หลวงปู่ได้จาริกไปต่างแดนหลายครั้ง  ไม่ว่าจะเป็นประเทศมาเลเซีย  ประเทศอินเดีย      ซึ่งหลวงปู่ไปถึง  ๒ ครั้ง  ตลอดถึงประเทศศรีลังกา  แต่ไม่มีการจาริกครั้งใดที่คนไทยในต่างแดน   จะได้มีโอกาสรับความเมตตาจากหลวงปู่มากมายเท่ากับช่วงระยะ    ปีหลังก่อนที่หลวงปู่จะมรณภาพหลวงปู่และคณะสงฆ์ได้เมตตารับนิมนต์จากญาติโยม  เดินทางไปประเทศแคนาดา       ถึง    ครั้ง  ในปี ๒๕๓๙,๒๕๔๐  และ ๒๕๔๑  สำหรับครั้งที่ ๒  ท่านได้ไปประเทศสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกด้วย            การจาริกไปต่างแดนของหลวงปู่นั้น  ท่านได้ยังคุณอนันต์  แก่ทั้งคนไทยในต่างแดน     ตลอดจนชาวต่างชาติที่มีความสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  เป็นที่ซาบซึ้งแก่ผู้ที่ได้มีโอกาส      เข้าใกล้ได้รับฟังคำสอนจากท่าน  ความเมตตาอันไม่มีประมาณของหลวงปู่นั้น  เป็นที่ประจักษ์แก่ใจ ของญาติโยมทั้งใกล้และไกล  ท่านมักจะให้ธรรมะเฉพาะเจาะจงแก่บุคคลตามสมควรแก่ฐานะของผู้นั้น    ที่จะพึงเข้าใจได้  นับตั้งแต่ผู้ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนามาก่อน  ไปจนถึงผู้ที่ปฏิบัติธรรมขั้นสูงที่มุ่งความ        วิมุตติหลุดพ้น  ดังเช่นเมื่อครั้งหลวงปู่ไปเยือนประเทศเม็กซิโก  เมื่อปี ๒๕๔๐  โดยการนิมนต์ของ       ดร.มิเกล  เอ  โรเมโร(ปัจจุบันได้บวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนาแล้ว  มีฉายาว่า จิตปุญโญ)   ซึ่งได้มีโอกาสกราบหลวงปู่เมื่อปี  ๒๕๓๙  ที่ประเทศแคนนาดาแล้วบังเกิดศรัทธาอยากจะให้มารดา     ซึ่งเป็นคาทอลิกได้เห็นพระสงฆ์จากประเทศไทย  จึงได้นิมนต์หลวงปู่และคณะสงฆ์ไปพำนัก    บ้านของตนที่เมืองเทฮวาคาน ( Tehuacan )  ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆอยู่ตอนกลางของประเทศเม็กซิโก      ชาวเม็กซิกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอริก  โดยเฉพาะเมืองนี้ไม่มีใครเคยเห็น      พระสงฆ์มาก่อน  และไม่รู้จักพุทธศาสนา        ท่านเจ้าของบ้านได้จัดให้หลวงปู่และคณะสงฆ์พักอยู่ในคฤหาสน์เป็นสัดส่วนเรียบร้อยดีและจัดให้บรรดาลูกศิษย์ที่ติดตามคณะสงฆ์ทั้งจากประเทศไทยและแคนาดา  พักในเรือนอีกหลังหนึ่ง  ถัดจากที่พักสงฆ์      ทุกคืนหลวงปู่จะพานั่งสมาธิภาวนา  เริ่มต้นก็จะมีเฉพาะบรรดาลูกศิษย์ทั้งไทยและเทศ   พร้อมทั้งมารดาของโยมมิเกล  มาร่วมนั่งภาวนาด้วย  จนกระทั่งวันหนึ่งโยมมิเกลได้นิมนต์หลวงปู่        และคณะสงฆ์ออกเดินชมเมือง  ปรากฏว่า  ชาวเมืองซึ่งไม่เคยเห็นพระสงฆ์มาก่อนนั้น  ต่างพากันมาดู  บ้างก็แอบมองผ่านช่องหน้าต่าง  บ้างก็แอบมองผ่านช่องประตู  เป็นต้น  ด้วยความอยากรู้อยากเห็น  เป็นอันว่าข่าวการมาของพระสงฆ์ไทยก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมือง  สมณานันจะทัสนัง  เอตัมมังคะละมุต ตะมัง..การได้เห็นสมณะเป็นมงคลอันสูงสุด  โดยแท้

        นับจากวันนั้นมา  ทุกคืนญาติโยมชาวเมืองเทฮวาคานนี้  จะมาร่วมฟังธรรมด้วย  มีการแปล       คำสอนของหลวงปู่จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ  แล้วจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาเม็กซิกันหรือสเปน        อีกทอดหนึ่ง  เพื่อถ่ายทอดให้แก่ญาติโยมชาวเม็กซิกันได้เข้าใจพุทธศาสนาและธรรมะของ    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (คนเม็กซิกันจะใช้ภาษาเม็กซิกันหรือสเปนเป็นภาษาราชการมีเพียง      ส่วนน้อยมากที่จะรู้ภาษาอังกฤษ)นี้เป็นข้อขัดข้องประการหนึ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งหลวงปู่       ได้เคยปรารภว่า  องค์ท่านเสียเปรียบตรงภาษานี่เอง  หากท่านสามารถพูดภาษาเขาได้  ก็จะทำให้เขา      เข้าใจได้ถูกต้องตรงตามที่ต้องการถ่ายทอด  เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองที่การแปลจากภาษาหนึ่งไปยัง  อีกภาษาหนึ่งย่อมมีโอกาสผิดเพี้ยนไปบ้าง  ยิ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งด้วยแล้วก็จะยิ่งยากในการถ่ายทอด    ให้ตรงตามเจตนาของผู้แปลทั้ง ๒ ท่าน  คือ  ดร.อะนัฆ  เอี่ยมอรุณ  และ ดร. มิเกล  เอ  โรเมโร  ก็นับว่าได้สนใจศึกษาปฏิบัติมาพอสมควร  และมีความตั้งอกตั้งใจอย่างสุดความสามารถ          เวลาไม่กระจ่างชัดในคำพูดของหลวงปู่  ทั้งสองก็จะกราบเรียนขอให้ท่านพูดซ้ำเพื่อทำความเข้าใจ         แล้วจึงถ่ายทอดต่อไป          สำหรับผู้ที่สนใจฝึกหัดทำสมาธิภาวนา  เมื่อเสร็จจากการฟังธรรมแล้ว  หลวงปู่ก็จะพา     นั่งสมาธิภาวนา  ท่านสอนตั้งแต่การคุกเข่าลงกราบเบญจางคประดิษฐ์  การนั่งพับเพียบ  นั่งขัดสมาธิ      ตลอดจนกระทั่งการกำหนดจิต  ตามดูลมหายใจ  บริกรรมพุทโธ ฯลฯ สำหรับผู้สูงอายุท่านก็ให้ใช้เก้าอี้เตี้ยๆ      ได้  ท่านชาญฉลาดในการอบรมสั่งสอนมากท่านให้อนุญาตไว้แต่เริ่มต้นว่า  หากผู้ใดนั่งแล้วทนทุกขเวทนาไม่ไหว      อยากจะลุก  ก็ให้ลุกออกไปได้ เพียงแต่อย่ารบกวนผู้อื่นท่านเล็งเห็นว่าญาติโยมเหล่านั้นเป็นผู้หัดใหม่   เป็นฝรั่งตัวโต  ไม่เคยชินกับการนั่งกับพื้น  ต้องค่อยเป็นค่อยไป               หลังจากภาวนาแล้ว  ท่านมักจะอบรมลูกศิษย์ต่อจนดึกดื่น เป็นเวลาตีหนึ่ง  ตีสอง  แม้จะง่วง        เต็มทีก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ลาไปพักผ่อนท่านมีวิธีการดัดลูกศิษย์ด้วยการทรมานบ้าง  ให้กำลังใจบ้าง นานๆครั้ง      ท่านจึงจะดุสักที  หากลูกศิษย์เหลวไหลจริงๆซึ่งลูกศิษย์ก็จะกลัวเกรงท่านมากเวลาที่ทำตัวไม่ได้เรื่อง        ได้ราว  แต่โดยปกติแล้วท่านมักจะใช้การตักเตือนอย่างนุ่มนวลเปี่ยมด้วยเมตตาแต่ก็เป็นผลอย่างยิ่ง เพราะแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดจริงจัง        องค์ท่านจะมีลักษณะเย็น  ไม่เคยเห็นท่านเร่งร้อนหรือโกรธเคือง ใจดี  พูดคุยสนุกสนานแฝง       ธรรมะให้คิดทุกถ้อยคำ  ท่านมีความห่วงใยดูแลลูกศิษย์ทุกคนเสมอหน้ากันทั้งความเป็นอยู่ทั่วไปและด้าน    จิตใจดุจบิดาดูแลบุตร  ประกอบด้วยพรกมวิหารธรรมที่ล้ำเลิศ  บ่อยครั้งที่ลูกศิษย์มีเรื่องขัดข้องใจ

        ท่านก็จะพูดสั่งสอน  แก้ไขปัญหาคาใจให้โดยที่ยังไม่ทันได้กราบเรียนถามหรือมิกล้ากราบเรียนถามก็ตามแต่          ทำให้รู้สึกซาบซึ้งในเมตตาธรรมของท่าน  และอัศจรรย์ใจอยู่บ่อยๆว่าท่านทราบได้อย่างไรไม่เพียงแต่     ลูกศิษย์คนไทยที่รู้สึกเช่นนี้  ญาติโยมชาวต่างชาติที่มีโอกาสได้กราบท่านก็เช่นกัน  ถึงกับแปลกใจ   เมื่อได้สนทนากับท่าน  คำพูดของท่านได้ตอบคำถามที่เขาคิดอยู่ในใจโดยที่ยังไม่ได้ออกปากกราบเรียนถาม

        เขาสงสัยว่าท่านได้ล่วงรู้ความคิดของเขาได้อย่างไร  ในเมื่อเขาคิดเป็นภาษาอังกฤษ ??? หลวงปู่ท่าน    มักใช้คำว่า  ภาษาใจ  อยู่บ่อยๆ หรืออาจจะเป็นภาษาใจซึ่งเราผู้มีปัญญาน้อยไม่อาจเข้าใจก็เป็นได้             กล่าวถึงช่วงที่ท่านพำนักอยู่ในประเทศเม็กซิโกต่อ  ดังได้กล่าวแล้วว่าช่วงเย็นจนดึก        ท่านจะสอนธรรมะและอบรมสมาธิภาวนาแล้วต่อด้วยการอบรมลูกศิษย์จนดึกตื่นนั้น  ส่วนเวลาเช้า       จะมีญาติโยมมาร่วมถวายจังหันและร่วมรับประทานอาหารหลังจากได้ถวายพระเรียบร้อยแล้ว  ปฏิบัติ

        เช่นนี้ทุกวัน  เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์  ครั้นตกเย็นวันหนึ่ง  เหล่าญาติโยมชาวเมืองเทฮวาคาน        พากันกราบเรียนหลวงปู่ว่า  อยากจะใส่บาตรพระสงฆ์  แต่ทำไม่เป็น  ขอให้หลวงปู่เมตตาสอนด้วย      ซึ่งท่านก็ได้เมตตาสาธิตการบิณฑบาตในห้องโถงคฤหาสน์ที่พำนักและให้ญาติโยมเอาสิ่งของที่หาได้ ในบริเวณนั้น  สมมุติเป็นอาหารมาใส่บาตร  เป็นที่สนุกสนานเบิกบานใจกันถ้วนหน้า              เช้าวันรุ่งขึ้น  ตรงกับวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  ๒๕๔๐ หลวงปู่ก็นำคณะสงฆ์ออกบิณฑบาต   ในดินแดนที่ยังไม่เคยมีพระสงฆ์เยือนมาก่อนเลย  โดยมีคณะลูกศิษย์ทั้งไทยและเม็กซิกันปฏิบัติตนเป็นเด็กวัด       ติดตามพระออกบิณฑบาต  น่าตื่นเต้นมาก  นับเป็นครั้งแรกที่มีพระสงฆ์ในบวรพุทธศาสนาออกบิณฑบาต   โปรดสัตว์ในประเทศนี้ ( ความจริงแล้วลูกศิษย์ที่จัดการเรื่องวีซ่าให้กับคณะสงฆ์ได้บอกไว้ว่าทางเจ้าหน้าที่ สถานฑูตเตือนว่าเวลาเข้าประเทศเม็กซิโก  หากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองถามถึงวัตถุประสงค์ของการมา  ห้ามตอบว่ามาเผยแผ่ศาสนาเป็นอันขาดเนื่องจากประเทศเม็กซิโกนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก  และเคร่งมาก  จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดว่า  ผู้คนจะมีศรัทธาถึงเพียงนี้)แม้ว่าการไปเยือนประเทศเม็กซิโกของหลวงปู่จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ คือ  ระหว่างวันที่ ๑๗ พฤษภาคม   ๒๕๔๐  ถึง  ๒๗  พฤษภาคม  ๒๕๔๐  เท่านั้น แต่ได้ยังประโยชน์แก่หมู่ชนแถบนั้น  จะนับจะประมาณมิได้  ประหนึ่งว่า

        หลวงปู่ได้นำเมล็ดพันธุ์แห่งพระพุทธศาสนาไปเพาะลงในจิตใจของผู้คนในดินแดนที่ห่างไกลแห่งนี้อย่างน่าอัศจรรย์        เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าพุทธศาสนาจะเดินทางไปไกลถึงปานนั้น   ผู้ที่เริ่มเข้าใจในพระพุทธศาสนาและบังเกิดศรัทธาก็ได้มาขอรับศีล    จากหลวงปู่และปฏิญาณตน       เป็นพุทธมามกะ         หลายคนด้วยกันตามกำหนดการ  ในวันที่  ๒๖  พฤษภาคม  ๒๕๔๐  หลังจากฉันจังหันเช้าแล้ว  หลวงปู่และคณะจะเดินทาง     ออกจากเมืองเทฮวาคานไปยังเมืองเม็กซิโกซิตี้  เพื่อจะเดินทางต่อไปยังประเทศแคนาดาในวันรุ่งขึ้น  ดังนั้น ในคืน  วันที่  ๒๕  พฤษภาคม  ๒๕๔๐  เหล่าญาติโยมเมืองเทฮวาคานก็ได้พากันมากราบร่ำลาหลวงปู่และคณะสงฆ์ด้วยความเสียดายที่จะต้องลาจาก  นี่แหละ  จึงว่า  สุคโต  ไปดีมาดี  นั่นเอง

        วันที่  ๒๗  พฤษภาคม  ๒๕๔๐  หลวงปู่แหละคณะได้เดินทางไปถึงนครแวนคูเวอร์โดยมีลูกศิษย์แคนาดาคอยรับ อยู่ที่สนามบิน  และได้พาหลวงปู่ไปพำนักที่วัดญาณวิริยา  ซึ่งท่านเจ้าคุณหลวงพ่อวิริยังค์ได้ปรับปรุงโบสถ์คริสต์เก่าตั้งเป็น       วัดไทยเพื่อเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธที่นั่น

        การจาริกไปประเทศแคนาดาถึง    ครั้ง    ครา  ของท่านหลวงปู่ลี นั้น  ไม่ต้องกังขาเลยว่าลูกศิษย์  และญาติโยมคนไทยในแคนาดาซึ่งมีทั้งผู้ที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่นั่น  ผู้ที่ไปทำงานและที่ยังศึกษาเล่าเรียนอยู่        จะปลาบปลื้มเพียงใด  เพราะนานๆจึงจะมีพระเถระผู้ใหญ่สุปฏิปัณโน  ซึ่งเป็นเนื้อนาบุญจากเมืองไทยเดินทางไปโปรด      สักคราหนึ่ง            ทุกเช้าญาติโยมจะพากันมาทำบุญถวายจังหันแด่พระภิกษุสงฆ์  หลังจังหันก็จะอยู่สนทนากับหลวงปู่จนเที่ยง      หรือบ่ายกว่าจะแยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของตน  และตอนเย็นก็จะสลับสับเปลี่ยนกันมากราบท่านที่กุฏิจนดึกดื่น        บางวันญาติโยมจะมานิมนต์ท่านและคณะสงฆ์ไปสวดมนต์ทำบุญที่บ้าน  ท่านก็เมตตาไปให้หมด  บางครั้งลูกศิษย์จะพา       เพื่อนฝรั่งมากราบขอฟังธรรม  ขอรับศีล    ศีล    ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะบ้าง  เวลาพักผ่อนท่านน้อย         เห็นท่านอิดโรย  ลูกศิษย์จะขอแจ้งกำหนดเวลากราบเยี่ยมไว้หน้ากุฏิเพื่อให้ญาติโยมทราบ  ท่านก็ไม่อนุญาตท่านมีความ   เมตตาญาติโยมมาก

        วันที่  ๑๖  มิถุนายน  ๒๕๔๐  หลวงปู่พร้อมด้วยคณะสงฆ์และลูกศิษย์บางส่วนจากแวนคูเวอร์ก็ได้        เดินทางไปยังเมือง  Pemberton  ตามกำหนดที่ได้วางไว้  เมืองนี้เป็นเมืองชนบทอยู่ห่างจากแวนคูเวอร์ไปทางเหนือ   ใช้เวลาเดินทางไปประมาณ    ชั่วโมง  โดยทางรถยนต์  ครั้งนี้ผู้นิมนต์เป็นลูกศิษย์ฝรั่ง  ซึ่งเคยกราบท่านเมื่อปี

        ๒๕๓๙  เธอมีศรัทธามาก  เธอถวายบ้านของตนให้หลวงปู่พำนัก  ส่วนตัวเองและสามีอพยพไปอยู่ที่บ้านลูกชาย    ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนักเป็นการชั่วคราว  เธอมีเจตนาจะให้หลวงปู่ได้มาปลีกวิเวกเพื่อพักผ่อนธาตุขันธ์  สถานที่แห่งนี้  ธรรมชาติสวยงาม  มีป่า  มีภูเขาโอบล้อม  สัตว์ป่า  ได้แก่  กวาง  หมี  มีอยู่ทั่วไปหรือแม้แต่แพะภูเขา(Mountain Goat)     ก็สามารถเห็นได้จากกล้องส่องทางไกล  อากาศกำลังดีเนื่องจากเป็นฤดูร้อน  จึงไม่หนาวนัก  ที่สำคัญ คือ  สงบเงียบมาก       เหมาะแก่การพักผ่อนหรือเจริญภาวนา                ช่วงเวลาที่หลวงปู่พำนักอยู่ที่นี่จึงเป็นโอกาสที่ท่านได้พัก  รับแขกน้อยลง มีเพียงบางเวลาที่ท่าน      เจ้าของบ้านขอโอกาสมาถามธรรมะปฏิบัติหรือพาลูกหลาน  มิตรสหายมากราบขอฟังธรรมจากท่าน             การมาเยือนแคนาดาของหลวงปู่  จึงเป็นโอกาสให้ญาติโยม  ลูกศิษย์ตลอดจนผู้สนใจได้มาทำบุญสร้างกุศลตามกำลังของตน  ผู้ที่มากราบท่านมีทั้งชาติ  ฝรั่ง  ไทย  ลาว  พม่า  จีน  หลวงปู่ท่านเป็นเนื้อนาบุญโดยแท้             สำหรับผู้ที่ใส่ใจในการปฏิบัติภาวนา  หากติดขัดประการใด  ก็เป็นโอกาสได้กราบเรียนถามครุบาอาจารย์

        หลวงปู่ท่านจะเมตตาแนะสอนให้  ผู้ที่มีปัญญา  น้อมเอาไปปฏิบัติ  ก็จะเห็นผลแน่นอนไม่ต้องสงสัย  ดังมีอยู่ครั้งหนึ่ง       ที่ลูกศิษย์ฝรั่งได้มากราบเรียนถามท่านว่าเขาภาวนาแล้วเป็นอย่างนี้ๆติดขัดอย่างนี้ๆ  ท่านฟังแล้วก็แนะสอนเขาไป    จนเป็นที่กระจ่างแล้ว  ท่านก็หันมาทางบรรดาลูกศิษย์ก้นกุฏิคนไทยที่นั่งฟังอยู่ด้วย  ว่า  "อายเขาไหมละ ? เขาเก่งจริงๆ    พวกเรามันพวกกบเฝ้ากอบัว  ไม่ได้ลิ้มรสเกสรบัว.." เขาอยู่ห่างไกลท่านมาเพียงปีละครั้งแนะนำสั่งสอนไปแล้ว เขาตั้งใจปฏิบัติ  มีความก้าวหน้าในธรรม  เวลาที่หลวงปู่ไปถึงเหมือนเขามีการบ้านมาส่งครูบาอาจารย์ฉะนั้น         การได้มีโอกาสฟังประสบการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติของผู้อื่นในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังได้รู้มาก่อนนี้  ตื่นเต้นมาก    เพราะได้เห็นตัวอย่างมรรคผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริง  มีผลให้เหล่าลูกศิษย์กบทั้งหลาย  เกิดความฮึกเหิมใจเหมือนกัน   อยากปฏิบัติให้ได้อย่างเขาด้วย  ได้อานิสงส์ในการเพิ่มพูนศรัทธาได้เห็นว่าธรรมะนี่เป็นของจริงแท้  ผู้ปฏิบัติจริง      ปฏิบัติตรงย่อมได้ผลจริงแน่นอน  ไม่จำกัดชาติ  ชั้น  วรรณะ  เพศ  วัย  ไม่เลือกกาล  สถานที่                หลวงปู่เยือนสถานที่ต่างๆเป็นระยะสั้นๆเพียงไม่กี่วัน  ที่  Pemberton นี่ก็เช่นกัน

        ในวันที่  ๒๐  มิถุนายน  ๒๕๔๐  ท่านก็เดินทางกลับไปยังเมืองแวนคูเวอร์อีกครั้ง  พำนักอยู่จนถึง        วันที่  ๓๐  มิถุนายน  ๒๕๔๐  จึงเดินทางกลับสู่ประเทศไทยเพื่อให้เรื่องราวการจาริกไปต่างแดนของหลวงปู่ลี  ฐิตธมฺโม  สมบูรณ์ยิ่งขึ้น  จึงขอกล่าวถึงช่วงที่ท่านเยือนสหรัฐอเมริกาไว้บ้างพอเป็นสังเขป  ซึ่งความจริงแล้ว  การไปสหรัฐอเมริกา  เป็นเพียงทางผ่าน  เพื่อจะต่อไปยังประเทศเม็กซิโกเท่านั้น  เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินที่จะบินตรงไป ยังเม็กซิโก        เมื่อหลวงปู่และคณะสงฆ์เดินทางไปถึงลอสแองเจลิส  ในวันที่  ๑๐  พฤษภาคม  ๒๕๔๐ ทางวัดป่าภูริทัต  ได้จัดรถมารับคณะสงฆ์ไปพำนักที่วัด  หลวงปู่ได้เมตตาโปรดญาติโยมที่นี่ระยะหนึ่ง       แล้วจึงเดินทางต่อไป  นอกจากนี้  หลวงปู่และคณะยังได้ไปเยือนวัดต่างๆ ในอเมริกา  อาทิ  เช่น

วัดเวียดนาม  วัดซีไหล ( SHI  LAI เป็นวัดจีน ) วัดไทยลอสแองเจลิส  วัดป่าธรรมชาติ และวัดเมตตา

        ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางเหตุการณ์ของการจาริกไปต่างแดนขององค์หลวงปู่ลี  ฐิตธมฺโม     เพื่อให้ประวัติของท่านสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

        สรุปอาการอาพาธของหลวงปู่ลี  ฐิตธมฺโม    หลวงปู่มีโรคประจำองค์คือ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ  ไขมันในเลือดสูง  ฉันยาที่ได้รับการ   ถวายจากลูกศิษย์โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น  และโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน  กรุงเทพมหานคร  หลังจากนั้นตั้งแต่เดือน พฤษภาคม  ๒๕๔๑  เป็นต้นมาได้ฉันยาจากลูกศิษย์        โรงพยาบาลราชวิถี  จังหวัดกรุงเทพมหานคร  หลวงปู่ได้เคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนเคยเอกซเรย์   ที่โรงพยาบาลโรคทรวงอกโดยไม่ตั้งใจ  แพทย์ได้บอกว่ามีจุดที่ปอดขนาดเม็ดถั่วเขียวและได้รับยา  รักษาวัณโรคฉันอยู่ระยะหนึ่ง  หลังจากนั้นยังได้เอกซเรย์อีกหลายแห่งจุดนั้นก็ยังอยู่  ต่อมาได้ตรวจ   สุขภาพอยู่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์และโรงพยาบาลเวชศาสตร์  หลวงปู่อาการสบายดีมาตลอด               ประมาณเดือนมิถุนายน  ๒๕๔๑  ขณะที่หลวงปู่เข้ามากรุงเทพมหานคร  พักจำวัดที่วัดปทุมวนาราม          หลวงปู่เริ่มมีอาการเหนื่อยหลังจากเทศน์โปรดลูกศิษย์ในบางครั้ง  ประมาณเดือนกรกฎาคม  ๒๕๔๑        หลวงปู่เริ่มปรารภว่าท่านมีอาการเบื่ออาหาร  และน้ำหนักลดพยายามฉันอาหารแต่ก็ฉันได้ไม่ดี

        วันที่ ๘  สิงหาคม ๒๕๔๑ หลวงปู่รับกิจนิมนต์ข้ากรุงเทพมหานคร  หลวงปู่น้ำหนักลดชัดเจน   ได้รับการกราบขออนุญาตนิมนต์ให้ไปตรวจเช็คสุขภาพที่โรงพยาบาลราชวิถี  และได้ไปตรวจเมื่อวันที่     ๑๑  สิงหาคม  ๒๕๔๑  วันนั้นผลเอกซเรย์ปอดพบว่ามีก้อนผิดปกติที่ปอดข้างขวา  ๒ ก้อน  หลังจาก    ได้รับการตรวจวินิจฉัยก้อนโดยละเอียดเมื่อวันที่  ๑๓  สิงหาคม  ๒๕๔๑           ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ผลการตรวจแสดงว่าเป็นก้อนเนื้อร้าย ( มะเร็งปอด ) ขนาดโดยประมาณ ๑ ซ.. และ ๒.๕ ซ.. หลวงปู่ได้รับการส่องกล้องตรวจทางหลอดลมเพื่อตัดชิ้นเนื้อตรวจหาชนิดเนื้อร้ายแต่ไม่สามารถตัด       ชิ้นเนื้อได้เพราะก้อนอยู่ลึกมาก  ผลการตรวจอย่างอื่น  พบน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงกว่าปกติแต่ไม่รุนแรง     ไม่พบอาการของโรคหัวใจ ( ซึ่งหลวงปู่เคยปรารภมาก่อนนี้แล้วว่าท่านไม่เป็นโรคหัวใจ ท่านคิดว่าเป็นโรคเกี่ยวกับปอดมากกว่า หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ติดต่อลูกศิษย์ที่เป็นแพทย์อยู่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์     เพื่อตรวจเพิ่มเติม  ทางโรงพยาบาลศรีนครินทร์จะถวายการผ่าตัดซึ่งบังเอิญขณะนั้นเป็นระยะเข้าพรรษาพอดี    และหลวงปู่ก็ได้ปรารภว่าหมอไม่ได้บอกว่าจะหายขาดหรือไม่  จึงยังไม่ได้พิจารณาเรื่องการผ่าตัด ตั้งแต่     นั้นเป็นต้นมาหลวงปู่ได้ฉันยาสมุนไพรหลายๆชนิดที่ลูกศิษย์และครูบาอาจารย์ทั้งหลายนำมาถวาย  อาการ   ที่ดีขึ้นและโรคหายไปโดยไม่ต้องฉันยาต่อคือโรคเบาหวาน  แต่ก้อนมะเร็งที่ปอดยังอยู่และขนาดโตขึ้น

        จากการติดตามผลเอกซเรย์ในเดือนธันวาคม  ๒๕๔๑  พบว่าก้อนโตเร็วในระยะหลังๆซึ่งโตมากกว่าเดิม        ประมาณ    เท่า ( เอกซเรย์เดือนตุลาคม  ก้อนโตกว่าเดิมเล็กน้อยเท่านั้น) อาการทั่วๆไปของหลวงปู่จะมี        เหนื่อยง่าย  อ่อนเพลีย  ฉันอาหารได้น้อย  บางวันหากใช้เสียงเนื่องจากรับกิจนิมนต์  หรือได้พักผ่อน     ไม่เพียงพอเสียงหลวงปู่ก็จะแหบแห้งไปบางวันเพลียมากต้องได้รับการถวายน้ำเกลือจากแพทย์โรงพยาบาลสว่างแดนดิน        ต้นเดือนกุมภาพันธ์  ๒๕๔๒  หลวงปู่ได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่ามีก้อนโตขนาดผลมะนาวเกิดบริเวณ รักแร้ข้างซ้าย  หลวงปู่จึงรับนิมนต์จากแพทย์ไปตรวจและผ่าตัดนำก้อนออกที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์      หลังผ่าตัดนำก้อนออกหลวงปู่ได้รับการรักษาต่อโดยวิธีฉายแสงบริเวณที่ผ่าตัด  และบริเวณก้อนที่ปอดข้างขวา      แต่เนื่องจากแพทย์ตรวจพบว่าปอดยังแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้(จากเอกซเรย์มะเร็งได้กระจายมาที่ปอดซ้ายแล้ว)จึงขออนุญาตถวายยาเคมีบำบัดต่อ  ครั้งแรกหลวงปู่อยู่รักษาองค์นาน  ๕๐  วัน  อาการหลวงปู่ดีขึ้น  หายใจ   ได้ยาวขึ้นโดยไม่ติดขัดเหมือนก่อน  แต่หลวงปู่มีอาการปวดไหล่ซ้ายซึ่งได้บอกกับแพทย์ที่รักษาแล้วแพทย์บอกว่ามีการอักเสบของกล้ามเนื้อ  ถวายยานวดแต่ไม่ดีขึ้น

        หลวงปู่เข้ารับการรักษาต่อระหว่างวันที่  -๒๓  เมษายน  ๒๕๔๒  ด้วยยาเคมีบำบัด  ครั้งที่    ครั้งนี้        การตอบสนองตอบต่อยาเคมีบำบัดไม่ดี  ก้อนที่ปอดลดจำนวนลงเล็กน้อยแต่ก้อนที่เกิดเพิ่มขึ้นบริเวณชายโครงขวา      และหลังไม่ยุบ  หลวงปู่มีอาการปวดไหล่ซ้ายมากขึ้น  พักผ่อนได้น้อยเพราะเวลากระเทือนอาการปวดจะกระจาย

ไปทั่วองค์ช่วงบนแพทย์บอกว่ามะเร็งได้กระจายไปกระดูกแล้ว

        วันที่    พฤษภาคม  ๒๕๔๒  หลวงปู่ได้เข้าโรงพยาบาลเพื่อรับยาเคมีบำบัดครั้งที่    หลวงปู่ มีก้อนเกิดขึ้นใหม่กระจายหลายที่แม้กระทั่งท้องน้อย  ปวดไหล่และปวดแขนซ้ายมาก  ยกไม่ได้เลย  แขนซ้ายและ     เท้าบวมเห็นได้ชัดเจน  เหนื่อยง่าย  บางครั้งมีเหนื่อยหอบเล็กน้อย  อาการปวดกระจายไปทั่วองค์ช่วงบน     ขยับองค์เพียงเล็กน้อยก็ปวดและปวดเกือบตลอดเวลา  ได้ฉันยาแก้ปวดอย่างแรงก็ไม่หาย  ทำให้จำวัดได้น้อยครั้งๆละประมาณครึ่งชั่งโมงเท่านั้น  จึงทำให้อ่อนเพลียมาก  ฉันอาหารได้น้อยผอมลงชัดเจน  ไม่สามารถเดินได้  ด้วยองค์เองต้องได้รับการพยุงช่วยประคองจึงสามารถเดินได้สั้นๆแต่ด้วยบุญบารมีหลวงปู่สูงมาก  จึงดู       หลวงปู่มีหน้าตาและผิวใสออกสีชมพูตลอดเวลาทั้งๆที่อาการทั่วไปไม่ดี  วันนั้นแพทย์ได้ตรวจอาการพบว่าหลวงปู่        มีอาการหัวใจวาย การแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดไม่ดี  เอกซเรย์ปอดทั้งสองข้างพบว่าจำนวนก้อนมะเร็งเพิ่ม     ปริมาณมากขึ้น             หลังจากถวายยาได้    วัน  หลวงปู่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงเพราะเกิดการติดเชื้อเข้ากระแสโลหิต  ต่อมาหลวงปู่  มีอาการมากขึ้นหายใจหอบเหนื่อยมาก  ความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจผิดปกติรุนแรง  ต้องใส่ท่อและเครื่องช่วย     หายใจช่วย  และได้นิมนต์หลวงปู่รักษาองค์อยู่ในหอผู้ป่วยหนักของโรงพยาบาลศรีนครินทร์  ตั้งแต่วันที่  ๑๐       พฤษภาคม  ๒๕๔๒  เป็นต้นมา             วันที่สองของการอยู่หอผู้ป่วยหนัก  หลวงปู่มีอาการทั่วไปดีขึ้นเห็นชัดเจน  เมตตาให้กำลังใจลูกศิษย์      โดยการหันมาทักทายด้วยการยิ้มและเขียนหนังสือลงกระดาษให้ลูกศิษย์ที่เฝ้าดูอาการอยู่นอกห้องทั้งๆที่หลวงปู่ยังใส่ท่อหายใจทางปากอยู่และลุกนั่งไม่ได้  หลวงปู่ยังได้เขียนข้อความที่จำเป็นอื่นๆอีกในวันนั้น      นับแต่ช่วงเวลาเย็นของวันนั้นต่อมาเป็นเวลาสองอาทิตย์  อาการหลวงปู่เริ่มไม่ดีอีก  แต่รู้สึกองค์ตลอด        มีอาการเหนื่อยหอบ  มีการติดเชื้อที่ปอดต้องเจาะปอดซ้ายและใส่ท่อระบายหนองลงขวด  บางวันจะเหนื่อยหอบมาก    เนื่องจากมีอาการปอดข้างซ้ายแตก  ได้รับการถวายอาหารทางสายยางตลอด  สามารถลดจำนวนออกซิเจนทางเครื่องช่วยหายใจได้ในช่วงต้นๆแต่หลังจากมีอาการติดเชื้อที่ปอด  และปอดแตกต้องได้รับการถวายจำนวนออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น

        แล้วต่อมาแพทย์ไม่สามารถลดจำนวนออกซิเจน  ทางเครื่องช่วยหายใจได้อีกเลย  ทำให้โอกาสในการนำเครื่องช่วยหายใจออก น้อยลง  เม็ดเลือดขาวต่ำมาก อาการหลวงปู่ทรงและทรุดเป็นระยะๆ        ประมาณ  ๑๐  วันก่อนละสังขาร  หลวงปู่มีอาการเหนื่อยหอบมาก  มีอาการปอดข้างขวาแตกต้องเจาะปอด  ใส่ท่อค้างไว้และต่อสายยางระบายลมจากปอดลงขวด(หลังจากที่เพิ่งนำท่อที่ใส่ไว้ที่ปอดข้างซ้ายออกได้เพียง๑วัน )

        แพทย์ได้ถวายยาเคมีบำบัดครั้งที่ ๔  เม็ดเลือดขาวของหลวงปู่ตกลงถึงขีดต่ำสุดถึงแม้จะถวายยากระตุ้นเม็ดเลือดขาวก็ไม่เกิดผลและมีอาการรุนแรงมากขึ้นอีกเนื่องจากเกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิตครั้งที่    ที่ถ่ายเหลวบ่อยไข้สูง  โดยเฉพาะในระยะ ๑ วันสุดท้ายก่อนที่หลวงปู่จะละสังขารเริ่มมีอาการของไตวาย  มีปัสสาวะออกในแต่ละชั่วโมงน้อยลง

        วันพฤหัสบดีที่  ๑๐  มิถุนายน  ๒๕๔๒  หลวงปู่มีอาการไตวายชัดเจน  มีอาการบวมทั้งองค์  ปัสสาวะไม่ออกเลย        เวลาประมาณ  .๑๕  หัวใจหยุดเต้น  แพทย์ที่อยู่เวรประจำได้ทำการปั้มหัวใจและถวายยาฉีดกระตุ้นหัวใจให้หัวใจทำงานต่ออีก

        ประมาณเวลาประมาณ  .๔๕ น. ค่าออกซิเจนในเลือดเริ่มลดต่ำลง  ความดันโลหิตตกและหัวใจเต้นช้าลงเรื่อยๆจนกระทั่ง       หยุดเต้นเครื่องมือไม่สามารถวัดสัญญาณชีพของหลวงปู่ได้อีก