พรรษาที่ ๑
( .. ๒๔๘๕ )

        เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงปู่ได้เดินทางกลับบ้านบึงโนมาจำพรรษาแรกกับหลวงปู่ชาดี  วัดธรรมิการาม หลวงปู่เล่าว่าพอครบพรรษาก็เตรียมเก็บกระเป๋า  ตั้งใจไปกราบลาสิกขากับหลวงปู่ชาดี  เพื่อไปสร้างครอบครัวตามความตั้งใจเดิม  แต่หลวงปู่ชาดีได้พูดยับยั้งไว้ว่า "อย่าเพิ่งสึกเลย บวชไปก่อน อีกสัก ๕ พรรษา ค่อยสึก " หลวงปู่จึงว่า " ถึงอย่างนั้นกระผมจะขอลาไปเที่ยวธุดงค์ก่อน"

 

 

 


พรรษาที่ ๒ (.. ๒๔๘๖)

        พรรษานี้หลวงปู่ได้จำพรรษาที่วัดบ้านดงเย็นกับหลวงพ่อหรั่งเนื่องจากเป็นช่วงที่หลวงปู่พรหม  จิรปุญโญ  ไม่อยู่พอดี  พอออกพรรษาก็ธุดงค์ไปยังจังหวัดอุดรธานีกับเพื่อนพระด้วยกัน  ตอนแรกหลวงปู่ตั้งใจจะไปแค่ ๓ วัน  ก็จะกลับ  แต่ในที่สุดก็ออกธุดงค์เรื่อยไปจนถึงจังหวัดร้อยเอ็ด (เพื่อนพระที่ไปด้วยกันในตอนแรกขอกลับก่อน) ที่วัดป่าศรีไพรวัลย์  จังหวัดร้อยเอ็ดได้พบหลวงพ่อสมชาย  ฐิตวิริโย (วัดเขาสุกริม  ในปัจจุบัน)ออกเที่ยวธุดงค์ด้วยกัน  แต่ไม่ได้จำพรรษาอยู่ด้วยกัน  หลวงปู่ธุดงค์ไปหลายที่หลายแห่งรวมทั้งวัดท่าคันโธ แต่ก็ไม่ได้จำพรรษาที่นี่

 


 

พรรษาที่ ๓- (..๒๔๘๗-๒๔๘๘)

        หลวงปู่อยู่กับพระอาจารย์เพ็งที่วัดป่าศรีไพรวัลย์  จังหวัดร้อยเอ็ด พระอาจารย์เพ็ง  พุทธธมฺโมนี้เป็นลูกของหลวงปู่บัว  สิริปุณโณ   วัดบ้านหนองแซง จังหวัดอุดรธานี  ระหว่างปี ๒๔๘๗-๒๔๘๙ หลวงปู่เที่ยวธุดงค์ไปกับหลวงปู่บุญจันทร์  กมโล  เพื่อนสหมิกธรรมของท่าน  หลวงปู่เล่าว่า       หลวงปู่บุญจันทร์นั้นเป็นคู่บารมีของท่าน

เที่ยวป่าด้วยกันถึง ๓ ปี แล้วก็จากกันไปนาน มาพบกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อหลวงปู่บุญจันทร์ได้มาอยู่ที่อำเภอไชยวานแล้ว  ไม่ห่างกันกับวัดเหวลึก  แต่ก็ไม่เคยได้พบกัน  จนกระทั่งวันหนึ่ง  หลวงปู่ลีนั่งรถประจำทางมาธุระที่อุดรธานี ซึ่งหลวงปู่บุญจันทร์ก็นั่งอยู่ในคันเดียวกัน  ท่านว่า  "เรามองหน้าท่านจำได้คลับคล้ายคลับครา  แต่ไม่แน่ใจ  คิดมาตลอดทางจนถึงอุดรธานีพอลงรถ  ก็ตัดสินใจเข้าไปจับมือ  แล้วถามว่า  หลวงปู่บุญจันทร์ใช่ไหม เมื่อท่านตอบว่า "ใช่"นั่นแหละ  ความหลังจึงคืนมา  ตั้งแต่นั้นหลวงปู่ลีก็จะไปมาหาสู่  หลวงปู่บุญจันทร์มาตลอด  จนกระทั้งหลวงปู่บุญจันทร์ละสังขารไปก่อนเมื่อ พ.. ๒๕๓๘

 

 

 


 

พรรษาที่ ๕- (..๒๔๘๙-๒๔๙๐)

        หลวงปู่เที่ยวธุดงค์มาจนถึงจังหวัดกาฬสินธุ์  วัดประชานิยมของท่านพระครูแดง  แต่ก็ยังเทียวไปเทียวมาระหว่างวัดท่าคันโธอยู่  หลวงปู่เล่าว่า  ที่กาฬสินธุ์นี้ดี  เนื่องจากญาติโยมดีคือสนใจในพระพุทธศาสนา ท่านว่าภาวนาก็ดี  ก้าวหน้าโดยลำดับดี

        ในช่วงที่อยู่กับท่านพระครูแดงนั้น  ท่านเคยถูกท่านพระครูแดงดุเอาเหมือนกัน  ท่านเล่าให้ฟังว่า พระที่อยู่ในวัด ๑๘ รูป  ไม่มีใครกล้าขึ้นไปหาท่านพระครูแดง  เวลาขุดหลุมลึกๆแล้วใช้เสาสว่านขุด  พองัดขึ้น  หมุดเสาสว่านก็หัก  พระทุกรูปกลัวท่านพระครูแดงจะดุ  จึงไม่มีใครกล้าขึ้นไปบอกให้ท่านพระครูแดงทราบ  หลวงปู่ก็ได้พูดขึ้นมาว่า "คนจะกินคนหรือ" แล้วท่านก็ขึ้นไปกราบเรียนเรื่องหมุดเสาสว่านหักท่านพระครูก็ว่า"หักมันก็หักไป  คนเรายังมีวันตาย" ท่านพระครูแดงพูดอย่างนี้  หลวงปู่จึงลงมาด้วยความสบายใจ นอกจากนี้ในปี ๒๔๙๐  หลวงปู่ยังได้เริ่มเป็นครูพระปริยัติธรรม ณ วัดศรีชมพูเรื่อยมาจนมรณภาพ

พรรษาที่ ๗- (.ศ ๒๔๙๑-๒๔๙๒)

        พอออกพรรษาหลวงปู่ก็คิดถึงบ้าน  จึงกราบลาท่านพระครูแดงออกจากวัดประชานิยม เดินทางกลับบ้านบึงโน  โดยผ่านพระธาตุพนมระหว่างทางพบพระอาจารย์ทองสุก  สุจิตโต  จึงเดินทางกลับบ้านบึงโนพร้อมกันในพรรษานี้หลวงปู่อยู่ที่วัดธรรมิการาม  เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดบ้านเดิมของท่าน  หลวงปู่ได้สร้างศาลาการเปรียญและกุฏิที่ยังไม่เรียบร้อยจนเสร็จสมบูรณ์

        หลวงปู่เล่าว่า ช่วงปลายพรรษาที่ ๖ ต่อพรรษา ๗ ท่านเคยคิดที่จะสึก  เพราะมีโยมอยากให้หลวงปู่เป็นลูกบุญธรรม จะมอบทรัพย์สมบัติทั้งปวงให้ครอบครอง  หลวงปู่ได้พิจารณาตามและเกิดความเบื่อหน่าย ท่านว่า "ของเหล่านี้ไม่ใช่ของเรา ถ้าไปเอาของของเขามาก็จะเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมให้ยืดเยื้อต่อกันไปอีก" คิดได้ดังนี้จึงไม่คิดสึกออกไปอีกเลย

 

 

          

 

พรรษาที่ ๙ ( .. ๒๔๙๓)

        ศรัทธาญาติโยมได้นิมนต์หลวงปู่ให้อยู่จำพรรษาที่วัดศรีชมพูหลวงปู่รับนิมนต์และอยู่สร้างโบสถ์ที่วัดศรีชมพูจนแล้วเสร็จ  ได้ฉลองโบสถ์ในพรรษานี้ด้วยเช่นกัน  ต้นปี ๒๔๙๓  หลวงปู่ได้เดินทางไปร่วมงานประชุมเพลิงศพพระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต  ณ วัดป่าสุทธาวาส  อำเภอเมือง  จังหวัดสกลนคร  ในฐานะศิษย์คนหนึ่ง  ซึ่งอัฐิธาตุของพระอาจารย์ใหญ่มั่นส่วนซี่โครง ๑ ชิ้นที่หลวงปู่ได้มานั้น  ท่านได้นำไปประดิษฐานไว้

บนยอดเศียรพระประธานวัดศรีชมพู  ต่อมาหลวงปู่สึกสังหรณ์ใจจึงปีนขึ้นไปดู  แต่ไม่พบนึกสงสัยอยู่นานว่าหายไปได้อย่างไร เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าหลวงปู่นำอัฐิธาตุท่านอาจารย์มั่นมาเก็บไว้ ณ ที่นี้  แต่พอนึกทบทวนดูจึงรู้ว่า"การอยู่กับหลวงปู่มั่นนั้น  ต้องระมัดระวังความคิดมากเป็นพิเศษ  อย่าคิดนอกลู่นอกทาง  เพราะท่านจะรู้เท่าทันหมด

ต้องสัมรวมกาย-วาจา-ใจ  ไม่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น  ใครๆ ก็ว่าหลวงปู่มั่นดุ  ท่านดุก็เพราะคนผู้นั้นทำผิด ท่านดุก็เพื่อสอนให้ผู้นั้นกลับตัว" หลวงปู่ยังเคยเล่าให้ฟังถึงการอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นไว้สั้นๆว่า" เราคิดว่าเราไวแล้ว  เรายังไวไม่ทันเพื่อนเลย"

        ในพรรษานี้  หลวงปู่ได้สร้างอโบสถวัดเจริญราษฏร์บำรุงบ้านมาย     อำเภอบ้านม่วง  จังหวัดสกลนคร

 

 

 

พรรษาที่ ๑๒ ( .. ๒๔๙๖)

        หลวงปู่เล่าว่า  ก่อนเข้าพรรษาปีนี้พระอาจารย์อุดมมารับหลวงปู่ที่บ้านบึงโน  เพื่อจะไปธุดงค์กันที่กาฬสินธุ์ปีนนั้นฝนตกแรงและหนักมาก  ท่านเล่าว่าระหว่างทางเดินธุดงค์จากบ้านไผ่ไปกาฬสินธุ์นั้นฝนตกตลอด  แม่น้ำชีไหลเชี่ยวกราก  ต้องโยกสายลวดให้ผู้คนช่วยดึงเพื่อให้เรือแล่นไปตามสายลวด    ไม่เช่นนั้นเรือจะข้ามฟากไปไม่ได้ 

หลวงปู่เล่าว่าไปถึงวัดประชานิยม  จังหวัดกาฬสินธุ์  ก่อนเข้าพรรษาแค่วันเดียว  จึงเข้าไปขอนิสสัยจากพระครูแดงมีพระเณรมาจำพรรษาทั้งสิ้นรวม  ๙ รูป  หลวงปู่เล่าว่าสมภารไม่ค่อยจะเข้ากับท่านเท่าไรนัก  เพราะเนื่องจากหลวงปู่เทศน์เก่ง  พูดคุยสนุก  ญาติโยมจึงชอบสนทนาธรรมกับหลวงปู่มากกว่าหมู่  พระอาจารย์อุดมเล่าว่าท่านได้รับความเมตตาจากหลวงปู่มาก  หลวงปู่จะคอยแนะนำพร่ำสอนการงานทุกอย่าง  ทำศาลา ทำกุฏิท่านสอนหมด  เพราะติดตามท่านไม่ห่าง  ท่านเล่าว่าระหว่างพรรษานี้ได้ขุดบ่อน้ำ ๒ แห่ง      แต่ใช้ไม่ได้เลย  เพราะขุดลงไปก็พังหมดเนื่องจากเป็นดินทรายและน้ำก็เหม็นมาก  ท่านต้องหาน้ำ  หาบน้ำมาต้มน้ำให้หลวงปู่ลีสรงน้ำอาบตลอดพรรษา  นอกจากนี้ท่านยังเล่าให้ฟังว่า  ความเมตตาที่ท่านได้รับจากหลวงปู่จนประทับจิตประทับใจเป็นที่สุดก็คือ  คำชี้แนะเรื่องข้ออรรถข้อธรรมและการภาวนา  ท่านว่าหลวงปู่ลีไม่เคยปิดบังอำพราง  แต่จะพูดเปิดเผยทุกอย่าง โดยเฉพาะเวลาค่ำๆที่อยู่เฉพาะกันเพียง ๒ รูป        บางครั้งปีติกับคำสอนจนสามารถปฏิบัติได้ถึงขนาด  พระอาจารย์อุดมเล่าว่า  พรรษานี้เป็นพรรษาที่ปฏิบัติความดีกันถึงขนาด  เร่งรัดความเพียรเป็นที่สุด

 

 

 พรรษาที่  ๑๓ ( .. ๒๔๙๗)

        ก่อนเข้าพรรษาปีนี้  หลวงปู่และพระอาจารย์อุดมพร้อมโยมอีกประมาณ  ๒๐ คนได้เดินทางจากกุดเรือคำ  ไปถึงดงหม้อทองเพื่อกราบเยี่ยมหลวงปู่ขาว  อนาลโย  และพระอาจารย์จวน  กุลเชษโฐ  ซึ่งท่านทั้งสองได้พักที่ดงหม้อทองนี้อยู่ก่อนแล้ว  หลวงปู่เล่าว่า  สภาพตอนนั้นดงหม้อดินยังเป็นสภาพสมบูรณ์ไม่เห็นแดด  ครึ้มตลอด  มีแต่เสียงหริ่งเรไรร้อง  มีโขลงช้าง  ซึ่งเวลามาที  คนก็วิ่งหนีแตกตื่นขึ้นบนขอนไม้ใหญ่ก็ไปเจอทากเข้าอีก (ภาษาอีสานเรียกว่า ปลิงโคก ก็วิ่งหนีกันจนผ้าผ่อนเปิด  ไม่ได้สนใจกัน  หลวงปู่อยู่บนก้อนหิน(พระลานหิน) เป็นลูกๆคล้ายโบกี้รถไฟติดต่อกัน  ต้องทำสะพานเชื่อมกันไว้  ลูกสูงขึ้นไปต้องทำบันไดขึ้นเมื่อขึ้นไปแล้วก็ชักบันไดขึ้น  ไม่ต้องกลัวเสือ  ข้างบนมองลงมาเห็นช้าง  เห็นเสือ  แต่มันขึ้นไปกวนไม่ได้  หลวงปู่ยังเล่าเพิ่มเติมถึงประวัติของดงหม้อทองอีกว่า  เดิมมีน้ำตกลงมาจากที่สูง  ลงมาเป็นแอ่งน้ำ     เป็นวังวนถ้ามุดใต้น้ำเข้าไปจะพบถ้ำ  (แอ่งน้ำอยู่หลังถ้ำ)แล้วจะพบหม้อทองโบราณอยู่ภายในถ้ำ หลวงปู่เล่าว่า ที่ดงหม้อทองนี้ท่านไม่ได้จำพรรษา  แค่ไปกราบเยี่ยมครูอาจารย์  พักอยู่หลายวันจึงเดินทางกลับออกมา ถึงวัดกุดเรือคำก่อนเข้าพรรษา  ๗ วัน เป็นว่าพรรษานี้หลวงปู่กับพระอาจารย์อุดมจำพรรษาที่วัดกุดเรือคำของท่านพระครูอดุลสังฆกิจ (เถื่อน  อุชุกโร) หลวงปู่ได้ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้างกุฏิเจ้าอาวาสที่วัดกุดเรือคำนี้ ๑ หลัง จนแล้วเสร็จ  ในพรรษานี้ด้วยเช่นกัน

พรรษาที่  ๑๔ - ๑๖ ( .. ๒๔๙๘-๒๕๐๐)

        ระหว่าง ๓ พรรษานี้  หลวงปู่อยู่ประจำที่วัดศรีชมพู  จังหวัดสกลนคร  แต่จะไปมาระหว่างวัดศรีชมพู  กับวัดของหลวงปู่พรหม  จิรปุญโญ  เพื่อกราบเยี่ยมและถามข้อธรรมะจากองค์หลวงปู่พรหม  เป็นประจำมิได้ขาด  แต่ไม่เคยอยู่จำพรรษากับท่าน

     ปี พ.. ๒๔๙๘  หลวงปู่สอบได้นักธรรมชั้นโท  สำนักเรียนวัดกุดเรือคำ   อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร

     ปี พ.. ๒๔๙๙ หลวงปู่สอบได้นักธรรมชั้นเอก  สำนักเรียนวัดกุดเรือคำ   
 
อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร

     ระยะเวลา  ๒ ปีแรก  คือ ระหว่าง พ.. ๒๔๙๘ - ๒๔๙๙  ศาลาข้างโบสถ์วัดศรีชมพูก็สร้างจนแล้วเสร็จในช่วงนี้เช่นกัน

 

 

พรรษาที่ ๑๗ ( .. ๒๕๐๑ )

        พรรษานี้เข้าใจว่าหลวงปู่กลับไปประจำที่วัดธรรมิกรามแต่มีบ้างที่กล่าวว่าหลวงปู่ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านถ่อน  จังหวัดสกลนคร 

 

พรรษาที่ ๑๘-๒๑ (..๒๕๐๒-๒๕๐๕)

        หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดศรีชมพู  บ้านบึงโน  จังหวัดสกลนคร  ตามคำกราบนิมนต์ของญาติโยม  แต่ระหว่างออกพรรษาปี ๒๕๐๒  ท่านได้รับเจตนารมณ์ของหลวงปู่พรหม จิรปุญโญ  สร้างวัดสรีโพนสูง บ้านถ่อน  ตำบลโพนสูง  อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร  ใช้เวลาดำเนินการ  ๒ ปีจึงแล้วเสร็จ  และในพรรษาที่ ๑๘ นี้  เช่นกันที่เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่คืออาจารย์อุดม  ได้ขอลาไปเที่ยวธุดงค์หลังจากที่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากร่วมกันมาถึง ๖ พรรษา  

 

พรรษาที่ ๒๓-๒๔ (..๒๕๐๗-๒๕๐๘)

        หลวงปู่จำพรรษาที่วัดศรีโพนสูง (วัดป่าบ้านถ่อน) บ้านถ่อน ตำบลโพนสูง  อำเภอสว่างแดนดินจังหวัดสกลนคร  เพื่อสอบธรรมศึกษาสำหรับเรื่องธรรมศึกษานี้  เป็นที่ประจักษ์กันในหมู่พระเณรที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่ว่า  ท่านสนับสนุนให้พระเณรแตกฉานในทางธรรมเรียนกันตั้งแต่นักธรรมตรี โท ถึงเอก นอกเหนือจากการปฏิบัติภาวนาอันเป็นหลักของใจ  ด้วยเหตุนี้ปี ๒๕๐๗ หลวงปู่จึงรับเป็นพระธรรมฑูตสายที่ ๕ นอกจากนี้ปี ๒๕๐๘ ท่านยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลสว่างเขต ๒ (ธรรมยุต)

       

 

        พรรษาที่ ๒๕ (..๒๕๐๙)

        ไม่แน่ชัดว่าหลวงปู่ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดเนินเขาแก้ว  จังหวัดจันทบุรีอีกครั้ง

หรือได้จำพรรษาที่วัดศรีชมพู  บ้านบึงโน  จังหวัดสกลนคร  อย่างไรก็ดีหลวงปู่ท่านเคยเล่าให้ญาติโยมฟังสนุกๆว่า ท่านหนีไปจำพรรษา  และบิณฑบาต  ฉันแต่ทุเรียนอยู่ที่จันทบุรีในปี  ๒๕๐๙

 

 

 

  พรรษาที่ ๒๖-๓๑ (.. ๒๕๑๐-๒๕๑๕)

        ๖ พรรษานี้หลวงปู่อยู่ประจำวัดศรีชมพูโดยตลอด  ถ้าจะรับกิจนิมนต์ไปที่ใดก็เป็นระยะเวลาไม่นานนักด้วยหลวงปู่พรหม  จิรปุญโญ  ซึ่งหลวงปู่เคารพเทิดทูนนับถือเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์  อยู่ในวัยชรามากแล้วองค์หลวงปู่พรหมเองท่านก็ให้ความเมตตาไว้ใจหลวงปู่ลีให้ดูแลรับผิดชอบใน  กิจการงานต่างๆ ของท่านตราบถึงกิจการงานสุดท้าย  นั้นคือการสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐธาตุของท่านหลวงปู่เล่าว่า  ท่านมอบกายถวายชีวิตเพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาพ่อแม่ครูบาอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย  หลวงปู่ในฐานะศิษย์รุ่นใหญ่ร่วมกับพระอาจารย์วันอุตตโมเป็นประธานร่วมในงานประชุมเพลิง  หลวงปู่พรหม  จิรปุญโญ  ในเดือนมีนาคม  ๒๕๑๔ ท่านว่า"งานศพพระกัมมัฏฐานไม่ควรต้องมีอะไรมาก ไม่ต้องมีมหรสพให้วุ่นวาย  ตอนกลางวันมีครูบาอาจารย์เป็นองค์แสดงธรรม  พอกลางคืนพระภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาพร้อมกันทำวัตรสวดมนต์ และเทศน์ตลอดคืน เท่านี้ก็พอสมควรแก่กัมมัฏฐานโดยแท้แล้ว"

        ท่านเจ้าคุณญาณเวทีได้เล่าเท้าความถึงงานประชุมเพลิงหลวงปู่พรหม  จิรปุญโญในครั้งนั้นว่าสาธารณชนได้มีโอกาสรู้จักและกราบไหว้หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม  เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่พรหม  เป็นครั้งแรกก็ในงานนี้เช่นกัน  และนับเป็นครั้งแรกที่หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม ได้เมตตาแสดงธรรมและเล่าถึงปฏิปทาขององค์หลวงปู่พรหมในระหว่างเที่ยวธุดงค์ด้วยกัน  ในส่วนเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุนั้น  หลวงปู่ลีได้เป็นประธานดำเนินการก่อสร้างตามเจตนารมณ์ของ  องค์หลวงปู่พรหม  จิรปุญโญจนแล้วเสร็จตั้งแต่ปีที่หลวงปู่พรหมมรณภาพ  คือปี พ..๒๕๑๒ นั้นเอง

        ปลายปีพ..๒๕๑๔  หลวงปู่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีชมพู  ตำบลโคกสีอำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร  จนกระทั่งพรรษาสุดท้ายของท่าน

 

  พรรษาที่ ๓๒-๕๖ (..๒๕๑๖-๒๕๔๒)

        หลวงปู่ได้ตัดสินใจปักหลักสร้างวัดเหวลึก     บ้านบึงโนใน  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนครแล้วท่านก็ได้จำพรรษาที่นี่มาโดยตลอดมิได้ขาด  หลวงปู่ใช้เวลาครึ่งชีวิตใต้ร่มกาสาวพัตรของท่านสู้อดสู้ทนแนะนำพร่ำสอนศรัทธาญาติโยมทั้งชาวไกลชาวใกล้  ให้รู้จักบำเพ็ญทานรักษาศีล  และเจริญเมตตาภาวนาตั้งอยู่ในไตรสรณคมณ์  หลวงปู่ว่า"ได้มากได้น้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย  ให้มันเป็นนิสัยติดตัวไป จะได้ไม่เสียทีที่เกิดมาพบเจอพระพุทธศาสนา" ท่านว่า "ศีลห้าต้องเคยรักษาเคยมีมาแล้วทั้งนั้น  ไม่อย่างนั้น  หัวหนึ่ง  แขนสองขาสอง  จะมีครบกันได้อย่างไร ธรรมะของหลวงปู่มักจะเป็นธรรมะใกล้ตัว  อุบายธรรมที่หลวงปู่เทศน์อบรมลูกศิษย์ทั้งพระทั้งฆราวาสเพื่อให้เข้าใจโดยลึกซึ้งและถ่องแท้นั้น  เหมาะเจาะงดงาม  ทั้งปลุกปลอบทั้งให้กำลังใจ  เพราะหลวงปู่ท่านรู้จักธรรม  รู้จักบุคคล        คำสอนของท่านจึงเป็นประโยชน์โดยตรง

ต่อผู้น้อมไปพิจารณา

        ในส่วนของนักปฏิบัติภาวนา  หลวงปู่จะเน้นสอนเป็นพิเศษเป็นกรณีบุคคล  ท่านว่า  ทุกอย่างอยู่ที่ " ใจ "ตัวเดียว นั้นคือ ตั้งใจ และ "ทำเอา หลวงปู่ว่า " พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงบอกทางเฉยๆเราต่างหากที่เป็นผู้กระทำเป็นผู้เดินทาง  ต้องการอะไรก็ทำเอา  ไม่พลาดหวัง  ไม่ผิดหวังหรอก  ธรรมวินัยมีอยู่ตราบใด  มรรคผลนิพพานก็มีอยู่ตราบนั้น  ไม่ต้องสงสัยให้เสียเวลาเลยกับเรื่องของคุณงามความดีเพาะเป็นของจริง มีจริง"

        แม้ในระยะหลังที่กิจนิมนต์ของหลวงปู่มากขึ้นตามจำนวนลูกศิษย์ที่เพิ่มขึ้นมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  หลวงปู่ท่านก็ยังคงดำรงองค์แผ่กิ่งก้านแห่งความร่มเย็นปกคลุมไปทั่ว  โดยมิได้เหน็ดเหนื่อยโดยมิได้ละเว้น  เมตตาของหลวงปู่ไม่มีประมาณ  ไม่มีที่สิ้นสุด  ไม่มีตกหล่นแม้ลูกศิษย์ตัวน้อย

        ด้วยเหตุนี้  เรื่องราวใน  ๒๔ พรรษาหลังของท่าน  จึงเป็นบันทึกเล่าขาน  ที่ไม่มีม้วนเทปใดบันทึกได้ครบถ้วนบริบูรณ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรษาสุดท้ายที่อาการอาพาธของหลวงปู่หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่หลวงปู่ทำเหมือนไม่มีอะไร  หลวงปู่ไม่ได้สนใจต่อโรคร้ายที่แสดงตัวกำเริบขึ้นทุกที  ท่านยังคงทำหน้าที่ " พระธรรมทูต เผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นปกติตราบวินาทีสุดท้าย

        ๑๓  สิงหาคม  ๒๕๔๑   คณะแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี  รายงานผลการตรวจก้อนเนื้อร้ายว่า หลวงปู่เป็นมะเร็งที่ปอด

            ตุลาคม   ๒๕๔๑     คณะศิษย์ทั่วทุกสารทิศ  พร้อมใจกันจัดงานวันเกิดถวายหลวงปู่     ที่วัดเหวลึก  จังหวัดสกลนคร  ด้วยหลวงปู่ท่านมิได้รับกิจนิมนต์งานใหญ่หรือที่ต้องเดินทางไกลเลย  นับแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา  หลวงปู่รับแขก           ทั้งพระทั้งฆารวาสตลอดทั้งวัน  ตั้งแต่เช้าจรดค่ำไม่ได้พักเลย               หลวงปู่ดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด  แต่ท่านไม่บ่นเลย

          มกราคม  ๒๕๔๒      คณะเทรดธรรมจากกรุงเทพมหานคร  นำผ้าป่ามาถวายที่วัดเหวลึก หลวงปู่เมตตาแสดงธรรมเทศนากว่า    ชั่วโมง

          มกราคม  ๒๕๔๒     หลวงปู่รับกิจนิมนต์  ร่วมงานวันคล้ายวันเกิดหลวงปู่เหรียญ  แต่หลังจาก กิจนิมนต์อย่างเป็นทางการครั้งนี้แล้ว  หลวงปู่ก็มีอาการอาพาธหนัก  เห็นชัดเจน 

          กุมภาพันธ์  ๒๕๔๒   หลวงปู่เดินทางเข้ารับการรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์          จังหวัดขอนแก่น

        ๒๙  เมษายน  ๒๕๔๒    คณะศิษย์ยานุศิษย์  แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อหลวงปู่โดยการ ขออนุญาตนิมนต์พ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐานร่วมทำบุญต่ออายุถวาย     หลวงปู่ที่วัดเหวลึก  น่าประหลาดใจที่หลวงปู่เจาะจงให้ลูกศิษย์ที่ไปร่วมงานนี้

ได้มีโอกาส  " มหาเถเร...."  กล่าวคำขอขมาต่อพระมหาเถระ  คือองค์หลวงปู่  ถ้วน ทั่วทุกคน

          พฤษภาคม  ๒๕๔๒   หลวงปู่กลับเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล  เป็นครั้งที่ ๓

        ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒   หลวงปู่อาพาธหนัก  ต้องนำองค์เข้ารักษาที่หอผู้ป่วยหนัก  และ ๑ เดือน        หลังจากนั้น................

        ๑๐ มิถุนายน  ๒๕๔๒     คณะสงฆ์นิมนต์ร่างของหลวงปู่กลับวัดเหวลึกหลวงปู่ได้ละสังขารด้วยโรคมะเร็งในปอด    โรงพยาบาลศรีนครินทร์  จังหวัดขอนแก่น

        วันพฤหัสบดีที่  ๑๐  มิถุนายน  ๒๕๔๒  ตรงกับแรม  ๑๒  ค่ำ  เดือน    ปีเถาะ  เวลา  .๐๐  .    สิริรวมอายุได้  ๗๘  ปี    เดือน    วัน  พรรษา  ๕๖