข้าข้างกิเลส  เราจะไปเห็นยังไง  ถ้าภาวนาก็ตกนรกกันป๋อมแป๋มๆ อยู่ตรงนั้นแหละ  ถ้าไปสวรรค์ก็จะรู้เลย..  มันปล่อยวางแล้วมีความสุขขึ้นมา  นี้คือภาวนาไปถึงส่วนของสวรรค์  คือสวรรค์นั้นก็เรียกว่ากินของทิพย์  ถ้าพูดตามหลักของสวรรค์แล้ว  จะนึกชอบอะไร  รสอะไร..ก็มาเอง  ไม่ได้ไปปรุงเองในโรงครัว  โรงอาหาร  ฉะนั้นจิตมันปล่อยวาง  ว่างอยู่..มันก็สุขเท่านั้น  ไม่ได้เกี่ยวอาหารอะไรเลย ก็สุขอยู่อย่างนั้น  ดีมั้ย  ถ้าเราขยับไปหน่อยหนึ่ง  หรือจะไปเชื่อแต่ความง่วงความเหงานี่  แม้จะเจตนาจะนอนบางครั้งมันก็ยังนอนไม่หลับ  มันพิการส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่  ว่าจะนอนดี..แล้วให้นอนทั้งคืนทั้งวัน  ถ้าวันนี้มันกลับไปทุกข์อยู่กำหนดให้ใกล้ตัวเข้ามาอย่างนี้แหละ คือผู้ไม่ประมาท  เมื่อเห็นข้าศึกอยู่แล้วจะมานอนร้องเพลงได้ยังไง  ไฟไหม้บ้านติดเข้ามาในบ้าน..หัวขาวนั่นแหละไฟเข้ามาแล้ว  หญ้ามุงหลังคานี่กำลังจะเปลี่ยนรสเปลี่ยนสีไปแล้ว  เนื้อหนังเปล่งปลั่ง  เดี๋ยวนี้เป็นหลุมเป็นรอยเหมือนรอยเกวียนแล้ว  ดูมันหรือเปล่า  ในทางปฏิบัติท่านให้ดูอย่างนี้ 

พระพุทธเจ้าก็เห็นอย่างนี้ในตัวของเรา ทุกขังอริยสัจจัง  ทุกข์นี้เป็นของจริง ๆ ๆ ท่านก็กำหนดเอาตรงนี้  เอกายโน อยํ ภกขเว  มัคโค สัตตานํ  วิสุทธิยา ทางที่ปลอดภัยที่สุดก็บอกว่าสัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปโป  สัมมากัมมันโต สัมมาวาจา  สัมมาอาชีโว  สัมมาวายาโม  สัมมสติ  สัมมาสมาธินี่พระองค์เรียงเหตุ  ทิฏฐิเห็นชอบเพราะมาจากปัญญา  ดังนี้ชอบว่าไม่ควรจะหลงไปอย่างนี้  นั่นเป็นตัวปัญญา ไอ้ส่วนที่สัมมากัมมันโตนี่ก็เรียกว่าอาศัยศีลนั่นแหละทำงาน อาศัยศีลเป็นหลัก  ก็คือว่าเป็นงานที่ชอบที่สุดบรรดางาน  คือมีศีลแล้ว..  รายนี้จะไม่ทำอย่างอื่นให้เป็นบาป สัมมาวาจา  ก็พูดชอบ  คนเรารักษาศีลตัวมุสาไว้แล้ว  นั่นหละก็จะฆ่าตัวมุสาออกไป สัมมาวายาโมคือเพียรชอบพยายามชอบ  เพียรเพื่อจะออกจากทุกข์ คือตัวทุกข์นี่ถ้าหากว่าคนผู้มีความคิดเห็นในทางปฏิบัติแล้วนั่นแหละเราจะเห็น  ถือว่าเราเห็นตัวข้าศึกโผล่ออกมาแล้ว  ถ้าฆ่าตัวนี้ไม่ตาย  เราก็จะไม่มีแท่นตรงนี้  พอเห็นแท่นโผล่ขึ้นมาเห็นหน้าเห็นตาแล้วยองจำนน  อย่างนี้มันจะปลุกกันได้ยังไง  พระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ปลุกผู้บอก  ผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน  ท่านสอนเราผู้หลับไหลอยู่ในความเป็นอย่างนี้  เราก็ยังไม่มองหรือยังไม่ลุกขึ้นมาดู  ท่านบอกว่าให้มาดูตรงนี้ ท่านไม่ได้ดูตรงอื่น คนผู้รู้ผู้เห็นตามที่บอกของพระองค์แล้วจึงเรียกว่าแหม.. ธรรมของพระองค์นี่วิจิตรพิศดาร..รับรองขึ้นมาเลย  อันที่จริงของเหล่านี้  เราก็มีมาแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ  พระองค์มาพูดตรงนี้แล้วก็เข้าใจฉะนั้น อหํ  พุทธัญจะ  ธัมมัญจะ  สังฆัญจะ  สรณัง  คโต  แหม..พระองค์นี่แสดงธรรมแจ่มแจ้งนัก  แจ่มแจ้งนี้ เหมือนกับบอกทางให้คนผู้หลงทางที่มีตาจะได้มองเห็นได้ เนี่ย.. ตาก็คือตัวปัญญานั้นเอง  พระสงฆ์สรรเสริญในการฟังและเข้าใจแล้ว 

อีกอย่างหนึ่งว่า  เหมือนว่าพระองค์นี้เปิดของที่ปิด  เปิดของที่ปิดให้อยู่ใกล้ ๆ ตัว นั่งทับนอนทับอยู่ก็ไม่เห็นเมื่อพระองค์พูดแล้ว  เปิดแล้ว  มันก็อยู่ที่นี่  เรียกว่าทุกขํก็อยู่นี่ อนิจจังก็อยู่นี่  อนัตตาก็อยู่นี่  เหมือนภาษาพูดว่ารูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สงขารา อนิจจา วิฌญาณัง อนิจจา รูปก็ไม่เที่ยง เวทนาสุขทุกข์ก็ไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยง จำหลง ๆ ลืม ๆ เนี่ยเรียกว่าสัญญา  สัญญาแปลว่าความจำ  ช่วงหนึ่ง ๆ ก็เรียกว่าประสาทมันทำงานครบสูตร  จำได้ดีเรียกว่าผู้มีไอคิว  คือพรสวรรค์  สงขารา  อนิจจา  ความปรุงแต่งในรูปในร่าง  สิ่งที่มีใจครอง  ไม่มีใจครอง  ไม่มีใจครองก็เหมือนศาลาแห่งนี้  คือจะไปกำหนดว่ามันจะไปถึงล้านปีหรือความเป็นไม่เที่ยงมีนจะพัง ร่างกายของเราก็เมหือบ้านหลังหนึ่ง  ถ้าไม่เห็น...น่านจะเห็น บ่นปวดฟัน  ฉะนั้นละเกิดมาตั้งแต่ยังไม่ปวดโน่น เดี๋ยวอะไรก็ได้มันก็มีทังโทษทั้งคุณ ถ้าไม่มีอย่างนี้เราจะปฏิบัติไปอะไร พระพุทธเจ้าท่านมาพารื้อ พาถอน พาเลิก ไปทำไม พระพุทธเจ้าก็เบื่อแล้วเบื่อเล่าว่าสัตว์โลกนี้มันปิดกันอยู่นั่นแหละ  พระองค์จึงมีปณิธานเพื่อจะรื้อจะถอน  จึงได้ทำมาเพื่อทนความทุกข์ทรมาน  ไม่เห็นแก่พระองค์ ถ้าบางเรื่องบางพระสูตรที่เราฟังกันมาเนี่ย  เมียก็จับไปทาน ลูกก็จับให้ทาน ทุกสิ่งทุกอย่างทานหมด นั่น.....ถ้าเฉพาะพระองค์ ๆ ก็ไม่ทนทานทุกข์ทรมานถึง ๔ อสงไขยแสนกัป  ก็มองเห็นว่าสัตว์โลกทุกตัว  ไม่ว่าสัตว์  มนุษย์  เดรัจฉาน  เกิดมาในโลกนี้หนความเป็นอย่างนี้ไม่พ้นนั่นเอง  แล้วเราจะหาทางเพื่อเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร....

เนี่ยก็มาดูความมืดกับสว่างคู่  ความร้อนความหนาวคู่กัน  เมื่อมีอดีตก็มีอนาคต เกิดเจ็บตาย มันเกิดแล้วก้มคู่กับความแก่  ความตายก็คือความไม่ตายก็มีคู่กัน ครั้นมาคิดเปรียบเทียบอย่างนี้ก่อน  ถ้าอย่างนั้นทุกคนที่เกิดมาแล้วไม่คิด  ไม่เกิดสังเวชสลดใจในความเป็นของตัวเอง  หลงไปในสิ่งที่นิด ๆ หน่อย ๆ ว่าเป็นสุข มั่นคง ยึดถือ  คือมั่น ฉะนั้นถ้าสอนรอบนี้ผู้ฟังด้วยความตั้งใจก็คือปัญจวัคคีย์ ๕ องค์ที่ได้ฟังก่อนเพื่อน  ในเรื่องเหล่านี้ว่ารูปเที่ยงมั้ย..ไม่เที่ยง  นี่ตอบไม่ใช่ตอบแบบปริยัติ...แบบปฏิบัติเราสวดได้นี่สวดแบบปริยัติ  พูดได้อยู่นี่พูดได้แบบปริยัติ  ถ้าเราปฏิบัติได้เราจะพูดแบบผู้ปฏิบัติได้ ท่านก็ตอบว่าไม่เที่ยงพระเจ้าข้า รูปังอนิจจังเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นข้อ ๆ เลย...ไม่เที่ยง  ไม่เที่ยงเพราะอะไร เกิดมาแล้วมันไม่อยู่คงที่  มันไม่ได้หยุดอยู่ที่เดิม เรียกว่ามันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปตามกาลเวลา  ที่นี้เวทนาสุขทุกข์ที่เกิดเป็นอารมณ์ของใจ  บางท่านก็หัวเราะ  บางท่านก็ร้องไห้  อะไรเป็นเหตุ  มันเที่ยงมั้ย  ก็ตอบว่าไม่เที่ยง  เพราะช่วงหนึ่งหัวเราะได้ ช่วงหนึ่งร้องไห้ได้ตัวร้องไห้คือเป็นตัวทุกข์  ตัวหัวเราะก็ว่าเป็นความสุข  แต่ไม่ใช่เป็นความสุขที่ถาวร  มันอาศัยเหตุปัจจัย  คือคนหัวเราะได้ก็มีเหตุ  เหตุที่จะให้หัวเราะได้ก็มาจากเหตุ 

คนที่จะเกิดความทุกข์ในจิตได้ก็มีอารมณ์ส่วนหนึ่ง  ทำให้จิตทุกข์  เนี่ยทุกข์สุขเหล่านี้เกิดสลับกัน ๆ เรียกว่าทุกข์จรมา  แล้วก็สุขจรมา สุขจรไปทุกข์ก็จรมา สลับกันไป  ท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนกับเรามองแดดจัด ๆ ลงไปกลางทุ่ง  เราจะเห็นพยับแดดเนี่ยไล่กันเป็นคลื่น ๆ ๆ นี่พระองค์ไม่เอาถึงขนาดเอาสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาเปรียบเทียบว่า ชีวิตของเราเนี่ย  อารมณ์ของจิตเนี่ยเหมือนคลื่นพยับแดด สูง ๆ ต่ำ ๆ สูง ๆ ต่ำ ๆ หรือเหมือนกับคลื่นในทะเล  เนี่ย...พระองค์เอาธรรมชาติมาเป็นสิ่งที่เปรียบเปรย  แล้วเมื่อมาสอนผู้ปฏิบัติตาม รู้ตาม  เห็นตามแล้ว  เวทนามันไม่เที่ยงอย่างนี้  สัญญาล่ะเที่ยงมั้ย สญญา  อนิจจา...ไม่เที่ยง  เพราะช่วงหนึ่งมันจะเป็นอย่างหนึ่ง  ช่วงหนึ่งจะเป็นอย่างหนึ่ง  ไม่เที่ยง  มันหลงลืมนี้ก็บังคับมันไม่ได้  นี่ก็ตอบว่ามันไม่เที่ยง  สงขารา อนิจจา  เที่ยงหรือไม่เที่ยง..ไม่เที่ยง  เพราะมันเจริญขึ้นและเสื่อมลง  มันไม่เที่ยง  เหมือนขึ้นสะพาน หัวสะพาน กลางสะพาน ท้ายสะพาน ขึ้นแล้วก็ลง ลงนั่นแหละคือดับแล้ว ตายแล้ว  ทอหูกก็เรียกว่าแรก  / ก็ข้างหน้ายาม้วนอยู่บนหัว  ทอไปทอไปก็เรียกว่าอยู่ใกล้ ๆ ปาก...ม้วนเข้าไปเป็นรูปผ่าแล้วข้างหน้านั้นก็สั้นลงตรงนี้แหละไม่มีผิด ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน  แล้วพวกเรายังไม่ได้คิดตรงนี้ว่าวันไหนจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ได้คิด  มีอะไรก็หลงไปตามนั้นลืมคิดสิ่งที่เป็นจริงตามที่ตามบังคับ ไล่เราไป เรายังไม่เห็นเลย(เทปปิด ฉะนั้นเก้าอี้ตัวเดียวนี้เราก็ยังไม่มองว่าเราได้อะไร  ฉะนั้นถ้า..เรามองอย่างนี้ประมาท  ปล่อยชีวิตให้เป็นหมันตลอดเวลา  ถ้าเรามองว่าชีวิตของเรานี้น้อยหนักหนา  ให้พึงรู้ว่าคือลมหายใจ  อย่างนี้เราก็บอกว่า...เอ๊ะ....เราก็ทำมาแล้วนี่  หาเงินมาก็ว่าจะให้มันมีร้านก็ยังไม่มีคิดชีวิตอยู่อย่างนี้เนี่ย  อะไรหนอที่จะไปต่างจากชีวิตนี้  นี้เราก็ไม่ได้คิดแถมยังว่าหาอันนี้ไว้ให้ลูก  หาอันนี้ไว้ให้ลูกคนนั้นคนนี้ ลงสุดท้ายหาไว้ให้ลูก...หลานก็ออกมาก็ไปติดกันอย่างนี้ มันจะไม่ลืมแก่ยังไง  มันจะไม่ลือยังไง  เพราะมันมัวมันเมา  มันเมาแล้วก็มัว  เราดูคนขี้เหล้ามองะไรไม่ชัดเจนหรอก พูดไปไม่มีจะจบ  นั้นหละมันเมาแล้วก็มัว  ฉะนั้นล่ะเมาลูกลืมตาย  เมาตายลืมแก่  เมากิเลสตัณหาลืมพ่อลืมแม่  พูดได้ยังไง  ฉะนั้นล่ะมันเมาลูกเมาเมีย...เมาอะไรของมัน  มันก็จะไม่มองกลับมาหาพ่อแม่เป็นยังไง  ผู้ให้บังเกิดเกล้ามีพระคุณอย่างล้นเหลือมันไม่มอง  มันก็ลืมพ่อลืมแม่ไป เสียผู้เสียคนไป  เสียทั้งผู้เลี้ยง  เสียดายแรง  ตัวเองได้อะไรนี่...ไม่ได้คิดเลย  เมื่อถามว่าอนิจจังนี่ไม่เที่ยงซักอย่าง สังขารเนี่ยปรุงแต่งภาษา ปรุงแต่..ย้ายหลังหนึ่งเนี่ย  ทั้งดินทั้งเหล็กเรียกว่าเอามาปรึงเข้าไปเป็นหลัง  ร่างกายของเราก็เรียกว่ารูปธรรมนามเนี่ยก็ปรุงแต่ง  ปรุงแต่งขึ้นมาจนจะไล่ว่ากระดูกอยู่ในตัวเรา  ๓๐๐  ท่อน  หนึ่งก็เป็นฝา  บนหัวก็คือผม  นั่นคือหญ้ามุงบนหลังคา  มีห้องนำห้องส้วมอยู่ในนี้หมดนั่นแหละ  ถ้าห้องส้วมปิดไม่ได้ก็เหม็นหึ่ง  มีหนังมันไม่ออกเท่านั้นเอง  ก็ยังไม่ได้มอง  ยังไปตำหนิกันด้วย..แกนี่สะอาด  แกไม่สะอาด ลงผู้ให้กินลงไปแล้ว ทุกคนเป็นอย่างนี้หมด  ถ่ายออกมาเป็นยังไงไม่มีอะไรแปลก  คิดแค่นี้ว่าจิตเรายังหลงยังไง ทำไมจึงมองไม่เห็น  หนังติอยู่นี่ก็ไม่ได้หนาอะไรเลย 

ถ้าแทนที่จะมองเห็น..มองไม่เห็น  เพราะหนังมันไม่ใช่ถุง  ไม่ใช่ถุงพลาสติก  มันออกมาทองรูขุมขน..ขี้ไคล  ก็พูดกันอยู่ตะกี้  คำว่าขี้ไคลมันไม่ขั้วแท้  พออยู่กันได้ ไปกันได้  ขี้จริง ๆ แล้วมัดอยู่กันไม่ได้ ลองมาถ่ายสัก    คนอยู่ในนี้  อยู่กันไม่ได้ทั้งศาลา  มันก็ออกจากตัวเรานี้แหละไป  จิตเมื่อจะเห็นแล้วมันก็ออกจากตัวเรานี้แหละไป  จิตเมื่อจะเห็นแล้วมันก็จะต้องเห็นไปในส่วนนี้ว่าอะไรจริงหลงกัน...คือไปก็ไขตัวราคะ  มันน่ารักน่าใคร่มั้ย  นี่มันจะไปแก้อย่างนี้  นี่.....ภาวนา  ฉะนั้นเมื่อถามท่านผู้ได้สดับว่ารูปไม่เที่ยงแล้วได้ความ  ท่านก็ตามอย่างนั้นด้วย  รูปังอนัตตา  รูปเป็นตัวเป็นตนหรือไม่  ไม่..นั้นคืออะไร  ก็บอกว่ารูปของเราทุกคนมีธาตุ ๔ ดิน น้ำ  ลมไฟ  ประชุมกันอยู่เท่านั้น  แม้แต่ธาตุทั้งหลายไม่สม่ำเสมอก็เกิดโรคอีกมันก็เป็นทุกข์  ไล่ไปก็เป็นอนัตตา  เมื่อมันเป็นอาการไม่ใช่ของเรา  มันก็เป็นทุกข์  ทุกข์เพราะความยึดถือ  อุปทานขันธา  ทุกขา  ความเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ทั้งหลายเป็นทุกข์  ท่านก็เห็นไปอย่างนี้เอง  แล้วท่านเห็นนั้นก็ไม่ใช่เห็นออกไปอีกจากตัว เห็นเข้ามาในตัว  แล้วพูดอยู่นี่ก็ให้เรานี่นั่งภาวนาเห็นในตัวนั้นเอง  ไม่ต้องไปเห็น....ถ้าเห็นคนอื่นมีคนอื่น  มีเรามีเขาอยู่  เราก็จะติดอยู่ในส่วนนี้  จะหนีจากเขาเราก็คิดถึงเขา  ถ้าให้จิตไม่มีอะไรเลย 

แม้แต่หัวแต่ขาก็ไม่มีคือไม่มีของกูคือร่าง แล้วอะไรจะมาเป็นทุกข์  ฉะนั้นเมื่อสัญญา.........เกิดขึ้น  มันก็จะได้รู้ว่า  เออ...มันเกิดมานี่อะไรทำให้เกิด  ก็ย้อนต่อไปอีกทีก็ว่า  พระพุทธเจ้าว่าอริยสัจจัง  เราได้ตรัสรูก็เพราอริยสัจ ๔ ก็ย้อนกลับ ย้อนกลับไปก็ไปเห็นว่า  มันเกิดมานั่นแหละเป็นตัวเหตุตัวเหตุให้เกิดก็ตัณหาอีกแหละ  ตัณหา..ก็กามตัณหา  ภาวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อมีตัณหา ๓ ก็มีภพที่จะอยู่   กามภพ  รูปภาพ  อรูปภาพ  ฉะนั้นว่าสิ่งที่เป็นอรูปภพนี้แหละภพไม่มีรูป  รูปภพ..ภพมีรูป  พวกมีตัณหาก็อยู่ในภพนี้  ฉะนั้นเราพูดกันเท่านี้ก็ว่า....ไปดูพญานาคมันก้มีภพ  สัตว์อยู่ในน้ำบนบกหลายชนิด  แยกไปว่ามนุษย์เนี่ยเด่นกว่าเพื่อนเท่านั้นอยู่ในโลกตรงนี้  เด่นกว่าเพื่อน  นอนั้นไม่มีคำว่าเด่นนี่ว่าภพที่มีรูป ภพที่ไม่มีรูปนั่นแหละ ทีนี้เมื่อมีภพ กิเลส ๓ ตัณหา ๓ แล้ว สัตว์ที่อยู่ในภพ ๓ นี้ก็มีที่เกิดอยู่  เรียกว่าที่เกิดของสัตว์  นั้นคือ อัณฑชะ  สัตว์บางชนิดเกิด..มีฟองไข่ฟักออกมาเป็นตัว  มีในโลกนี้เนี่ยชลาพุชะสัตว์บางพวกเกิดในครรภ์  เป็นตัวออกมา..คน ควาย สัตว์ทุกประเภทแหละที่ไม่มีฟองไข่คลอดออกมาเป็นตัว  เลี้ยงกันด้วยนมนี่ที่เกิดของสัตว์ประเภทหนึ่ง  แล้วสังเสทชะ ๆ นี่สัตว์บางชนิดเกิดในวัตถุที่สะสมมาก่อน  เช่น  เชื้อโรค เขาประสาทอยู่ว่า  พยาธิตัวกลม  ตัวแบน  ไส้เดือน  แส้ม้า  ปากขอ  ของใดเคลื่อนไหวได้  ของนั้นมีวิญญาณครองอยู่  หรือเราเห็นในใบไม้บางชนิด  ต้นมันยังมีใบไม้  หัวมันเป็นแมงแดกแดงเกิดจากใบไม้บางชนิด  นั่นคือวิญญาณก็เกิดได้ตรงนั้น  ฉะนั้นความสะสมมันเป็นเชื้อโรค  มันก็เกิดมีชีวิต  นั่นสัตว์ชนิดนั้นคือยังหาร่างที่จะเกิดให้ดีกว่านี้ไม่ได้  นี่คือคนมีกามตัณหา ภวตัณหา  แล้วก็ทำให้เกิดกามภพ  รูปภพ  รูปภพนี่มันเกิดในโยนิ ๔ นี่ที่กล่าวแล้ว  ประเภทที่ ๔  โอปปาติกะกำเนิด  โอปปาตกะนี้ก็ว่ามันก็แยกออกมี ๒  . พวกเปรต  ไม่มีบ้านมีช่อง  ไม่มีที่คลอดลูกคลอดหลาน  แต่ก็เชื่อกันอยู่ว่าหลักของพระสูตรก็ยืนยันว่าสัตว์ทั้งหลายเนี่ยที่ยังไม่เสวยวิบกกรรม  ยังหาร่างที่ดีไม่ได้  มันก็ไปตำแหน่งนั้น  ประเภทที่ ๒ ก็เรียกว่า  โอปปาติกะกำเนิดก็คือเทพ  ก็ยืนยันว่าเทพเนี่ย...ว่ามีในสวรรค์  การยืนยันในสวรรค์ว่ามีเทพก็มาคิดถึงหลักปฏิบัติก่อนว่าธรรมะของเทพเนี่ยคืออะไร  ก็สอนเรียกว่า หิริ โอตตัปปะสัมปันนา  สุกกา  ธัมมา  สะหาหิต  คนมีความละอายแก่บาป  คนกลัวผลของบาป  นั้นคือเทพ  เป็นธรรมของเทพเทพมีธรรม ๒ อย่าง ธรรม ๒ อย่าง  จะทำให้คนเป็นเทพได้  ก็เมื่อปฏิบัติอย่างนี้มันก็ได้เป็นเทพนั่นเอง  จึงยืนยันว่าคนทำอย่างนี้มีอยู่ ก็ต้องเป็นเทพได้  นี้ในทางปฏิบัติหรือเรียกว่า  ทานัง  ทาตโสปานัง  สีลัง ทาตโสปานัง ภาวนานัง  ทาตโสปานัง  เมื่อภาวนายังไม่ผ่าน  ก็ยังเหมือนจะสร้างบันไดเพื่อจะก้าวผ่านทีละขึ้น ๆ กว่าจะถึงบน  เหมือนกับเราขึ้นศาลา  ไม่มีใครหรอกขึ้นทางลัด  ขั้น ๑ ๒ ๓ ไปจนถึงพื้น  นี้คือเราเอาระดับไป 

ฉะนั้นว่าเมื่อสัตว์ทั้งหลายอยู่อย่างนี้  เปรตก็เรียกว่ามันต้อง...ถ้าเราบอกว่ามีเปรตได้ยังไง..ไม่เห็น  ก็ดูซิว่าสิ่งที่เขาทำไป  อะไรทำให้คนเป็นเปรต  ดูตรงนี้ก่อน  คนเป็นเปรตได้นี่คือคนเห็นแก่ได้..นี่เป็นเปรตได้แล้ว  คนเป็นแก่กินไม่เห็นอำนาจสิ่งที่คนอื่นเขาทำขึ้นมาเนี่ย  นั้นคือเป็นสัตว์ไปแล้ว  ไม่ต้องห่วง  จะมีหัวคนหัวเดียว  สองแขน สองขาเนี่ย  จะเป็นได้ยังไง  มันทะลายมนุษย์ออกไปแล้ว มันเอนิสัยความเป็นสัตว์  ลูกเขา เมียเขา บ้านเขา สิ่งของเขา  ไม่รู้จักเคารพสิทธิ์มันจะเป็นคนได้อีกยังไง  คนมันเอาตรงไหนเป็นคน  หนึ่งคนนี่เกลียดความทุกข์ที่สุด  รักความสุขที่สุด  แล้วคนไปแย่งของเขาเนี่ย  มันจะเป็นคนได้ยังไง มันผิดปกติคนแล้ว  ตรงนี้แหละว่ามันเป็นสัตว์เดรัจฉานไคนไม่มีคุณธรรมมกานี่เป็นสัตว์เดรัจฉานแล้ว  ถ้าไม่มีข้อธรรมะเป็นการยืนยันหรือโอวาทที่พระพุทธเจ้าวางไว้แล้ว  จะเอาอะไร..ใครจะเป็นคนยืนยัน  นั้นจึงบอกว่าเปรตมีแน่  แต่ตั้งเป็นอภิสมาก  ผู้ร้ายที่เอานิสัยเห็นแก่ได้นี่มันไม่ไปกลางวัน..มันไปกลางคืน  จะเป็นกายมันได้ยังไง  ให้เห็นกายแล้วเราจะให้เข้าบ้านเราได้ยังไง  นั้นแหละ มันคือทำตัวให้เอาความมืดเป็นที่กำบัง  คนเหล่านี้เป็นเปรตได้ยากอะไร  อย่างไปพูถึงกายเลย..ถึงเป็น มันทำสิ่งที่ให้ก่อนแล้วมันจึงจะไปตรงนั้น  มันอย่างนี้..มันเกิดได้อย่างนี้  ฉะนั้นพระพุทธเจ้าที่สอนให้เราเนี่ยได้เข้าใจในารปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น  เพื่อความออกไปเนี่ย  ท่านจึงบอกว่าเรานี้ได้ตรัสรูเพราะอริยสัจธรรม ๔  คือ มี ทุกขสัจจ์  สมุทัยสัจจ์  นิโรธสัจจ์ นิโรธคามินีปฏิปทา  นี้ว่าเราได้ตรัสรู้เพราะอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ท่านพูดอย่างนี้  ท่านเรียงอย่างนี้  ทุกข์เนี่ยกับสมุทยั  ตัวไหน เป็นเหตุกว่ากัน  บอกได้เลยว่าตัวสมุทัยนั้นเป็นเหตุ  แต่เรียงตัวทุกข์ขึ้นเป็นตัวหนึ่ง  เอ้า..ข้อที่ ๒  ถาม นิโรธสัจจ์คือความดับทุกข์  นั้นก็คือตัวผล  ตัวเหตุของการดับทุกข์ได้ก็คือตัวมรรค  มรรคก็แปลว่าหนทางนั้นเอง  เป็นทางเดินนั้นเอง  ทางเดินก็มีกิโลถึงกำหนดได้เลยว่า  ๔๐  กิโล  เดินไปก็ถึง  ๔๐  กิโลไม่ต้องคิดว่าเหนื่อย  เหนื่อยก็นั่ง ไปหลาย ๆ วันก็ถึงจุดหมายปลายทาง  ทางย่อมไม่ยืดไป  แต่กิเลสจะพาเรายืดออกไปไม่มีกำหนด ไม่มีกำหนดเลย  เดินอยู่ในวงกลมเหมือนมดไต่ขอบดัง  เหมือนคนพายเรือในอ่าง  พายไปไหนก็ติดอ่าง  จะออกไปทะลุไปทะเลก็ไม่ได้  มดนี้ไต่ไปไม่รู้กำหนด  เราขึ้นตรงนี้เราก็จะไต่ลงก็ลงไม่ได้  ก็เลยเอ๊ะ..ทำไมมันยาวนานเดินมาเป็นวัน ๆ ก็ยังติดอยู่ในขอบกระด้ง  มดก็สำคัญว่าทางยาวหมดเนี่ยเราก็เหมือนกัน  จะเอาจริงเอาจังก็อย่างนี้ล่ะ  นี่จะไปเทศน์ถึงวันออกพรรษา ถามแล้วลืมตาขึ้นมาได้อะไร  เห็นอะไร  รู้อะไร..ไม่ได้รู้  นี่มันก็วนอยู่ในกงกรรมกงเกวียน  ฉะนั้นพระพุทธเจ้าว่าเราได้ตรัสรูอริยสัจ ๔  เวลาเรียงตัวทุกข์ไว้  เพราะตัวทุกข์มันอยู่ใกล้ตัวทุกคน  ไม่มีใครไม่รู้ทุกข์มีปัญญาอยู่รู้ทุกข์  แต่ไม่มีทางออกจากทุกข์  นี้ล่ะมันผิดอยู่ตรงนี้เอง  ถ้าไม่สะสางกับอารมณ์ของจิตแล้ว  ก็เห็นทุกข์ไม่ได้ 

ฉะนั้นล่ะเมื่อเห็นตัวทุกข์เห็นยังไง  ท่านสอนว่าเราเนี่ยร้องไห้ก็เพราะทุกข์  หัวเราะก็เพราะมีความสบายแต่สุขทุกข์เหล่าน้ไม่ใช่สุขอย่างนิรามิสสุข  หรือนิรานิทุกข์  สุขทุกข์เหล่านั้นมันมีเหตุและปัจจัย  ถ้าไม่มีปัจจัยก็สุขไม่ได้ไม่มีทุกข์  นี่มันไม่ทุกข์  ก็เรียกว่าไม่มีปัจจัยมันก็ไม่ทุกข์  ฉะนั้นเหตุเหล่านั้นมันอาศัยปัจจัยเป็นตัวเหตุ  ฉะนั้นตัวที่ท่านสอนนี้ว่าไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันและกัน  เรียกว่าอยู่ว่าง ๆ ก็สุขได้นั้นเองมันสุขได้ยังไง  ก็เพราะมันอิ่มแล้วเป็นโลกวิทูแล้ว  โลกวิทู..รู้โลกหมดแล้ว  ไม่ได้ติดใจว่าหรืออะไรต่อนี่คือไม่มีกูแล้ว ไม่มีของกูแล้ว  ไม่มีเรามีเขาแล้ว  มาถึงตรงนี้มันก็ไม่มี  อะไรไม่มี  แม้แต่ตัวเรานี้ด้วยก็ไม่ใช่ของกู  จิตไปทำงานเข้าไปตรงนี้ว่า ธาตุ ๔  ดิน น้ำ ลม ไฟ มันของข้างนอกก็เป็นหนองเป็นน้ำ  อยู่ที่โล่งแจ้งเป็นลมอะไรไบ่  เข้าใจว่าไหนตัวเราอยู่ตรงไหน  นั่นคือจิตเข้าไปทำพลังตรงนั้น เห็นตรงนั้น  นอกจากธาตุ ๔  แล้วย้อนออกไป  อาการ ๓๒ นี้  ธาตุดินมีจำนวนเท่าไร่  เกสา  โลมา นขา  ทันตา ตโจ  ว่าไปเหมือนกับเราดื่ม  ธาตุน้ำ  น้ำเหงื่อ  น้ำลาย  น้ำมูก  น้ำมูตร  ไขข้อ..........ว่าไป...........ทำแล้วตัวของเราเนี่ยจะเป็นถุงน้ำดีหรือจะเป็นอะไร  มันมีที่ไหน  เขามีมาก่อน  ฉะนั้นล่ะธาตุทั้งหลายเนี่ยมันก็เกิดจากความปรุงแต่งคือสังขาร  ก็เป็นบ้าน  ตัวจิตนี่ที่แสวงหาที่เกิด  ไปเกิดร่างมนุษย์ก็ได้ในเมื่อสร้างให้ความเป็นมนุษย์อยู่  ไม่ต้องมีใครเป็นคนแยกคนจัด  คือเอาความว่าเราจะไม่ทำความชั่วให้เกิดขึ้น  เพราะเราเกลียดความทุกข์  นี่ก็หาเหตุผล  เราจะรักษาความเป็นมนุษย์เอาอะไรเป็นแม่บท  เอาอะไรไปแสดงมีศีล    อย่างเท่านั้นเอง  มีสรณะที่พึ่ง  คือพระพุทธ  พระธรรมเท่านั้นเอง  ตอบแทนก็ได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปในกำเนิดที่ไม่ดี  ตรงนี้พระพุทธเจ้ารับรองเลยว่า  ผู้ใดมาถึงพระพุทธเจ้า  ผู้ใดมาถึงพระธรรมพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ  ไม่เชื่ออย่างอื่น  ผู้นั้นย่อมไม่ไปสู่อบายภูมิ......