
|
เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงปู่ได้เดินทางกลับบ้านบึงโนมาจำพรรษาแรกกับหลวงปู่ชาดี วัดธรรมิการาม หลวงปู่เล่าว่าพอครบพรรษาก็เตรียมเก็บกระเป๋า ตั้งใจไปกราบลาสิกขากับหลวงปู่ชาดี เพื่อไปสร้างครอบครัวตามความตั้งใจเดิม แต่หลวงปู่ชาดีได้พูดยับยั้งไว้ว่า "อย่าเพิ่งสึกเลย บวชไปก่อน อีกสัก ๕ พรรษา ค่อยสึก " หลวงปู่จึงว่า " ถึงอย่างนั้นกระผมจะขอลาไปเที่ยวธุดงค์ก่อน"
|
|
พรรษานี้หลวงปู่ได้จำพรรษาที่วัดบ้านดงเย็นกับหลวงพ่อหรั่งเนื่องจากเป็นช่วงที่หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ไม่อยู่พอดี พอออกพรรษาก็ธุดงค์ไปยังจังหวัดอุดรธานีกับเพื่อนพระด้วยกัน ตอนแรกหลวงปู่ตั้งใจจะไปแค่ ๓ วัน ก็จะกลับ แต่ในที่สุดก็ออกธุดงค์เรื่อยไปจนถึงจังหวัดร้อยเอ็ด (เพื่อนพระที่ไปด้วยกันในตอนแรกขอกลับก่อน) ที่วัดป่าศรีไพรวัลย์ จังหวัดร้อยเอ็ดได้พบหลวงพ่อสมชาย ฐิตวิริโย (วัดเขาสุกริม ในปัจจุบัน)ออกเที่ยวธุดงค์ด้วยกัน แต่ไม่ได้จำพรรษาอยู่ด้วยกัน หลวงปู่ธุดงค์ไปหลายที่หลายแห่งรวมทั้งวัดท่าคันโธ แต่ก็ไม่ได้จำพรรษาที่นี่
|
|
พรรษาที่ ๓-๔ (พ.ศ.๒๔๘๗-๒๔๘๘) หลวงปู่อยู่กับพระอาจารย์เพ็งที่วัดป่าศรีไพรวัลย์ จังหวัดร้อยเอ็ด พระอาจารย์เพ็ง พุทธธมฺโมนี้เป็นลูกของหลวงปู่บัว สิริปุณโณ วัดบ้านหนองแซง จังหวัดอุดรธานี ระหว่างปี ๒๔๘๗-๒๔๘๙ หลวงปู่เที่ยวธุดงค์ไปกับหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล เพื่อนสหมิกธรรมของท่าน หลวงปู่เล่าว่า หลวงปู่บุญจันทร์นั้นเป็นคู่บารมีของท่าน เที่ยวป่าด้วยกันถึง ๓ ปี แล้วก็จากกันไปนาน มาพบกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่บุญจันทร์ได้มาอยู่ที่อำเภอไชยวานแล้ว ไม่ห่างกันกับวัดเหวลึก แต่ก็ไม่เคยได้พบกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง หลวงปู่ลีนั่งรถประจำทางมาธุระที่อุดรธานี ซึ่งหลวงปู่บุญจันทร์ก็นั่งอยู่ในคันเดียวกัน ท่านว่า "เรามองหน้าท่านจำได้คลับคล้ายคลับครา แต่ไม่แน่ใจ คิดมาตลอดทางจนถึงอุดรธานีพอลงรถ ก็ตัดสินใจเข้าไปจับมือ แล้วถามว่า หลวงปู่บุญจันทร์ใช่ไหม เมื่อท่านตอบว่า "ใช่"นั่นแหละ ความหลังจึงคืนมา ตั้งแต่นั้นหลวงปู่ลีก็จะไปมาหาสู่ หลวงปู่บุญจันทร์มาตลอด จนกระทั้งหลวงปู่บุญจันทร์ละสังขารไปก่อนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘
|
|
พรรษาที่ ๕-๖ (พ.ศ.๒๔๘๙-๒๔๙๐) หลวงปู่เที่ยวธุดงค์มาจนถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ วัดประชานิยมของท่านพระครูแดง แต่ก็ยังเทียวไปเทียวมาระหว่างวัดท่าคันโธอยู่ หลวงปู่เล่าว่า ที่กาฬสินธุ์นี้ดี เนื่องจากญาติโยมดีคือสนใจในพระพุทธศาสนา ท่านว่าภาวนาก็ดี ก้าวหน้าโดยลำดับดี ในช่วงที่อยู่กับท่านพระครูแดงนั้น ท่านเคยถูกท่านพระครูแดงดุเอาเหมือนกัน ท่านเล่าให้ฟังว่า พระที่อยู่ในวัด ๑๘ รูป ไม่มีใครกล้าขึ้นไปหาท่านพระครูแดง เวลาขุดหลุมลึกๆแล้วใช้เสาสว่านขุด พองัดขึ้น หมุดเสาสว่านก็หัก พระทุกรูปกลัวท่านพระครูแดงจะดุ จึงไม่มีใครกล้าขึ้นไปบอกให้ท่านพระครูแดงทราบ หลวงปู่ก็ได้พูดขึ้นมาว่า "คนจะกินคนหรือ" แล้วท่านก็ขึ้นไปกราบเรียนเรื่องหมุดเสาสว่านหักท่านพระครูก็ว่า"หักมันก็หักไป คนเรายังมีวันตาย" ท่านพระครูแดงพูดอย่างนี้ หลวงปู่จึงลงมาด้วยความสบายใจ นอกจากนี้ในปี ๒๔๙๐ หลวงปู่ยังได้เริ่มเป็นครูพระปริยัติธรรม ณ วัดศรีชมพูเรื่อยมาจนมรณภาพ |
|
พรรษาที่ ๗-๘ (พ.ศ ๒๔๙๑-๒๔๙๒) พอออกพรรษาหลวงปู่ก็คิดถึงบ้าน จึงกราบลาท่านพระครูแดงออกจากวัดประชานิยม เดินทางกลับบ้านบึงโน โดยผ่านพระธาตุพนมระหว่างทางพบพระอาจารย์ทองสุก สุจิตโต จึงเดินทางกลับบ้านบึงโนพร้อมกันในพรรษานี้หลวงปู่อยู่ที่วัดธรรมิการาม เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดบ้านเดิมของท่าน หลวงปู่ได้สร้างศาลาการเปรียญและกุฏิที่ยังไม่เรียบร้อยจนเสร็จสมบูรณ์ หลวงปู่เล่าว่า ช่วงปลายพรรษาที่ ๖ ต่อพรรษา ๗ ท่านเคยคิดที่จะสึก เพราะมีโยมอยากให้หลวงปู่เป็นลูกบุญธรรม จะมอบทรัพย์สมบัติทั้งปวงให้ครอบครอง หลวงปู่ได้พิจารณาตามและเกิดความเบื่อหน่าย ท่านว่า "ของเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ถ้าไปเอาของของเขามาก็จะเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมให้ยืดเยื้อต่อกันไปอีก" คิดได้ดังนี้จึงไม่คิดสึกออกไปอีกเลย
|
พรรษาที่ ๙ ( พ.ส. ๒๔๙๓) ศรัทธาญาติโยมได้นิมนต์หลวงปู่ให้อยู่จำพรรษาที่วัดศรีชมพูหลวงปู่รับนิมนต์และอยู่สร้างโบสถ์ที่วัดศรีชมพูจนแล้วเสร็จ ได้ฉลองโบสถ์ในพรรษานี้ด้วยเช่นกัน ต้นปี ๒๔๙๓ หลวงปู่ได้เดินทางไปร่วมงานประชุมเพลิงศพพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ในฐานะศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งอัฐิธาตุของพระอาจารย์ใหญ่มั่นส่วนซี่โครง ๑ ชิ้นที่หลวงปู่ได้มานั้น ท่านได้นำไปประดิษฐานไว้ บนยอดเศียรพระประธานวัดศรีชมพู ต่อมาหลวงปู่สึกสังหรณ์ใจจึงปีนขึ้นไปดู แต่ไม่พบนึกสงสัยอยู่นานว่าหายไปได้อย่างไร เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าหลวงปู่นำอัฐิธาตุท่านอาจารย์มั่นมาเก็บไว้ ณ ที่นี้ แต่พอนึกทบทวนดูจึงรู้ว่า"การอยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น ต้องระมัดระวังความคิดมากเป็นพิเศษ อย่าคิดนอกลู่นอกทาง เพราะท่านจะรู้เท่าทันหมด ต้องสัมรวมกาย-วาจา-ใจ ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น ใครๆ ก็ว่าหลวงปู่มั่นดุ ท่านดุก็เพราะคนผู้นั้นทำผิด ท่านดุก็เพื่อสอนให้ผู้นั้นกลับตัว" หลวงปู่ยังเคยเล่าให้ฟังถึงการอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นไว้สั้นๆว่า" เราคิดว่าเราไวแล้ว เรายังไวไม่ทันเพื่อนเลย" ในพรรษานี้ หลวงปู่ได้สร้างอโบสถวัดเจริญราษฏร์บำรุงบ้านมาย อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร
|
|
|
พรรษาที่ ๑๒ ( พ.ศ. ๒๔๙๖) หลวงปู่เล่าว่า ก่อนเข้าพรรษาปีนี้พระอาจารย์อุดมมารับหลวงปู่ที่บ้านบึงโน เพื่อจะไปธุดงค์กันที่กาฬสินธุ์ปีนนั้นฝนตกแรงและหนักมาก ท่านเล่าว่าระหว่างทางเดินธุดงค์จากบ้านไผ่ไปกาฬสินธุ์นั้นฝนตกตลอด แม่น้ำชีไหลเชี่ยวกราก ต้องโยกสายลวดให้ผู้คนช่วยดึงเพื่อให้เรือแล่นไปตามสายลวด ไม่เช่นนั้นเรือจะข้ามฟากไปไม่ได้ หลวงปู่เล่าว่าไปถึงวัดประชานิยม จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนเข้าพรรษาแค่วันเดียว จึงเข้าไปขอนิสสัยจากพระครูแดงมีพระเณรมาจำพรรษาทั้งสิ้นรวม ๙ รูป หลวงปู่เล่าว่าสมภารไม่ค่อยจะเข้ากับท่านเท่าไรนัก เพราะเนื่องจากหลวงปู่เทศน์เก่ง พูดคุยสนุก ญาติโยมจึงชอบสนทนาธรรมกับหลวงปู่มากกว่าหมู่ พระอาจารย์อุดมเล่าว่าท่านได้รับความเมตตาจากหลวงปู่มาก หลวงปู่จะคอยแนะนำพร่ำสอนการงานทุกอย่าง ทำศาลา ทำกุฏิท่านสอนหมด เพราะติดตามท่านไม่ห่าง ท่านเล่าว่าระหว่างพรรษานี้ได้ขุดบ่อน้ำ ๒ แห่ง แต่ใช้ไม่ได้เลย เพราะขุดลงไปก็พังหมดเนื่องจากเป็นดินทรายและน้ำก็เหม็นมาก ท่านต้องหาน้ำ หาบน้ำมาต้มน้ำให้หลวงปู่ลีสรงน้ำอาบตลอดพรรษา นอกจากนี้ท่านยังเล่าให้ฟังว่า ความเมตตาที่ท่านได้รับจากหลวงปู่จนประทับจิตประทับใจเป็นที่สุดก็คือ คำชี้แนะเรื่องข้ออรรถข้อธรรมและการภาวนา ท่านว่าหลวงปู่ลีไม่เคยปิดบังอำพราง แต่จะพูดเปิดเผยทุกอย่าง โดยเฉพาะเวลาค่ำๆที่อยู่เฉพาะกันเพียง ๒ รูป บางครั้งปีติกับคำสอนจนสามารถปฏิบัติได้ถึงขนาด พระอาจารย์อุดมเล่าว่า พรรษานี้เป็นพรรษาที่ปฏิบัติความดีกันถึงขนาด เร่งรัดความเพียรเป็นที่สุด
|
พรรษาที่ ๑๓ ( พ.ศ. ๒๔๙๗) ก่อนเข้าพรรษาปีนี้ หลวงปู่และพระอาจารย์อุดมพร้อมโยมอีกประมาณ ๒๐ คนได้เดินทางจากกุดเรือคำ ไปถึงดงหม้อทองเพื่อกราบเยี่ยมหลวงปู่ขาว อนาลโย และพระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ ซึ่งท่านทั้งสองได้พักที่ดงหม้อทองนี้อยู่ก่อนแล้ว หลวงปู่เล่าว่า สภาพตอนนั้นดงหม้อดินยังเป็นสภาพสมบูรณ์ไม่เห็นแดด ครึ้มตลอด มีแต่เสียงหริ่งเรไรร้อง มีโขลงช้าง ซึ่งเวลามาที คนก็วิ่งหนีแตกตื่นขึ้นบนขอนไม้ใหญ่ก็ไปเจอทากเข้าอีก (ภาษาอีสานเรียกว่า ปลิงโคก) ก็วิ่งหนีกันจนผ้าผ่อนเปิด ไม่ได้สนใจกัน หลวงปู่อยู่บนก้อนหิน(พระลานหิน) เป็นลูกๆคล้ายโบกี้รถไฟติดต่อกัน ต้องทำสะพานเชื่อมกันไว้ ลูกสูงขึ้นไปต้องทำบันไดขึ้นเมื่อขึ้นไปแล้วก็ชักบันไดขึ้น ไม่ต้องกลัวเสือ ข้างบนมองลงมาเห็นช้าง เห็นเสือ แต่มันขึ้นไปกวนไม่ได้ หลวงปู่ยังเล่าเพิ่มเติมถึงประวัติของดงหม้อทองอีกว่า เดิมมีน้ำตกลงมาจากที่สูง ลงมาเป็นแอ่งน้ำ เป็นวังวนถ้ามุดใต้น้ำเข้าไปจะพบถ้ำ (แอ่งน้ำอยู่หลังถ้ำ)แล้วจะพบหม้อทองโบราณอยู่ภายในถ้ำ หลวงปู่เล่าว่า ที่ดงหม้อทองนี้ท่านไม่ได้จำพรรษา แค่ไปกราบเยี่ยมครูอาจารย์ พักอยู่หลายวันจึงเดินทางกลับออกมา ถึงวัดกุดเรือคำก่อนเข้าพรรษา ๗ วัน เป็นว่าพรรษานี้หลวงปู่กับพระอาจารย์อุดมจำพรรษาที่วัดกุดเรือคำของท่านพระครูอดุลสังฆกิจ (เถื่อน อุชุกโร) หลวงปู่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างกุฏิเจ้าอาวาสที่วัดกุดเรือคำนี้ ๑ หลัง จนแล้วเสร็จ ในพรรษานี้ด้วยเช่นกัน
|
|
|
พรรษาที่ ๑๔ - ๑๖ ( พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐) ระหว่าง ๓ พรรษานี้ หลวงปู่อยู่ประจำที่วัดศรีชมพู จังหวัดสกลนคร แต่จะไปมาระหว่างวัดศรีชมพู กับวัดของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ เพื่อกราบเยี่ยมและถามข้อธรรมะจากองค์หลวงปู่พรหม เป็นประจำมิได้ขาด แต่ไม่เคยอยู่จำพรรษากับท่าน ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ หลวงปู่สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดกุดเรือคำ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร
ปี
พ.ศ.
๒๔๙๙ หลวงปู่สอบได้นักธรรมชั้นเอก
สำนักเรียนวัดกุดเรือคำ
ระยะเวลา ๒ ปีแรก คือ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๘ - ๒๔๙๙ ศาลาข้างโบสถ์วัดศรีชมพูก็สร้างจนแล้วเสร็จในช่วงนี้เช่นกัน
|
พรรษาที่ ๑๗ ( พ.ศ. ๒๕๐๑ ) พรรษานี้เข้าใจว่าหลวงปู่กลับไปประจำที่วัดธรรมิกรามแต่มีบ้างที่กล่าวว่าหลวงปู่ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านถ่อน จังหวัดสกลนคร
พรรษาที่ ๑๘-๒๑ (พ.ศ.๒๕๐๒-๒๕๐๕) หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดศรีชมพู บ้านบึงโน จังหวัดสกลนคร ตามคำกราบนิมนต์ของญาติโยม แต่ระหว่างออกพรรษาปี ๒๕๐๒ ท่านได้รับเจตนารมณ์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ สร้างวัดสรีโพนสูง บ้านถ่อน ตำบลโพนสูง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ใช้เวลาดำเนินการ ๒ ปีจึงแล้วเสร็จ และในพรรษาที่ ๑๘ นี้ เช่นกันที่เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่คืออาจารย์อุดม ได้ขอลาไปเที่ยวธุดงค์หลังจากที่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากร่วมกันมาถึง ๖ พรรษา
|
|
|
พรรษาที่ ๒๓-๒๔ (พ.ศ.๒๕๐๗-๒๕๐๘) หลวงปู่จำพรรษาที่วัดศรีโพนสูง (วัดป่าบ้านถ่อน) บ้านถ่อน ตำบลโพนสูง อำเภอสว่างแดนดินจังหวัดสกลนคร เพื่อสอบธรรมศึกษาสำหรับเรื่องธรรมศึกษานี้ เป็นที่ประจักษ์กันในหมู่พระเณรที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ว่า ท่านสนับสนุนให้พระเณรแตกฉานในทางธรรมเรียนกันตั้งแต่นักธรรมตรี โท ถึงเอก นอกเหนือจากการปฏิบัติภาวนาอันเป็นหลักของใจ ด้วยเหตุนี้ปี ๒๕๐๗ หลวงปู่จึงรับเป็นพระธรรมฑูตสายที่ ๕ นอกจากนี้ปี ๒๕๐๘ ท่านยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลสว่างเขต ๒ (ธรรมยุต)
พรรษาที่ ๒๕ (พ.ศ.๒๕๐๙) ไม่แน่ชัดว่าหลวงปู่ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดเนินเขาแก้ว จังหวัดจันทบุรีอีกครั้ง หรือได้จำพรรษาที่วัดศรีชมพู บ้านบึงโน จังหวัดสกลนคร อย่างไรก็ดีหลวงปู่ท่านเคยเล่าให้ญาติโยมฟังสนุกๆว่า ท่านหนีไปจำพรรษา และบิณฑบาต ฉันแต่ทุเรียนอยู่ที่จันทบุรีในปี ๒๕๐๙
|
พรรษาที่ ๒๖-๓๑ (พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๑๕) ๖ พรรษานี้หลวงปู่อยู่ประจำวัดศรีชมพูโดยตลอด ถ้าจะรับกิจนิมนต์ไปที่ใดก็เป็นระยะเวลาไม่นานนักด้วยหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ซึ่งหลวงปู่เคารพเทิดทูนนับถือเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ อยู่ในวัยชรามากแล้วองค์หลวงปู่พรหมเองท่านก็ให้ความเมตตาไว้ใจหลวงปู่ลีให้ดูแลรับผิดชอบใน กิจการงานต่างๆ ของท่านตราบถึงกิจการงานสุดท้าย นั้นคือการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐธาตุของท่านหลวงปู่เล่าว่า ท่านมอบกายถวายชีวิตเพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย หลวงปู่ในฐานะศิษย์รุ่นใหญ่ร่วมกับพระอาจารย์วันอุตตโมเป็นประธานร่วมในงานประชุมเพลิง หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ ในเดือนมีนาคม ๒๕๑๔ ท่านว่า"งานศพพระกัมมัฏฐานไม่ควรต้องมีอะไรมาก ไม่ต้องมีมหรสพให้วุ่นวาย ตอนกลางวันมีครูบาอาจารย์เป็นองค์แสดงธรรม พอกลางคืนพระภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาพร้อมกันทำวัตรสวดมนต์ และเทศน์ตลอดคืน เท่านี้ก็พอสมควรแก่กัมมัฏฐานโดยแท้แล้ว" ท่านเจ้าคุณญาณเวทีได้เล่าเท้าความถึงงานประชุมเพลิงหลวงปู่พรหม จิรปุญโญในครั้งนั้นว่าสาธารณชนได้มีโอกาสรู้จักและกราบไหว้หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่พรหม เป็นครั้งแรกก็ในงานนี้เช่นกัน และนับเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้เมตตาแสดงธรรมและเล่าถึงปฏิปทาขององค์หลวงปู่พรหมในระหว่างเที่ยวธุดงค์ด้วยกัน ในส่วนเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุนั้น หลวงปู่ลีได้เป็นประธานดำเนินการก่อสร้างตามเจตนารมณ์ของ องค์หลวงปู่พรหม จิรปุญโญจนแล้วเสร็จตั้งแต่ปีที่หลวงปู่พรหมมรณภาพ คือปี พ.ศ.๒๕๑๒ นั้นเอง ปลายปีพ.ศ.๒๕๑๔ หลวงปู่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีชมพู ตำบลโคกสีอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร จนกระทั่งพรรษาสุดท้ายของท่าน
|
|
|
พรรษาที่ ๓๒-๕๖ (พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๔๒) หลวงปู่ได้ตัดสินใจปักหลักสร้างวัดเหวลึก ณ บ้านบึงโนใน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนครแล้วท่านก็ได้จำพรรษาที่นี่มาโดยตลอดมิได้ขาด หลวงปู่ใช้เวลาครึ่งชีวิตใต้ร่มกาสาวพัตรของท่านสู้อดสู้ทนแนะนำพร่ำสอนศรัทธาญาติโยมทั้งชาวไกลชาวใกล้ ให้รู้จักบำเพ็ญทานรักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนาตั้งอยู่ในไตรสรณคมณ์ หลวงปู่ว่า"ได้มากได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ให้มันเป็นนิสัยติดตัวไป จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาพบเจอพระพุทธศาสนา" ท่านว่า "ศีลห้าต้องเคยรักษาเคยมีมาแล้วทั้งนั้น ไม่อย่างนั้น หัวหนึ่ง แขนสองขาสอง จะมีครบกันได้อย่างไร" ธรรมะของหลวงปู่มักจะเป็นธรรมะใกล้ตัว อุบายธรรมที่หลวงปู่เทศน์อบรมลูกศิษย์ทั้งพระทั้งฆราวาสเพื่อให้เข้าใจโดยลึกซึ้งและถ่องแท้นั้น เหมาะเจาะงดงาม ทั้งปลุกปลอบทั้งให้กำลังใจ เพราะหลวงปู่ท่านรู้จักธรรม รู้จักบุคคล คำสอนของท่านจึงเป็นประโยชน์โดยตรง ต่อผู้น้อมไปพิจารณา ในส่วนของนักปฏิบัติภาวนา หลวงปู่จะเน้นสอนเป็นพิเศษเป็นกรณีบุคคล ท่านว่า ทุกอย่างอยู่ที่ " ใจ "ตัวเดียว นั้นคือ ตั้งใจ และ "ทำเอา" หลวงปู่ว่า " พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงบอกทางเฉยๆเราต่างหากที่เป็นผู้กระทำเป็นผู้เดินทาง ต้องการอะไรก็ทำเอา ไม่พลาดหวัง ไม่ผิดหวังหรอก ธรรมวินัยมีอยู่ตราบใด มรรคผลนิพพานก็มีอยู่ตราบนั้น ไม่ต้องสงสัยให้เสียเวลาเลยกับเรื่องของคุณงามความดีเพาะเป็นของจริง มีจริง" แม้ในระยะหลังที่กิจนิมนต์ของหลวงปู่มากขึ้นตามจำนวนลูกศิษย์ที่เพิ่มขึ้นมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลวงปู่ท่านก็ยังคงดำรงองค์แผ่กิ่งก้านแห่งความร่มเย็นปกคลุมไปทั่ว โดยมิได้เหน็ดเหนื่อยโดยมิได้ละเว้น เมตตาของหลวงปู่ไม่มีประมาณ ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีตกหล่นแม้ลูกศิษย์ตัวน้อย ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวใน ๒๔ พรรษาหลังของท่าน จึงเป็นบันทึกเล่าขาน ที่ไม่มีม้วนเทปใดบันทึกได้ครบถ้วนบริบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรษาสุดท้ายที่อาการอาพาธของหลวงปู่หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่หลวงปู่ทำเหมือนไม่มีอะไร หลวงปู่ไม่ได้สนใจต่อโรคร้ายที่แสดงตัวกำเริบขึ้นทุกที ท่านยังคงทำหน้าที่ " พระธรรมทูต " เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปกติตราบวินาทีสุดท้าย ๑๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ คณะแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี รายงานผลการตรวจก้อนเนื้อร้ายว่า หลวงปู่เป็นมะเร็งที่ปอด ๒ ตุลาคม ๒๕๔๑ คณะศิษย์ทั่วทุกสารทิศ พร้อมใจกันจัดงานวันเกิดถวายหลวงปู่ ที่วัดเหวลึก จังหวัดสกลนคร ด้วยหลวงปู่ท่านมิได้รับกิจนิมนต์งานใหญ่หรือที่ต้องเดินทางไกลเลย นับแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา หลวงปู่รับแขก ทั้งพระทั้งฆารวาสตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำไม่ได้พักเลย หลวงปู่ดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด แต่ท่านไม่บ่นเลย ๑ มกราคม ๒๕๔๒ คณะเทรดธรรมจากกรุงเทพมหานคร นำผ้าป่ามาถวายที่วัดเหวลึก หลวงปู่เมตตาแสดงธรรมเทศนากว่า ๒ ชั่วโมง ๘ มกราคม ๒๕๔๒ หลวงปู่รับกิจนิมนต์ ร่วมงานวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่เหรียญ แต่หลังจาก กิจนิมนต์อย่างเป็นทางการครั้งนี้แล้ว หลวงปู่ก็มีอาการอาพาธหนัก เห็นชัดเจน ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ หลวงปู่เดินทางเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น ๒๙ เมษายน ๒๕๔๒ คณะศิษย์ยานุศิษย์ แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อหลวงปู่โดยการ ขออนุญาตนิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐานร่วมทำบุญต่ออายุถวาย หลวงปู่ที่วัดเหวลึก น่าประหลาดใจที่หลวงปู่เจาะจงให้ลูกศิษย์ที่ไปร่วมงานนี้ ได้มีโอกาส " มหาเถเร...." กล่าวคำขอขมาต่อพระมหาเถระ คือองค์หลวงปู่ ถ้วน ทั่วทุกคน ๓ พฤษภาคม ๒๕๔๒ หลวงปู่กลับเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เป็นครั้งที่ ๓ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒ หลวงปู่อาพาธหนัก ต้องนำองค์เข้ารักษาที่หอผู้ป่วยหนัก และ ๑ เดือน หลังจากนั้น................ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ คณะสงฆ์นิมนต์ร่างของหลวงปู่กลับวัดเหวลึกหลวงปู่ได้ละสังขารด้วยโรคมะเร็งในปอด ณ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีเถาะ เวลา ๙.๐๐ น. สิริรวมอายุได้ ๗๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน พรรษา ๕๖
|
||
