
กัณฑ์ที่ 1
ถอดเทปธรรมเทศนาของพระครูฐิติธรรมญาณ (หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม)
เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา
วัดเหวลึก บ้านบึงโน ต.โคกสี อ. สว่างแดนดิน จ. สกลนคร 47110
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมา สมฺพุทธสฺส
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริ ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาตีติ
ในวันนี้อาตมาจะได้แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องศีล สมาธิ ปัญญาขอให้ทุกคนเอามือลง..นั่งภาวนาทำสมาธิไปในตัว เพื่อเป็นการสดับตรับฟังโอวาทคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่มีมาในพระพุทธศาสนา พวกเราเป็นพุทธมามกะ เป็นส่วนหนึ่งของผู้รับเอาโอวาทคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยก็เพื่อให้เกิดเป็นการบุญการกุศล ชีวิตที่เกิดมาเป็นคนถือว่าเป็นบุญลาภอันยิ่งใหญ่และสำคัญเพราะว่าศาสนา จำกัดสั่งสอนลงในบรรดามนุษย์ผู้สมบูรณ์ อย่างอื่นไม่สามารถจะรับเอาโอวาทเอาคำสอนของพุทธศาสนาได้ เขาเหล่านั้นเสวยแต่วิบากกรรมของตัวเอง
พวกเราก็เสวยวิบากกรรมเหมือนกันแต่มีความแตกต่างอยู่ภายในจิตใจอันสมบูรณ์
เพราะสุขก็มารู้จากเหตุ ทุกข์ก็รู้มาจากเหตุ ได้รับเหตุและผลของเหตุเหล่านั้น เป็นทุกข์ก็มาจากผลของความชั่วความสุขเป็นบุญเป็นกุศล เป็นความสบายก็มาจากความดีที่สะสมอบรมมา จึงได้รับส่วนเหล่านั้นไป เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายซึ่งเป็นผู้เย็นอยู่ในส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา เรียกว่า พุทธมามกะบ้าง พุทธบริษัทบ้าง
ถ้านับเป็นบริษัทก็เรียกภิกษุบริษัท ภิกขุณีบริษัท อุบาสกบริษัท อุบาสิกาบริษัท เรียกว่าบริษัท 4 คือ การทำคุณงามความดีก็เหมือนเราทำงานในบริษัท แต่บริษัทห้างร้านต่างๆ เขาตั้งชื่อว่าเขาเป็นบริษัทนั้น บริษัทนี้ บริษัทเหล่านั้นก็มีหน้าที่ ใครซื้อขายอะไร ทำอะไรก็ถือว่าเป็นบริษัทเพื่อผลเพื่อประโยชน์ของตน
และคนอยู่ในบริษัทก็มีจำนวนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ทำงานเพื่อให้เจ้าของบริษัทมีรายได้ มีผลมีประโยชน์มีกำไรแล้วคนในบริษัทนั้นก็เรียกว่าอยู่ในขนบอยู่ในธรรมเนียนอยู่ในกฏของบริษัทนั้นๆ บริษัทเขา จึงตั้งอยู่ได้ไม่ล้มไม่สลาย ไม่ขาดทุน แต่บริษัทของเรานี้ก็เรียกว่ามีแต่ทำคุณงามความดี การทำไม่ได้ขึ้นอยู่ในทางผลประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง พระพุทธเจ้าเป็นผู้คิดเป็นบริษัทเป็นหัวหน้าเป็นผู้มีความคิดอันยาวไกล แล้วก็สอนคนในบริษัท นั้นให้ประพฤติปฏิบัติ ผลประโยชน์นั้นไม่ได้ตกอยู่ที่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้กำไร ไม่ได้ขาดทุนไม่ได้เรียกร้อง แต่ก็ให้ทุกคนที่ตั้งใจ ให้ทุกคนที่ปฏิบัติ ได้รับส่วนผลตามกำลังความคิด ตามกำลังปัญญา ตามกำลังแห่งการปฏิบัติ ได้รับเป็นส่วนๆไป ถ้าผู้ไม่ปฏิบัติก็ถือว่าขาดทุนอันแท้จริง แล้วไม่ได้ประโยชน์ก็เรียกว่าสูญเปล่าไป เกิดมาในลักษณะว่าขาดทุน เพราะฉะนั้นไปหรือไม่ได้อะไรเลย เรียกว่าเป็นโมฆะ ไม่มีผลมีประโยชน์ในการเกิดมาเป็นคนแล้วพบพระพุทธศาสนาบริษัท ๔ ของพระพุทธศาสนานั้นก็ล้วนแต่มีขนบธรรมเนียมคือฝ่ายฆราวาสก็มีสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ โดยถือเป็นความจำเป็น สำหรับชีวิต สำหรับพระภิกษุสามเณรผู้อยู่ภายในบริษัท ก็ทำหน้าที่ผู้อยู่ภายในอย่างดีที่ว่าอยู่ในวัดก็คืออยู่ในบริษัทนั่นเองฉนั้นผู้อยู่ภภายในจึงไม่มีโอกาสที่จะออกไปทำมาหากิน ทำมาค้าขาย เคราของบริษัทไว้ให้ดี คือรักษาศีล คือวินัยนั่นเองให้อยู่ในสุด คือรักษาวินัยของตนไว้ ฉะนั้นเมื่อมาแยกเป็นบริษัท ๔ แล้ว เรียกว่ารักษาเครื่องบริษัทหนึ่งอยู่ภายใน เรียกว่ามีขอบเขตอยู่ ที่เราสมมุติกัน ก็เรียกความมั่นคง ส่วนบริษัทอีกส่วนเรียกว่า อุบาสก อุบาสิกานั้น เวลาทำงานนั้นก็มาทำงานในบริษัท เหมือนวันนี้เรามาทำงานในบริษัท แล้วเมื่อเสร็จหน้าที่ เช่นวันหนึ่งกับคนหนึ่งเราก็กลับไปทำงาน เพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพ อันที่จริงเมื่ออยู่ในหรืออยู่นอกก็ต้องมีพระพุทธศาสนา เป็นตัวควบคุมเป็นตัวดูแลเพื่อความเรียบร้อยนั่นเอง จึงเรียกว่าวัดจะตั้งอยู่ได้มั่นคงก็อาศัยบริษัทภายนอกเพราะบริษัทภายนอกนั้นมีโอกาสทำนา ค้าขาย ทำราชการ ก็ได้ผลประโยชน์ตามนั้น ฉะนั้นว่าส่วนที่อยู่ภายในไม่ได้ไปทำมาหากินที่ไหนคือจะต้องรักษาสถานที่ เริ่มแต่รักษาสถานที่คือกิจวัตรน้อยใหญ่ที่เราปฏิบัติกันอยู่ จากนั้นก็สร้างสิ่งที่ตัวเองจำเป็นจะต้องรักษาคือวินัย จากวินัยเพื่อความให้เป็นความบริสุทธิ์ของกาย ของวาจา และจิตใจเรื่อยไปจนถึงปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงในอรรถในธรรมเหล่านั้น พวกนี้จึงเป็นพวกที่อยู่ในที่จำกัดในบริษัท รักษาเครื่องเคราไว้ให้ดี ไม่ให้มีมลทินไม่ให้มีความด่างพร้อย ไม่ให้มีความแตกแยก ฉะนั้นญาติโยมผู้อยู่ภายนอกก็ถือว่าตัวเอง..มาอยู่ประจำไม่ได้ ก็ใช้เวลากำหนดเอาว่า วันพระหนึ่งเรา ก็ควรจะไปรักษาศีลเพื่อชำระร่างกาย เหมือนกับว่าอาทิตย์หนึ่งเราไปทำความสะอาดกาย วาจาของตนให้เป็นความบริสุทธิ์ ก็ถือว่าเป็นพุทธบริษัทที่ดีของพระพุทธศาสนา และก็ถือว่าเราจรรโลงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอยู่ว่าเราเป็นพุทธมามกะประเภทไหน เราเป็นภิกษุสามเณรประเภทไหนก็ต้องรู้ตัวเอง เพราะธรรมะคำสั่งสอนนั้นยืนตัว ไม่ได้เป็นไปตามความคิดของคน เหมือนกับถนนเมื่อมีแล้วคนใช้เป็น ก็ไปที่จุดหมายปลายทางได้คนที่ใช้ถนนไม่เป็นก็อาจจะไปเสียหายกลางทางบ้าง มีเบียดมีชนกันบ้าง ก็เรียกว่าเสียเวลาไปอีก ฉะนั้นถ้าหากว่าเรามีวินัยแล้วเราก็ทำตามวินัย เราไม่ใช่ทำตามใจตัวเอง การทำตามใจตัวเองนั้นก็เรียกว่ามันมีความคิดอยู่ทุกคน ในเมื่อกิเลสยังไม่หมดสิ้นไปจากจิตใจ มีความคิดไปตามอำนาจของกิเลส กิเลสเหล่านั้นมันก็มีอยู่ ไม่ใช่ว่ามันจะให้มันหมดไปได้ง่ายๆ ถ้าหากเราหมั่นขวนขวาย หมั่นชำระ หมั่นเข้าใจในสิ่งที่มันถูกมันผิด เราก็เลือกเอาแต่สิ่งที่มันผิด เพราะความผิดนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติแล้วแยกส่วนออกไปในทางที่ทุกข์มากขึ้น ชั่วมากขึ้น เสื่อมโทรมมากขึ้นก็ไม่มีอะไรเป็นกำลังให้เราเห็น และความมั่นใจที่เราตั้งใจอยู่ก็ขาดความมั่นใจ เกิดความสงสัยว่าถูกหรือผิด ก็จะลอบเกิดขึ้นเรียกว่า วิจิกิจฉา..ความสงสัย เมื่อเกิดความสงสัยแล้วจิตใจก็อยู่ในระหว่างเรรวน ทวนไปตามกระแสที่เกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นวันนี้เราตั้งใจกันมาแต่แรกสำหรับผู้เป็นฆารวาสญาติโยม จะตั้งใจแต่แรกว่าปีนี้ใครจะรักษาศีลตลอด ใครจะทำธุระเป็นข้อบังคับกับตัวเองให้ได้ตลอด เราก็มาพิสูจน์กันวันนี้ ว่าวันนี้ที่ผ่านมา อุปสรรคต่างๆไม่มี ก็ถือได้ว่าเราทำได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ตามวันพระเราก็มาทุกวันพระ หรือเราตั้งใจว่าเราเคยทำบุญตักบาตรทุกวันในพรรษานี้ หรือเราจะว่าเราเคยทำความชั่วอย่างนี้ในพรรษานี้จะไม่ทำ นี่เราก็จะมาพิสูจน์กันวันนี้ว่ามีความบกพร่องขาดตกบกพร่องหรือไม่ หรือเราทำได้ตลอด
เมื่อเรารู้ว่าเราทำได้ตลอดเราก็ภูมิใจในสิ่งที่เราทำผ่านพ้นมา นอกจากนั้นชีวิตในระยะ ๓ เดือนนี้ ถ้าคิดเฉลี่ยแล้วทั่วโลกก็เรียกว่าตายกันอยู่ทุกวัน ไม่มีวันที่จะยกเว้น ตายกันอยู่ทุกวัน..ทุกวัน แต่เราก็ยังไม่ตาย พ้นมาได้ ๓ เดือนนี้ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญ ไม่มีอุปสรรค ไม่มีอะไรเป็นอันตรายแก่ชีวิต การที่ชีวิตเป็นมาได้อย่างนี้ ก็ไม่ใช่เพราะ เป็นมาเพราะบาป เป็นมาเพราะบุญ เพราะกุศลที่เราทำมาตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีอุปสรรคใดๆที่เป็นอุปสรรคอันรุนแรง คือเรียกว่ามันเป็นธรรมชาติเจ็บปวดบ้างก็มีอยู่เป็นธรรมชาติ แต่จะให้มันปลอดภัยว่าไม่มีอะไรเลยมันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะสังขารร่างกายนั้นเป็นของไม่เที่ยงไม่แน่นอนอะไร เรียกว่าสังขารเป็นทุกข์ สังขารไม่เที่ยง สังขารไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครๆทั้งสิ้น มีหน้าที่ของเขาเป็นอย่างไร เขาก็เป็นไปตามหน้าที่นั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ผ่านพ้นมา ไม่มีอันเป็นไปอย่างที่คนอื่นหรือผู้อื่นที่เป็นไปแล้ว ที่เราได้ทราบข่าวมาในระยะ ๓ เดือนนี้ ถ้าคิดออกไปทั่วโลกแล้วก็เรียกว่าตายวันหนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ หรือนอกจากนั้นอุปสรรค อย่างอื่นก็มีอยู่ เป็นภัยแก่ชีวิตของเขาเหล่านั้นอยู่
เพราะฉะนั้นคำที่พระองค์ได้กล่าวว่า ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมํ ปติฏฐา โหนฺติ บุญเท่านั้นแลเป็นที่พึ่งของสัตว์ได้ บาปเป็นที่พึ่งของสัตว์ไม่ได้ เมื่อทำไปแล้วผลของบาปมันก็เกิดขึ้น เป็นความทุกข์ ความเดือดร้อน ความเสียหายวุ่นวายแต่ว่าบุญกุศลเมื่อมีอยู่ในจิตใจของใคร ใครเป็นเจ้าของของบุญ บุญนั้นก็ย่อมช่วย บุญนั้นก็ย่อมทะลุปรุโปร่งไป มีความสุขกายสบายจิตเป็นธรรมดาของผู้มีบุญ เพราะฉะนั้นบุญนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ทุกคนจะต้องแสวงหา ทุกคนต้องปฏิบัติและทำให้เกิดให้มีขึ้นได้ ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะเสียเวลา เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นวันคืนเดือนปีนั้นมันไม่ได้รอ..ไม่ได้รอใครทั้งนั้นเหมือนเวลานาทีก็ไม่ได้รอใคร ถึงเวลาก็เปลี่ยนไปแปลงไปตามธรรมชาติของมันอยู่ตลอดเวลา ถ้าใครเกิดความประมาทแล้วอ้างกาลอ้างเวลาว่าวันนี้ยังไม่พร้อม วันนี้ยังไม่มีโอกาสขืนอ้างอยู่อย่างนี้ก็เรียกว่าเราก็เสียที ในเมื่อสิ่งที่เป็นจริงของชีวิตคือแก่เจ็บตายเหล่านี้มันมีอยู่ แต่ไม่รู้ว่าวันไหนมันจะสิ้นสุดหรือสลายตายไป ไม่มีใครกำหนดได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้กล่าวเตือนไว้ว่า
ปจฺจุปปนฺนญฺจ โย ธมฺมํ ตตฺถ วิปสฺสติ ว่าอย่าไปอ้างว่าวันนั้นเราจึงจะทำ วันนี้เราจึงจะทำ เดี๋ยวนี้โอกาสยังไม่มี..อันนี้ไม่ควรจะอ้างไม่ควรจะคำนึงถึงมาเป็นข้ออุปสรรคโดยใช่เหตุ ให้เราคิดถึงปัจจุบัน ปัจจุบันก็คือเดี๋ยวนี้เองว่า เราทำอะไรกันอยู่ ให้มันมีความรู้สึกขึ้นมาว่าเวลานี้เราทำอย่างนี้อยู่คำว่าอย่างนี้ก็คือสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล เป็นความดี ที่เราจะได้รับนั่นเอง เพราะว่าอนาคตมันก็ยังไม่ถึง ก็ไม่เป็นเรื่องแน่นอน อดีตที่ผ่านมาแล้วสุขทุกข์ก็รู้กันอยู่ ไม่มีใคร ว่าไม่รู้ รู้อยู่แต่ว่าสุขทุกข์เหล่านั้นถ้าหากเป็นส่วนที่ดี ว่าความสุขที่ผ่านมาก็อยากได้กลับมาเป็นวันนี้อีก อันนั้นก็อย่าไปคิดเอามาอีก คิดแล้วก็ไม่ได้เพราะของที่มันผ่านไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้ ฉะนั้นว่าความสุขและทุกข์นั้นขอให้รู้ในตัวปัจจุบัน ตัวปัจจุบันนี้เราทำอะไรอยู่ เป็นความสุขหรือความทุกข์ก็ให้แยกแยะออกไป ถ้าเป็นความทุกข์เราก็ดูสาเหตุหรือต้นเหตุว่าความทุกข์นี้มันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเคราะห์หามยามร้าย ไม่ได้เกิดขึ้นว่าวันดี ไม่ดีวันคืนนั้นเขากำหนดตัวของเขาเองอยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเขา แต่ตัวเราก็อาศัยสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหรือเป็นอยู่โดยธรรมชาตินั้น เราเป็นผู้โวยวายเอาเองเดือดร้อนเอง
เพราะฉะนั้นความโวยวายอันนี้แหละคือไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นจริงนี้ จึงไปโวยวายในเรื่องต่างๆเคราะห์หามยามร้าย อย่างปีนี้ก็เป็นปีที่สุริยคราสหรือสุริยุปราคานี่ว่าเป็นอาถรรพ์อย่างโน้นอย่างนี้ปล่อยข่าวกันว่าจะแก้กันวิธีไหนอะไรต่างๆ อันที่จริงสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดสืบทอดกันมา โดยความเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นเหตุร้ายหรือลางร้ายต่างๆผู้มีหัวอ่อนผู้ที่เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นกฎธรรมชาติจะให้โลกฉิบหาย จะให้โลกเกิดความเดือดร้อนแล้วก็มาแก้กันอีแบบนั้นท่านี้ แก้ไปแล้วก็ไม่มีทาง ใครจะเป็นอะไรก็เป็นไปตามกรรมที่มี หรือผลของกรรมที่มีอยู่เท่านั้นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ตั้งแต่มีโลกขึ้นมามันก็เป็นอย่างนี้ บังกันอยู่อย่างนี้ เรียกว่าราหูบังจันทร์หรือราหูอมจันทร์นั้นเองหรือเรียกว่าพระอาทิตย์บังพระจันทร์นั่นเอง..มันบังกัน บางทีมันก็บังพระจันทร์
บางทีมันก็บังพระอาทิตย์มันก็มีอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นจะบอกว่าเหตุเหล่านี้ ลางเหล่านี้จะมีอันเป็นไปให้โลกเดือดร้อนวุ่นวาย อันที่จริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ความเดือดร้อนนั้นไม่บังก็เป็น บังก็เป็น มันมีอยู่นี่ มันขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะฉะนั้นให้เราเชื่อผลของการกระทำของตัวเองว่าทำชั่วแล้วจะให้มันเป็นดีนี่ดีไม่ได้ ทำดีแล้วจะให้กลับเป็นความชั่วก็เป็นความชั่วไม่ได้ ชั่วก็เป็นชั่ว ดีก็เป็นดี มันเป็นคนละส่วนกัน
ฉะนั้นผู้เชื่อกรรมการกระทำของตัวเองแล้ว ก็เรียกว่ากรรมดีนี่ทำไปถึงมันชั่วก็ไม่ถอย คือความชั่วนั่นบางอย่างมันก็เรียกว่ามันมีอยู่แล้ว มันให้ผลอยู่แล้ว เราจะบังคับสิ่งเหล่านั้นออกไปทันทีก็ไม่ได้ เพราะว่าช่วงไหนมันมีกำลังมันก็ต้องให้ผลไป เหมือนกับเราแข่งเรือ ถ้ามันจะชนะกันมันก็ขึ้นอยู่กับเหตุผลคือ ฝีพายมันก็แข็งแรงและก็พร้อมเพียงกัน มันก็มีโอกาสที่จะเอาชนะคู่แข่งได้
ฉะนั้นบาปและบุญของคนทำอยู่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับปุถุชนแล้วก็มีบางครั้งบุญเกิดขึ้นมา บางครั้งก็บาปเกิดขึ้นมา เพราะการกระทำนั่นเอง คือเรามาคิดถึงตัวเราแล้วว่าบางครั้งก็คิดดี บางครั้งก็คิดร้ายบางครั้งก็ทำดี บางครั้งก็ทำไม่ดี ผลมันก็เกิดอยู่ในนี้สำหรับคนมีกิเลส สำหรับท่านผู้ผ่านพ้นไปแล้วไม่มีกิเลสนั้น ไม่มีความชั่วเอาชนะความดี มีแต่ความดีมั่นคงอยู่อย่างนั้น สว่างไสวอยู่อย่างนั้นเห็นสิ่งที่มาจะเป็นกิเลสน้อยใหญ่มาทางทิศไหนๆก็รู้จักและเข้าใจ มันก็เรียกว่ามันเข้าไม่ถึง ถึงแม้มันจะเข้าถึงสิ่งที่มันมีอยู่คือร่างกาย ท่านก็รู้ของท่าน ว่าร่างกายนี้จะไปบังคับให้มันเป็นไปตามใจชอบนั้นไม่ได้
คนที่ถือว่ามันเป็นไปตามใจชอบก็คือความไม่ยึดถือ คือเรายึดถือรูปนามรูปขันธ์อันนี้ว่าเป็นของเราอยู่เมื่อใดก็เหมือนกับเราจับหรือถืออสรพิษไว้ในตัว วันไหนมันจะกัดมันจะต่อยมันก็ต้องมีอยู่เป็นธรรมดา ฉะนั้นตัวเหล่านี้ถือไว้ เท่าไหร่ก็เป็นความเดือดร้อน ถ้าเราปล่อยวาง รู้จักหน้าที่ของมันแล้วว่าสิ่งนี้มันเป็นธรรมชาติเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นธรรมชาติ เราไม่เดือดร้อนเสีย เราก็ปล่อยวางทำจิตใจให้ว่างอยู่
เราก็เกิดความสุขเกิดความสบายเพราะว่าเราไม่ได้ยึดสิ่งนั้นไว้ มันก็เกิดความสุขสบาย เพราะฉะนั้นศาสนานี้จึงสอนให้เราทั้งหลายนั้นอยู่ในหลักว่ามีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เป็นของที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกันตลอด
ถ้าเราทำให้มันเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องกันตลอด ศีลก็รักษาไว้ให้ดีให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย ไม่ให้ขาดไม่ให้ทะลุก็ถือว่าศีลยิ่ง ศีลดี ศีลประเสริฐ เมื่อศีลยิ่ง ศีลดี ศีลประเสริฐแล้วกายไม่มีความชั่วแล้ว วาจาไม่มีความชั่วแล้ว ก็ยังเหลือแต่จิตใจที่สะสมอยู่เป็นส่วนภายใน ส่วนที่ภายในนี้มันเกิดขึ้นอยู่เป็นอารมณ์ของจิตอยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้นอารมณ์เกิดขึ้นนั้นมันก็มีที่ไปที่มา คือมันเกิดอารมณ์ดีมันก็มีอารมณ์ที่เป็นเหตุให้เกิดความดีให้เกิดความสบาย ถ้าหากว่าขณะใดมีอารมณ์ไม่ดีก็เกิดทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมองเกิดความโกรธขึ้นมาให้เห็นได้ชัดเจน ฉะนั้นในทางปฏิบัติแล้วเราก็ต้องรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นอกุศลหรือเป็นกุศล ถ้ามันเกิดขึ้นส่วนเป็นอกุศลเราไม่ควรสนับสนุนจิตใจของเราในลักษณะเช่นนั้นว่าเป็นความถูกต้อง ถ้ามันเกิดขึ้นในลักษณะวุ่นวายและเกิดความอิจฉาตาร้อน อิจฉาพยาบาทเกิดขึ้น หรือความโกรธเกิดขึ้นนั้นเรียกว่าควรตำหนิตัวเราด้วย ความตำหนิจิตที่มันไปหลงใหลผูกพันอยู่กับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น บอกตัวเองว่าเมื่อจิตผูกพันอยู่กับสิ่งเหล่านั้นแล้ว จะหาความสุขความสบายไม่ได้จะหาความสิ้นทุกข์ออกไปจากโลกนี้ไม่ได้ เราก็ขวนขวายใหม่ แก้ไขใหม่
มุ่งอยู่แต่สิ่งที่จะให้เกิดความสุขให้ปรากฏขึ้นมาในปัจจุบัน นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่เราควรจะสร้างขึ้น และเป็นสิ่งที่เราควรปฏิบัติให้มี เมื่อเราปฏิบัติยังไม่เห็นยังไม่ปรากฏก็ถือว่าเรายังพยายามไม่พอความเพียรไม่พอ ความตั้งใจไม่พอ แล้วมีแต่ความอยาก อยากจะให้เกิดแต่ทำนิดๆหน่อยๆแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ต้องเอาชีวิตเข้าไปต่อสู้ คือไม่เห็นแก่ชีวิต ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากเพราะความจะเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายนั้น มันเกิดขึ้นด้วยความละเอียดอ่อน เกิดขึ้นจากความฉลาดของผู้ปฏิบัติ ถ้าหากว่าความโง่เขลายังมีอยู่ ความเข้าใจและฝ่าฝืนสิ่งที่มันเกิดขึ้นและปรากฏ เช่น ความทุกข์ความเดือดร้อน ความวุ่นวาย เวทนามันเกิดขึ้นให้เห็น ก็ท้อถอยไปเสีย เลิกไปเสียจากสิ่งเหล่านั้น แล้วเราจะไปเรียกร้อง เอาอะไรจากของจริง ของจริงนั้นมันมีอยู่ แต่ความพยายามเราไม่พอกำลังเราไม่พอ ความเพียรก็ไม่พอ เมื่อไม่พอสักอย่างแล้ว มันก็จะไม่เห็นไม่ปรากฏ ศาสนาถึงจะมีอยู่หรือความที่ว่าสิ้นทุกข์มีอยู่ มันก็ไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจ อันที่จริงแล้วถ้าหากเราขวนขวายเข้าจริงๆแล้วก็จะพอจะรู้ เอาตัวจิตเป็นตัวฐานเป็นตัวที่ตั้ง ถ้าจิตยังหวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่างๆ เราก็จะรู้ได้ในตัวว่าอันนี้มันยังโง่อยู่ อันนี้ยังไม่ฉลาดพอ เราเลิกไม่ได้ละไม่ได้ ติดอยู่นิดหนึ่งก็ไม่ได้
ฉะนั้นว่าธรรมะที่มันจะเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ของบริสุทธิ์เท่านั้น ถ้าของที่ไม่บริสุทธิ์แล้วมันเกิดขึ้นไม่ได้ มันเป็นเชื้อโรค ถ้าเราทำวันนี้น้อยลงหรือรู้ได้บ้างนิดๆหน่อยๆ ถ้าเราไม่ต่อเนื่องไม่ทำต่อเนื่อง สิ่งนั้นก็หยุดลงแค่นั้น เมื่อไม่ทำต่อไป สิ่งที่มีอยู่นิดหน่อยก็เสื่อมไป สิ่งที่มันเกิดอยู่แต่ไหนแต่ไรมา เป็นกัปเป็นกัลป์เป็นอนันตชาติมันเคยเกิดอยู่อย่างนี้มันก็ทุกข์อยู่อย่างนี้จึงมีแต่อาการของเก่าๆที่เป็นอดีตที่มันสะสมหมักหมมมาในจิตใจ ไอ้ความทุกข์ก็รู้ทันที ความสุขก็รู้ทันที มันเกิดขึ้นเห็นอยู่อย่างนี้ แต่ก็แพ้ทุกที เราอยากจะเห็นธรรมะเห็นอยู่..แต่เอาชนะไม่ได้ เห็นอยู่..แต่ก็เลิกไม่ได้ เราก็เรียกว่าติดพันอยู่กับสิ่งเหล่านี้ มันจึงมีอยู่ในใจตลอดเวลา ฉะนั้นเราจะมาทำกันนิดๆหน่อยๆแล้วอยากได้มากๆมันเป็นไปไม่ได้ ไม่สมดุลกันไม่สมเหตุสมผล
เพราะฉะนั้นท่านผู้ได้พ้นผ่านไปแล้ว เช่น พระอริยเจ้าทั้งหลายเราฟังแล้วว่าองค์นั้นฟังธรรมนิดๆหน่อยๆเพียงหัวข้อนิดๆหน่อยๆก็สำเร็จ เราคิดนี้ก็เรียกว่าสรุปเอาต่อเมื่อว่ามันเสร็จแล้วสิ้นแล้ว
อันที่จริงบุพภาคในเบื้องต้นหรือเริ่มต้นก็ต้องมีความลำบากอยู่เช่นเดียวกันถ้าบางอย่างก็..พระสาวกบางองค์ พระพุทธเจ้าก็สอนอยู่..สอน แต่ท่านก็ไม่ถอย แต่ก็ไม่เห็น เช่น บางองค์เดินจงกรมมากเกินไปจนทางจงกรมเนี่ยลึกลงไปถึงแข้ง เท้าอะไรแตกหมดก็ไม่หยุด ก็ทำอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ปรากฏ องค์นี้คือทำเกินไป คือขาดตัวรู้ตัวปัญญา ว่าเดินจงกรมก็เดิน..เดินอยู่อย่างนั้นแหละ ทางจงกรมก็ลึกลงถึงครึ่งแข้ง
ก็ยังไม่ปรากฏคุณธรรม ของจิต จิตยังไม่รู้เห็นอะไรทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงสอนใหม่ย้อนขึ้นมาใหม่ ทำหย่อนลง นี่เรียกว่าทำมากเกินไปแต่ขาดตัวปัญญา ย้อนไปย้อนมา เมื่อศึกษาย้อนไปย้อนมาแล้วท่านก็สำเร็จเนี่ยก็สำเร็จไปตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แนะนำพร่ำสอน ฉะนั้นบางท่านบางองค์ก็เรียกว่าสำเร็จง่าย รู้ง่าย มันอยู่ที่อำนาจของจิต อยู่ที่อำนาจบารมี คือจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับสิ่งตัวประกอบ ถ้าหากเราทำให้มันช้าก็ช้าทำให้มันเร็วเร็วมันก็จะเร็วขึ้น แต่ขาดตัวปัญญาไม่ได้ ทำอะไรก็ต้องมีตัวปัญญาประกอบตลอดเวลา ก็มีอยู่อย่างนี้ และบางองค์ก็เรียกว่านั่งชอบหลับ นั่งอยู่ตรงไหนก็ชอบหลับ ก็มีอยู่หลายองค์ พระพุทธเจ้าก็แก้ให้
แต่ผู้ที่ให้พระพุทธเจ้าแก้ก็คือผู้หวังอยู่ ไม่เลิกไม่ถอย ไม่เปลี่ยนแปลง เนี่ย..ก็วันหนึ่งก็ถึงที่สุดได้ รู้ได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่เหลือวิสัย อาศัยความเพียรนั่นแหละคือความพยายาม ยืน เดิน นั่ง นอน พูด คิด กิน ดื่ม มุ่งมั่นอยู่ในเรื่องเดียวอย่างเดียว ฉะนั้นอยู่คนเดียวอยู่ที่ซึ่งเปลี่ยวคนเดียวก็ครุ่นคิดอยู่ในเรื่อง นั้นวนขวายอยู่ในทางปฏิบัติอย่างนั้นฉะนั้นรียกว่าความพยายามเท่านั้นเป็นสิ่งสำเร็จความเพียรเท่านั้นเป็นสิ่งที่จะถึงจุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจว่าเมื่อไหร่จะสิ้นทุกข์ เมื่อไหร่จะหมดทุกข์เมื่อไหร่จะหมดวิบากของกรรมมันก็จะเกิดมาเองและสิ้นทุกข์ไปเอง ในเมื่อความพยายามมี นี่..พระสาวกก็ไม่ใช่ว่าได้ง่ายๆ ก็ได้ยากอยู่ กว่าจะถึงชั้นมรรคชั้นผลชั้นสิ้นทุกข์มันก็ยากอยู่ แต่เราทั้งหลายนั้นอย่าไปโทษว่าเรามีนั่นมีนี่ ไม่พร้อมไม่พอ อันที่จริงนี่ความไม่พร้อมก็คือความไม่ทำนั่นเอง เมื่อทำอยู่สิ่งนั้นก็ต้องมีอยู่ถึงไม่ปรากฏขึ้นมาในปัจจุบัน แต่เราถือว่าเราสะสมสิ่งที่ดีไว้จนกว่าตัวดีนั้นอิ่มตัวขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นสิ่งนั้นจึงจะปรากฏขึ้น เมื่อมันเกิดขึ้นติดต่อกันไม่ขาดสายทั้งยืน เดิน นั่ง นอน วนขวาอยู่อย่างนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นความชั่ว ความเลวความร้าย มันก็เข้าไปไม่ถึง เมื่อเข้าไปไม่ถึงจิตก็ผ่านไปเรื่อยๆผ่านไปไม่ถอยหลังกลับไม่มองกลับมันก็ผ่านไปถึงที่สุดได้ นี่คือศาสนาสอนไว้อย่างนี้ เราทั้งหลายมีความตั้งใจ..ว่าชาติหนึ่งที่เราได้เกิดมาเป็นคนสมบูรณ์ แล้วเราก็ได้สัมผัสในความไม่ดีไม่งามกระทบกันอยู่เกี่ยวกับสิ่งที่แวดล้อมบ้าง มันก็วุ่นวายพอสมควร แต่หากว่าเรามาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ โดยมีความพยายามของเราอยู่ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไม่มีปัญหา ไม่มาบังคับจิตก็จะอยู่ใน เรียกว่าโดดเดี่ยวหรือกล้าหาญ มันก็จะดำเนินของมันไปเรื่อยๆ ไม่เกิดความวิตกกังวลสยดสยองในสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรค สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนั้นไปได้
เมื่อถึงหรือเห็นตามนี้แล้ว ตัวความต้องการอยากรู้อยากเห็นอยากจะมีมากก็ย่อมสะสมไว้ เหมือนคนผู้มีความตั้งใจทำงาน เมื่อเห็นผลงานมากขึ้นทุกวันๆเขาก็มีความขยันเพราะความอยากความต้องการนั้นมีอยู่ใครจะไปนั่งเฝ้า..ไม่มี มีแต่อยากจะให้มีสิ่งที่ติดตามมาหรือสิ่งที่ต้องการนั้นเกิดขึ้น ก็ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำไปเลย ฉะนั้นผู้ภาวนานั้น
เมื่อเราภาวนาให้เป็นให้เข้าใจ ให้ตั้งใจจริงๆๆแล้ว เห็นแล้ว แม้จะทำอะไรอยู่ก็ลืมสิ่งนั้นไม่ได้ก็ย่อมมีความมุ่งมั่นอยู่อย่างนั้น จะพูดจะคิดกับใครเรื่องใดอย่างใด ไม่ปล่อยใจไปก็พูดกันเป็นเพียงภาษาให้รู้เรื่องรู้ราวกันเท่านั้น แต่ว่าส่วนจิตใจนั้นไม่ได้คิด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็พูดคุยกับคนได้ พระสาวกเจ้าก็พูดคุยกันได้ แต่ว่าเราพูดคุยอะไรแล้วมันมีสิ่งที่พูดที่คุยนั้นซึมเข้าไปในจิต คือเกิดความติดใจ เกิดความพอใจในสิ่งที่พูดที่คิดไปมันไม่ใช่เป็นธรรมะที่...........เหมือนกับว่าฆารวาสคนหนึ่งมาคุยกับพระใหม่ก็บอกว่าไปเที่ยวนั้นดี เที่ยวนี้ดี พระใหม่ก็ฟังไปๆๆตอนแรกก็นึกว่าจะไม่เข้าใจ เมื่อฟังแล้วก็เกิดรสเกิดชาติในเรื่องฟังก็ซึมเข้าไปโดยไม่รู้ตัว คือเราไม่ระวัง พอเขาพูดแล้วเราก็เข้าใจเรื่องนั้นไปเออๆออๆกันไปเรื่อย นี่สิ่งนี้มันเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว มันซึมเข้าไปแทรกเข้าไปในจิตใจ จิตใจก็ถูกเขาสอนได้ทันที เขาจะชวนไปไหนไปได้ทันที นี่คือเราไปเข้าใจในสิ่งที่ไม่ดี คือสิ่งที่ต่ำที่สุดมันก็เป็นไปตามนั้นเลย ฉะนั้นเมื่อเรามีสติควบคุมอยู่ เราพูดได้ แต่เราไม่เข้าใจกับสิ่งเหล่านั้น คือ มองเห็นสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นทางเสื่อม เป็นทางที่จะทำลายพรหมจรรย์ของตัวเอง ก็ระมัดระวังอยู่อย่างนั้นมันก็ไม่มีอะไรจะเกิด อันตรายไม่เกิด เพราะมันซึมเข้าไปไม่ได้ มันอยู่รอบนอกเพราะอาศัยตัวปัญญา อาศัยจิตที่ไม่ไปผูกพันนั่นเอง วันนี้ได้อย่างวันหน้าได้อย่าง หรือชั่วโมงนี้ได้อย่างนี้ชั่วโมงหน้าก็ได้อย่างนี้ ต่อเนื่องติดพันกันไป สิ่งทั้งหลายที่มันเป็นความเลว ความร้าย มันก็จะไม่เกิดขึ้น อารมณ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถจะบังคัยจิตใจนั้นให้มันเป็นไปตามอำนาจตามสายงานของเขางานของเขาก็เรียกว่าเมื่อจิตอยู่ในระดับต่ำกามตัณหาเกิดขึ้นก็พอใจ ภวตัณหาความอยากเป็นอยากมีอะไรต่างๆตามภาษาโลกวิสัยก็เป็นไปตามโลก ไอ้ส่วนหนึ่งก็เรียกว่ามันเกิดความไม่พอใจหรือความไม่เป็นไปตามปรารถนา ก็ปล่อยความคิดอันนี้ว่าไม่มีความดี ไม่มีประโยชน์ อยู่ไปก็ไร้ค่า ไม่มีความหมาย เกิดวิภวตัณหาขึ้นมา ทอดธุระอะไรตาย อยากในชีวิตไปก็มีอาศัยตัณหาตัวนี้เป็นเหตุฉะนั้นตัวตัณหาทั้งหลายนี่แหละเป็นตัวเชื้อ ตัวเชื้อเนี่ย..อย่างว่าเขาจะปลูกเห็ด ถ้ามีเชื้อก็ปลูกเห็ดได้ ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ เมื่อมีตัวเชื้ออยู่ในเมล็ด เอาไปหยอดลงตรงไหนหว่านลงตรงไหน ปลูกลงตรงไหนก็ย่อมเกิดขึ้นตามลักษณะของพืช ฉะนั้นจิตใจ..ในเมื่อมันอยู่ในลักษณะใด ตัณหาใด หรือไม่เข้าใจในสิ่งใด จิตก็คิดอยู่ตรงนั้น การจะเกิดต่อไปก็อาศัยเชื้อตัวนี้เอง
มันจึงไม่มีคำว่าสลาย มันจึงมีคำว่าจิตตายไป..ไม่มีไม่สูญพันธุ์ มันก็เกิดไปได้ด้วยอำนาจตัวนี้ แล้วเมื่อมามองไปอีกว่าการเกิดอยู่อย่างนี้ จะเอาอะไรให้เป็นความดีความเด่น ความเป็นไปในแนวทางที่จะสิ้นทุกข์ดับทุกข์ไป..ไม่มี มันเดินมาแล้วในอดีตเป็นอย่างไรมันยังมีอยู่..มันก็เดินอย่างนี้ไปในอนาคตและอนาคตกับปัจจุบันหรืออดีตนั้น เราจะบอกว่าต่อไปนี้จะเป็นความเจริญเป็นความสุขสบายอะไรนั้นแตกต่างไปจากที่เป็นมาแล้วนั้น..ไม่มี อดีตเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น อดีตกับอนาคตเหมือนกันในแนวทางของกิเลสหรือสายงานของกิเลสเมื่อเกิดแล้วก็ให้เป็นอย่างนี้ เมื่อเกิดแล้วก็ให้เปลี่ยนไปอย่างนี้
เมื่อเกิดแล้วถึงที่สุดก็ต้องดับลงอย่างนี้ ตัวดับลงไปนั้นก็ดับแต่ส่วนที่เป็นรูปธรรมส่วนตัวนามธรรมนั้นมันไม่ดับคือจิต ตัวนามธรรมมันไม่ดับมันจะเกิดต่อไปอีก ก็อาศัยว่า จิตนั้นมันสะสม สะสมไปจะเป็นนิดก็ตามเป็นมากก็ตาม ถ้ามันมีกิเลสจริงจึงจะเป็นเหตุว่าตามสายงานของเขาก็เรียกว่ามีกิเลสอย่างนี้ มันบังคับให้ทำอย่างนี้ มีกิเลสอย่างนี้มันชวนทำอย่างนี้มันชวนทำอยู่อยางนี้เป็นปัจจัยต่อเนื่องกันไปการต่อเนื่องนั้นก็เรียกว่ากิเลสมันก็เกิดอยู่ในลักษณะว่าอินทรีย์บ้าง ทวารบ้าง อายตนะบ้าง อินทรีย์ก็ถือว่าสิ่งที่ทำหน้าที่ เป็นใหญ่ตามหน้าที่ คือ ตาก็เป็นใหญ่ในความเห็นหูก็เป็นใหญ่ในความได้ยิน จมูกเป็นใหญ่ในทางกลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในทางรส กายมีความเป็นใหญ่ในทางสัมผัส จิตมีความเป็นใหญ่ในอารมณ์ เนี่ย..เป็นใหญ่ อารมณ์เป็นใหญ่ มันติดกันอยู่อย่างนี้ ปรุงขึ้นมาเป็นอารมณ์ นี้ว่าไม่ก้าวก่ายกัน ทีนี้ว่าเมื่อเป็นใหญ่สิ่งนี้เป็นใหญ่อยู่ สิ่งที่เห็นนั้นมันก็เกิดภายในจิตใจ เรียกว่าอายตนะในทางเห็นหรือสืบต่อแต่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเมื่อมาพิจรณากันด้วยปัญญาแล้วก็เรียกว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันเป็นเพียงสภาวะชาติเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สิ่งทั้งหลายนั้นเกื้อกูลกันอยู่ ธาตุน้ำก็เกื้อกูลกันธาตุดินก็เกื้อกูลกัน ธาตุลมธาตุไฟก็เกื้อกูลกันอยู่ คือส่วนที่เป็นภายนอกส่วนที่เป็นภายในน้ำดื่มเข้าไปก็ถ่ายไป กินเข้าไปใหม่ มันเกื้อกูลกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น ยถาปจฺจยํ มันเป็นปัจจัยซึ่งกันแหละกันธาตุมตฺตเมเวตํ มันเพราะก็คิดกันเพียงแต่ว่าธาตุเท่านั้น ก็ไม่มีอะไรเป็นปัญหา มันสักแต่ว่าธาตุไม่ใช่ตัวตนเราเขาเพียงแต่ว่าธาตุ อันนี้เป็นส่วนธาตุ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ มันเพียงสักว่าธาตุ
ถ้าเห็นสักว่าธาตุแล้วก็เรียกว่าภายนอกก็เป็นธาตุ ภายในก็เป็นธาตุอาศัยกันอยู่ ธาตุเหล่านี้เป็นสามัคคีอันเดียวกัน ถ้าธาตุเหล่านี้แตกแยกกัน ธาตุน้ำเกินขนาด ธาตุลมเกินขนาด ธาตุไฟเกินขนาดมันก็ผิดปกติไป ร่างกายส่วนที่มันตั้งอยู่ให้เราเห็นอาศัยเป็นความประชุมแห่งธาตุ มันก็อยู่ไม่ได้ จะต้องเกิดโรคเกิดภัยขึ้นมาต่างๆ ก็ในตัวของมันเองนั่นแลคือธาตุใดมันก็เป็นโรคได้ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุต่างๆ นี้แหละมันเป็นไปได้ แต่หากว่าเราเมื่อมาแยกแยะออกไปแล้วว่าธาตุน้ำได้ตรงนี้ ธาตุดินได้ตรงนี้ ธาตุไฟได้ตรงนี้ ธาตุลมได้ตรงนี้ แยกออกเป็น ๔ กองแล้วก็จะไปถามชื่อคนๆนั้น คนนี้..ไม่มี จิตมันก็จะไปยึดถือสิ่งนั้นไม่ได้ มันเห็นว่าเพียงสักว่า ธาตุเท่านั้น ไม่มีตนมีตัว ไม่มีเราไม่มีเขา สุขทุกข์มันเกิดจากอารมณ์ของจิต ถ้าจิตคิดไปตามอารมณ์ กามตัณหา คิดแต่ในกามภวตัณหาความคิดไปในความอยาก อยากเป็นนั้นเป็นนี้ นี่ไม่รู้จักจบจักสิ้นมันก็เพลินไปตามนั้น เพลิดเพลินไปตามนั้น เมื่อเพลินไปเท่าไหร่มันก็เป็นทางที่หลงผิดไปตลอด..ตลอดแนว เพราะขาดตัวปัญญาขาดความเข้าใจ ที่มันขาดก็เพราะว่ามันเข้าไปยึดเป็นตัวของตัวเรียกว่าอุปาทาน เมื่อความเข้าไปยึดอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อมันเป็นไปตามหน้าที่เป็นไปตามความจริงแล้วมันก็เป็นทุกข์เป็นแค้นเป็นความเดือดร้อน เมื่อเป็นตัวอุปาทานขันธ์แล้ว จึงให้สวดเป็นอารมณ์ว่า ชราธมฺโมมฺหิ ชรํ อนตีโต ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา มีมั้ย นี่..เราก็ยังไม่เข้าใจ ไอ้ยืนเดินนั่งนอนเนี่ยเรียกว่า อิรยาบถทั้ง ๔ เดินไปเคลื่อนไปเคลื่อนมา
นี่เราเคลื่อนไปทำไม เปลี่ยนไปทำไม มันก็เปลี่ยนไปเพราะความไม่สบายนั่นเอง เป็นไข้หรือไม่ ยืนมากก็เจ็บแล้ว นั่งมากก็เจ็บ นอนมากก็เจ็บอยู่อย่างนี้ เปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมาเนี่ย ถ้าเทียบเป็นยาแล้วก็เรียกว่ายาปวดหายนั่นเองหรือหายปวดนั่นเอง แต่ไม่ใช่เป็นยาที่จะแก้สมุฏฐานของโรค เป็นยาแก้ไปชั่วคราวระงับไปชั่วคราว ไม่ใช่ยาแก้โรค ฉะนั้นอริยาบถทั้ง ๔ นั้น เมื่อยืนเป็นทุกข์นั่งลงเป็นสุข เมื่อนั่งลงเป็นทุกข์ นอนลงเป็นสุข เมื่อนอนลงเป็นทุกข์เดินไปเป็นสุข เดินไปเป็นทุกข์..เวียนกันอยู่อย่างนี้ทั้งวันจะนั่งท่าเดียวตลอดคืน ตลอดวันไม่ได้ นอกจากผู้ตั้งใจและกระทำความเพียรให้มองเห็นตัวทุกข์ นั่งอยู่ตลอดไม่ตามใจความปวดความเจ็บเหล่านั้นซึ่งเราเรียกกันในทางหนึ่งว่า ขันธมาร มารคือขันธ์ไม่เบียดเบียน กิเลสมารอารมณ์ของจิตนั้นเป็นมาร มารคือตังอุปสรรค มารคือตัวขัดข้องไม่ให้จิตนั้นผ่านไปตามแนวทางคือเป็นตัวอุปสรรค คนผู้ไม่มีความเพียรเพียงพอก็ว่าเจ็บมาก..นอนก่อน ปวดมาก..เลิกเสีย ก็หลอกันอยู่อย่างนี้ เราหลอกตัวเองอยู่อย่างนี้ ไม่ฝ่าฟันสิ่งเหล่านั้นให้สลายหายตัวไปหรือดับไป ก็จะไม่เห็นตัวแท้จริงของธรรมะ นี้เรียกว่ามันสลับกันอยู่อย่างนี้ แล้วมันว่างที่ตรงไหนว่านั่งอยู่ก็เป็นสุขเดินอยู่ก็เป็นสุข หลับอยู่ก็เป็นสุข ไม่มี..คำนี้ นอกจากที่เรารู้เราเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นเรื่องสมมุติและบัญญัติกันขึ้นเท่านั้น เมื่อรู้หน้าตาของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น มันเป็นกลเป็นมารยาหลอกลวงจิตมันถอยออกมารู้และเข้าใจจุดนี้อย่างนี้อยู่ สิ่งนั้นก็เล่นงานจิตไม่ลง เมื่อเล่นงานจิตไม่ลงนั่นแหละ..นั่งก็สุข นอนอยู่ก็สุขเพราะสิ่งนั้นเขาก็ทำหน้าที่เจ็บปวด พระอรหันต์ก็มีเจ็บมีปวด แต่จะไม่เป็นเหมือนคนธรรมดาอย่างพระพุทธเจ้าก่อนจะปรินิพพานนี้ก็ทุกข์ล้นโลกเหมือนกัน มีความกระหาย มีเวทนาเกิดขึ้นมากที่สุด จนได้รับสั่งพระอานนท์ว่า "อานนท์..เรากระหายน้ำมากแล้วเวทนาครอบงำเรามากแล้ว" ท่านก็รู้อยู่ตัวเวทนา แต่ท่านไม่ได้ทุกข์ไปด้วย ถือว่าเป็นหน้าที่ของธาตุของขันธ์ ห้ามไม่ได้
เราเข้าใจอย่างนี้เราก็จะไม่วุ่นวายเดี๋ยวนี้เราวุ่นวาย เจ็บก็ขาเรา หัวเรา ตาเรา จมูกเรา คอเรา อะไรว่ากันไปเป็นของเราหมด เดินแต่ละอากาศต่างๆนั้น..เมื่อมันมีหลายอย่างของเราแล้ว มันจะเกิดความทุกข์ขึ้นในที่ตา ที่หู ที่คอ ที่จมูกตับไตไส้พุง..มันเกิดได้หมดเรายังไม่เห็นว่าอันตรายสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราเสียเวลา เราไม่เข้าใจเราจึงเป็นทุกข์อยู่อย่างนั้น เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ว่าทุกข์เหล่านี้ถ้าไม่เกิด..ก็ไม่มีอะไรจะทุกข์ ไม่มีรูป..ก็ไม่รู้มีอะไรเป็นทุกข์ไม่มีนามคือความคิดจิตใจเป็นผู้รับรู้รับทราบ..ก็ไม่รู้จะไปแก้ไขอะไรตัวใจนี่แหละ...ตัวรู้สุขรู้ทุกข์ แต่ใจก็รู้อยู่..อยากได้สุข แต่ทำไมใจจึงไปชวนให้ทำความชั่วทำความเสีย เมื่อตัวตัณหาเป็นนายแล้วก็เรียกว่าจิตใจเป็นผู้รับใช้ตัวตัณหานั้นเป็นอย่างดีที่สุด เรียกว่า ตณฺหาทาโส ตัณหาเนี่ยเราเป็นธาตุของตัณหา เราจึงทนทุกข์ทรมานอยู่ในโลกนี้ นาน แสนนานต่อไปอีกก็จะนานเท่าไรก็ไม่ทราบ ไม่ได้สูญไป จะอยู่ไป ปล่อยไปอย่างนี้เป็นหมื่นๆล้าน ก็ตาม ก็ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงนอกจากเรามีปัญญา มีความเพียร มีความรู้ มีความเข้าใจในธาตุขันธ์ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของใคร เมื่อจิตใจสะสมขึ้นมาหรือใจคิดสร้างขึ้นมาเรียกว่าสังขารคือความปรุงความแต่งขึ้นมา เป็นรูป เป็นนาม เป็นขันธ์ขึ้นมา ก็เหมือนเราปรุงแต่งบ้านหลังหนึ่งขึ้นมาอย่างดี ระวังว่าบ้านหลังนั้นเมื่อมันเกิดพังขึ้นมา คนผู้รักษาเท่านั้นจะเป็นผู้เสียใจบ้านไม่ได้เสียใจ บ้านไม่ได้ห่วงใยกับคนผู้เป็นเจ้าของ สังขารร่างกายถึงแม้มันจะปรุงขึ้นมาอาศัยกันอยู่กันจิตก็ตาม เมื่อจิตมีหน้าที่เสื่อมก็เสื่อมไป มีหน้าที่แตกดับไปก็แตกดับไป โดยไม่ทิ้งร่องรอยให้ปรากฏว่าจะอยู่ไปเท่าไหร่ กำหนดเท่านั้นเท่านี้จึงจะเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่มีอีก ว่าไปทำในส่วนที่เป็นสังขาร ที่ปรุงแต่งอยู่ภายใน แม้ภายนอกเราสร้างขึ้นมา จะเป็นเสริมเหล็ก คอนกรีตอย่างดีก็ตาม กำหนดลงไม่ได้ว่ามันจะพังวันที่เท่าไหร่ เดือนใด พ.ศ.ใด เรากำหนดไม่ได้เพราะการกำหนดก็เรียกว่าเมื่อไม่ถูกแผ่นดินไหวให้สลาย มันก็จะอยู่ถ้าเมื่อถูกแผ่นดินถล่มลงไปหรือกระเทือนอย่างไดอย่างหนึ่ง มันก็จะเกิดอาจจะไม่ถึงกำหนดที่กำหนดไว้ว่าเท่านั้นปี มันจะเสื่อมไปทีละน้อยละน้อย พังตรงนั้นบ้าง รั่วตรงนั้นบ้าง จุดนั้นจุดนี้ไปเรื่อยๆ เหมือนกัน
แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่มีคำอุทานว่า ฉันทุกข์เหลือเกิน ฉันพังแล้ว ฉันจะสลายตัวไปแล้วไม่มี อยู่อย่างนั้นโดยไม่มีอะไรแต่ตัวคนนเข้าไปยึดถือว่าบ้านหลังนั้นของเรา เกิดพังขึ้นมาก็เป็นหน้าที่ดูแล ก็ผู้เป็นเจ้าของบ้านนั่นเองเป็นผู้ดูแลและเป็นทุกข์ ซ่อมไหวก็ไหวซ่อมไม่ไหวก็เป็นทุกข์อยู่นั้นเอง จนมันซ่อมไม่ไหวมันก็สลายตัวไปเองฉันใดก็ดีสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาภายในนี้เทียบเป็นบ้านแล้ว ก็ผมอยู่บนศีรษะ ก็เหมือนมุงหลังคา หูทั้ง 2 ก็เหมือนปั้นลม ขาก็คือเสา มันก็เทียบกันเป็นบ้านหลังหนึ่งดีๆ ฉะนั้นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันก็เกิดเพราะความบกพร่องภายในบ้าง เกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมบ้าง ปรากฏการณ์กันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความว่าราบรื่นเสมอไป มีลุ่มๆ ดอนๆ เป็นๆ หายๆ อยู่อย่างนี้แหละ แต่ก็ไม่มีปัญญาว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราจะแก้ไขอย่างไรเพื่อให้ดับไปจากสิ่งนี้ ถ้าไม่ให้เรามามองสิ่งเหล่านี้ว่าให้เกิดความรู้ความเข้าใจทำลายตัวอุปาทาน ทำลายตัวตัณหา เพราะมันเป็นปัจจัยของกันและกันคือมันเกิดสฬายตนะ คือเกิดอายตะ เมื่อเกิดอายตนะมันก็เกิดผัสสะคือกระทบ เมื่อมันเกิดผัสสะกระทบ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาสุข ทุกข์ เมื่อเกิดเวทนาก็เกิดตัณหา ตัณหามันก็เกิดในลักษณะว่ามันมีความปรารถนา ส่วนหนึ่งก็ไม่ปรารถนา มันเกิดอยู่ 2 อย่าง จึงมีสุขและทุกข์สลับกันมา เมื่อมันเกิดเวทนาสุขทุกข์อย่างนี้มันก็เกิดตัณหา เมื่อมันเกิดตัณหาแล้วมันก็เกิดอุปาทาน ความยึดมั่นในธาตุขันธ์ทั้งหลาย ทั้งที่ส่วนเป็นภายนอก ทั้งที่ส่วนเป็นภายใน ยึดถือว่าอันนี้ของเราๆเมื่อของเราไม่เป็นตามที่เราคิดเพราะมันเป็นกฏของธรรมชาติ เราก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาเพราะความเสียดาย มันเป็นทุกข์เพราะความมี เมื่อมันเกิดอุปาทานมันก็ส่งต่อให้เกิดภพ เมื่อให้เกิดภพแล้วเกิดชาติขึ้นมา ชาติไทย ชาติลาว ชาติจีน ชาติเขมร เป็นชาติขึ้นมาเรียกชาตินั้นชาตินี้ เมื่อมันเป็นชาติขึ้นมาก็ชาติปิทุกขา มันก็เป็นชาติเป็นทุกข์ขึ้นมา ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ไปอีก ก็เปลี่ยนไปกลับไปกลับมาอย่างนี้ฉะนั้น มัน สนตติ จึงเรียกว่าสืบต่อสานต่อไม่รู้จักจบสิ้น
เพราะฉะนั้นความทุกข์ความลำบากต่างๆนั้น มันก็เกิดจากอำนาจจิตที่คิดไปฝ่ายต่ำ ถ้าความฉลาดของจิตมี มันก็เลิกส่วนที่ต่ำ ขยายตัวสูงขึ้นไปในส่วนที่สูง จนคัดเลือกจัดสรรว่าคิดอย่างนี้เป็นไปแนวทางแห่งกุศล คิดไปอย่างนี้เป็นแนวทางแห่งอกุศล มาแก้อยู่ 2 อย่างนี้ ส่วนที่เป็นอกุศลคือส่วนที่เป็นบาป ก็เลิก ส่วนที่เป็นกุศลก็สะสมพยายามมากขึ้น ได้วันละเท่าไหร่ก็ตามคือจะไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศลเข้าแทรกซึมเข้าไป มีแต่ความเป็นกุศล ความเป็นกุศลนี้คือความฉลาด เมื่อตัวกุศลนี้มากขึ้น ตัวอกุศลก็ดับไป เมื่อก้าวไกลออกไปก็เรียกว่าตัวกุศลที่เป็นส่วนปรมัตถ์ คือกุลที่ไม่อาศัยผลที่เกิดคือจะดับด้วยเหตุและผล ไม่ปรารถนาว่าชาติหน้าภพหน้าขอให้เป็นอย่างนั้น ขอให้สุขอย่างนี้ ไม่มี มุ่งไปเพียงว่าเมื่อเกิดความอิ่มตัวแล้วเมื่อใดเมื่อนั้นก็เรียกว่าจบกันลง ไม่ปรารถนาคือขอสิ้นไปแห่งทุกข์ก็เป็นอันว่าจบสิ้น เมื่อหมดทุกข์ก็ถือว่าเป็นตัวที่ไม่ตายเรียกว่านิพพานก็คือความสุขอย่างยิ่ง สุขอันนี้ไม่ขึ้นอยู่กับว่ามีเงิน สุขมีอารมณ์ดี สุข มันปราศจากไปแล้ว อารมณ์เหล่านี้ สุขตัวนั้นแหละเป็นสุขตัวอมตะ สุขไม่เจือปนด้วยอามิสเราสุขอยู่ตามลักษณะของโลกเนี่ยเทวดาก็สุขเพราะอาศัยบุญของตังเอง เทพเจ้าทั้งหลายสุขเพราะกินบุญของตัวเองที่ทำมาแล้ว หมดบุญก็กลับมาสู่วิบากกรรมโลกมนุษย์นี้อีกไม่ถาวร แต่สุขที่สิ้นไปพ้นไปจากการชำระกิเลสออกสำรอกกิเลสหลุดจิตไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องพัวพันเรียกว่าเป็นจิตอมตะ คือจิตอย่างนี้เรียกว่าไม่มีอะไรจะบังคับ อยู่อย่างโดดเดี่ยว โดดเด่นเป็นสุข จุดนี้แหละพระพุทธเจ้าได้พยายามแล้วพยายามเล่า ตั้งแต่เริ่มสร้างบารมีก็คว้าบารมีมา ได้รับผลก็เป็นเศรษฐีบ้าง เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นคฤหบดีบ้าง เป็นจักพรรคบ้าง สูงสุดในฝ่ายโลก แต่ก็ไม่สิ้นไปแห่งทุกข์ ก็ยังค้นคว้าต่อไป กว่าจะมาเข้าถึงความพ้นทุกข์จริงจริงแล้ว พระองค์ก็มาตั้งปณิธานในการค้นคว้าแสวงหา
ถ้าเรามาพูดถึงปัจจุบันแล้ว พระองค์บวชมาไม่ใช่จะมานั่งมานอนมาคอยมรรคผลนิพพาน เริ่มแรกก็พยายามไปเลย ถ้ามีอาจารย์ไหนพอจะศึกษาได้ ก็ไปศึกษาอยู่ ๒ อาจารย์ว่าช่วงนั้นมีอาจารย์ที่แปลกอยู่กว่าลัทธิอื่นๆนั้นก็คือ อุททกดาบส อาฬารดาบส เรียกตามโคตรแล้วว่า อุททกดาบส รามบุตร อาฬาร ดาบส กาลามโคตร..อะไรนี้พวกนี้ทำงานทางจิต ภาวนาทางจิต องค์หนึ่งได้สำเร็จสมมาบัติ ๔ องค์หนึ่งได้สำเร็จสมาบัติ ๘ สิ้นสุดแค่นั่นเมื่อพระองค์ไปศึกษาเรียกว่าทำไปได้อย่างรวดเร็ว อาจารย์เหล่านั้นก็สุดปัญญาเท่านั้น แต่ก็มามีอานิสงส์อยู่ ..แต่จะไม่สิ้นทุกข์ จึงได้ปลีกตัวออกจากดาบสทั้ง ๒ นั้นไปทำอยู่ด้วยตนเอง ก็พยายามล้มลุกคลุกคลานอยู่เป็นธรรมดา การล้มลุกคลุกคลานอยู่นั้นก็หมายถึงว่า จิตของพรองค์..เช่น ทรมานร่างกายให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า ตอนแรกยังไม่เห็นว่าเป็นความผิดความถูก..เป็นธรรมดาแต่ไม่ย่อท้อไม่ถอยหลังความคิดระหว่างจิตดึงไปดึงมาเนี่ยมันเกิดความลังเลสงสัยอยู่ เราออกมานี่ก็คิดไปถึงที่เดิม เอ้า..ดึงกลับมา ดึงกลับไปดึงกลับมาอยู่ เกิดความเสียดายนี่ขึ้นมา..ก็เป็นอย่างนี้ เป็นอาการของจิตที่ยังไม่ถึงส่วนแห่งความดับ ท่านจึงเห็นว่ากิเลสนี้เกิดขึ้นในทางนี้..ก็ขวนขวายในทางนั้น คือทรมานร่างกายอย่างอุกฤษฏ์ อย่างพวกเรานี้เทียบไม่ได้คือทรมานอย่างหนักทีเดียว อาตายเป็นตายเข้าสู้กันจนไม่มีกินไม่ฉันก็ยังไม่เห็นทาง เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค เป็นทางที่ผิดตอนนี้ ตอนที่ท่านเห็นทางแล้วว่าผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายไม่ควรหลงไปในอัตตกิลมถานุโยคกามสุขัลลิกานุโยค อัตตาคือทรมานตัวตนให้เหนื่อยป่าว เพราะเข้าใจว่าร่างกายนี้ไม่มีเรี่ยวมีแรงก็จะสำเร็จไป นี้คือส่วนเห็นอัตตานี้ ทรมานตัวอัตตา แต่ครั้นแล้วลืมค้นคว้ามาทางจิตเรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค ความเกิดขึ้นแห่งอารมณ์ทั้งหลาย เกิดขึ้นจากใจ แต่ก็ไม่ได้มุ่งมาทางนี้ท่านมาเทียบว่า..เมื่อพยายามทางกายอยู่ตราบใดก็เหมือนบุรุษต้องการไม่เพื่อ จะนำมาสีไฟ ไม้นั้นเมื่อตัดต้นตัดปลายแล้วยังมียางอยู่..เกิดไฟไม่ได้ ตัดต้นตัดปลายแล้วแช่น้ำอยู่ เปียกอยู่..ก็หาไฟไม่ได้ ไม้จะเกิดไฟขึ้นมาคือ ตัดต้นตัดปลายตากแดดให้แห้งไม่อยู่ในความชื้นไม้นั้นย่อมเอามาสีไฟให้เกิดไฟได้ อันนี้ก็ฉันใด เรามาทรมานร่างกายให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า แต่จิตใจยังมีอารมณ์อยู่หมกหมุ่นอยู่ในอารมณ์ต่างๆ จิตไม่มีความสงบแล้ว มันก็เหมือนว่าไม้มียางและความชื้นอยู่เรียกว่า หาไฟไม่ได้ฉันใด จิตเมื่อมันพัวพันกับอารมณ์ทั้งหลายกิเลสทั้งหลายอยู่ เราจะหาความสิ้นทุกข์หรือหาตัวปัญญาที่จะมาแก้หรือมาชำระความไม่ดีของจิตนี้ออกไม่ได้ ฉะนั้นจึงหวนกลับมากำหนดจิตให้เป็นภาวนา คือ ทำให้เกิดความสงบเป็นตัวสมถะ คือความสงบ อาศัยความเป็นอยู่ของจิตด้วยฌาน คือเครื่องอยู่ญาณคือความรู้รอบ รู้จริง รู้ทันรู้เท่าอารมณ์ที่เกิดๆดับๆอยู่จนไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ จิตก็โดดเด่นอยู่เรียกว่าจิตอันเดียว เมื่อจิตมีอันเดียวนั้นก็เรียกว่าจะปรากฏสิ่งที่จะให้มองเห็น คือตัวปัญญาของจิต คือต้องอาศัยจิตให้เกิดความสะอาดก่อนเหมือนกับนายช่างต้องการสิ่งที่มีสี อย่างเพชรอย่างพลอยเนี่ย ถ้าต้องการให้มีสีมีเงาก็ต้องมาเจียระไนกัน ให้สิ่งที่ติดอยู่เป็นส่วนภายนอกรอบเม็ดพลอยเม็ดเพชรนั้นอยู่ขัดไปๆลงท้ายตัวเพชรที่แท้จริงที่ปราศจากราคีเครื่องเศร้าหมอง เพชรพลอยไม่ต้องเรียกร้องว่าสี..เป็นอะไร สวยงามอย่างไรไม่เรียกร้อง คนผู้ทำไม่ได้มุ่งเพื่อเรียกร้อง แต่หากว่าทำสิ่งที่มันปิดไว้นั้นออกไปให้หมดแล้ว สิ่งนั้นก็โผล่ออกมา สีอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น..ไม่เปลี่ยน แต่จิตใจของเรานี้ก็เรียกว่ามันหุ้มห่อไปด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ ตัณหาคือความอยาก..มันห่อหุ้ม เมื่อมันห่อหุ้มแล้ว มันหนาแน่นอยู่ด้วยตัณหาอวิชชาแล้วมันจะเห็นสุขเห็นทุกข์ได้อย่างไร นี่ละเมื่อตัวสงบมันเกิดขึ้น ตัวเหล่านี้มันจะหมดความเศร้าหมอง ความขุ่นมัว ความคล้ำดำต่างๆออกไปแล้ว มีแต่จิตล้วนๆก็เหมือนกับเพชรนิลที่เจียระไนแล้ว จิตที่เป็นจิตล้วนๆก็คือตัวสมาธิอบรมดีแล้ว มันก็สะอาด สว่าง สงบสุข เยือกเย็น ฉะนั้นเมื่อความสว่างก็อาศัยที่จะมองเห็น ที่นี่ตัวสว่างมีแล้วก็มองเห็นได้เหมือนไฟเมื่ออยู่ในแสงสว่างแล้วก็มองเห็นกันได้ สีดำ สีขาว สีแดง..อะไรต่างๆใกล้ไกล มองเห็นกันได้ เพราะมันขัดความมือออกไปแล้ว ฉะนั้นตัวจิต..เมื่อสงบระงับเป็นสมถะแน่ๆนี้อยู่ เรียกว่าอยู่ในฌาน ฌานคือเครื่องอยู่ จะเป็นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ลำดับตั้งแต่ต้นไปจนตามลำดับ จนถึงเนวสัญญา นาสัญญา..ไปเรื่อยๆต่อเนื่องกันไป อย่างนี้คือเครื่องอยู่ ก็อยู่อย่างสบาย อยู่อย่างมีความสุขอยู่อย่างอัศจรรย์ ความกระตือรือร้นก็มีขึ้น เรียกว่าปีติคือความอิ่มเกิดขึ้น จะอยู่นานแค่ไหนก็อยู่ได้อย่างนั้น ไม่มีอารมณ์อะไรจะเข้าไปเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นตัววิปัสสนาก็อาศัยตัวสว่างคือตัวปัญญานี้เอง ได้พิจารณาแยกแยะ ส่วนหนึ่งก็เรียกว่ากายนี้มีจิตเป็นตัว อาศัยอยู่เหมือนบ้านเหมือนพักอาศัยอยู่ ถ้าใจไปยึดถือตัวท่านตัวร่างกายนี้ว่าเป็นของเราอยู่ ก็เป็นภาระเป็นกังวล เรียกว่า ปญฺจขนฺธาภารา หเว ควรเข้าไปยึดเบญจขันธ์ทั้ง ๕ว่าเป็นเรา รูปเป็นเรา เวทนาเป็นเรา สัญญาเป็นเราสังขารเป็นเรา วิญญาณเป็นเรา ก็เป็นอัตตาธรรมในขันธ์ ๕แล้วมีกายกับจิต เมื่อย่อกายเป็นขันธ์ ๕แล้วมีจิตกับขันธ์๕ แล้ว ย่อลงก็มีแต่รูปกับนาม ตัวนามก็เรียกว่าเวทนาก็ตัวนาม สัญญาก็ตัวนามสังขารก็ตัวนาม วิญญาณก็ตัวนามคือจิต รวมแล้วก็เรียกว่ามีกายกับใจ กายก็คือรูปคงที่ ใจก็คือตัวนามผู้รับผิดชอบร่างกายทั้งหมด ยินดียินร้ายของอารมณ์ก็ขึ้นอยู่กับใจทั้งหมด นี่จึงเกิดความวุ่นวาย ในเมื่อสิ่งนั้นมันเป็นไปโดยธรรมชาติของมัน เมื่อตัววิปัสสนามันผ่านรู้และเข้าใจสองอย่างนี้แล้ว มันก็จะผ่านต่อไปอีก มันรู้สิ่ง ๔ อย่างที่เกิดขึ้นเรียกว่า ธาตุ แยกธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟออกไป รู้เป็นสัด เป็นส่วนแล้วถามแล้วว่าอันนี้ก็สมมุติอันนี้ก็บัญญัติ เรียกกันเฉยๆ ตัวเขาธาตุดินก็ไม่มีคำพูดคำตอบ ธาตุน้ำไปถาม แล้วก็ไม่ใช่มีคำพูดคำตอบ ธาตุลมต่างๆนี้ไม่มีไม่มีคำตอบ ตัวเขาชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่เราเอาความสัมผัสถ้าร้อนก็ว่าธาตุไฟ เพราะมันร้อนสมมุติให้เขาเป็น เป็นแล้วเราเองทุกข์เอง เดือดร้อนเองนั่นแหละตัวเขาไม่มีชื่อ ร้อนก็ไม่มีชื่อ หนาวก็ไม่มีชื่อ เราไปสมมุติเอาตามอาการที่เราได้สัมผัส ตั้งชื่อให้เขา ตัวเขาไม่ได้มีอะไรกับเรา นี้เมื่อเราไปยึดถือสิ่งนั้นอยู่ สิ่งนั้นก็มีอาการให้เราเกิดความไม่พอใจ เกิดความพอใจขึ้นมาในธาตุทั้งหลาย เมื่อธาตุไม่กลมเกลียวสามัคคีกันก็เป็นโรคเป็นภัย ขึ้นมาก็เกิดความไม่พอใจ ตัวรู้เวทนาก็รู้เรื่อยไป เมื่อธาตุนี้ดับไปแล้วจิตใจซึ่งเป็นตัวนามก็ยังอยู่ ตัวนามคือจิตใจยังอยู่ จิตใจจะมีโอกาสเกิดอีกด้วยความดีและความไม่ดีเรียกว่าผลของกรรมดีและกรรมไม่ดีเป็นตัวเชื่อเกิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นอาการเก่าเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อตัววิปัสสนารู้อาการเหล่านี้ว่าจะดับตัวไหนก็ต้องดับตัวเชื่อนั้นลงไป ดับตัวตัณหา ดับตัวอวิชชาได้ มีแต่ตัวปัญญา มีแต่ตัววิชชาไม่ใช่อวิชชา ก็รู้ยิ่งเห็นจริงตามจริง นี้ก็ผ่านไปในตัววิปัสสนา มันเริ่มต้นไปแบบนี้ ฉะนั้น ตัวปัญญานี้เป็นลักษณะเปรียบเทียบกับไฟ ไฟนั้นเทื่อลุกโพรงขึ้นไปเพราะเชื้อแล้ว แสงสว่างก็รอบตัวเบื้องบนเบื้องล่าง…รอบตัว ไฟที่รอบตัวอยู่อย่างนั้นอะไรบินมาทางไหน…เป็นตัวแมลงเล็กๆ ก็เห็นได้หมด ปัญญาเมื่อมีแล้ว…รอบตัวแล้ว…ความชั่วเกิดมาด้านไหนอย่างไร…รู้หมด เมื่อรู้แล้วตัวเหล่านั้นกิเลสเหล่านั้นเข้าไปก็มีแต่สลายไปดับไปเหมือนไฟแมลงบินมาเท่าไหร่ตายหมดในกองไฟ ฉะนั้นกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลาย…ก็เมื่อเข้าไฟในตัวปัญญาแล้ว ย่อมมีแต่ดับลูกเดียว ไม่มีความปรุงความแต่งอะไรต่างๆ นี้เรียกว่าผ่านเข้าไปในขั้นนี้แล้ว ก็มีแต่ความปล่อย ความวาง ความว่าง
ถ้าเป็นส่วนที่เราเคยรักเคยหวงแหนเคยหลงไหลมันเกิดเป็นนิพพิทาทั้งหมดคือ เบื่อ เบื่อเกิด เบื่อจะตาย หรือเบื่อกายที่ตายมาแล้ว จะรู้อาการเหล่านั้นเป็นส่วนอดีตด้วย เป็นส่วนปัจจุบันด้วยและเป็นส่วนที่จะเกิดในอนาคตด้วย รู้อาการเหล่านี้แล้วก็ไม่มีอาการผ่านมาก็ไม่มี ที่อนาคตจะมีอะไรมากมายอย่างที่โลกปรารถนาอยู่นั้นก็ไม่มี มีแต่ตัวปัจจุบันคือความรู้ ความฉลาดด้วยอำนาจจิตที่เป็นวิปัสสนา คือปัญญานี้แล..จึงยกกระทู้ธรรมไว้ว่าผู้ประพฤติธรรม ธรรมย่อมนำความสุขมาให้ พูดเป็นภาษาเราหรือ..ผู้รักธรรม ธรรมก็รักษาผู้นั้นฉะนั้นทำอะไร เรารักอะไร สิ่งนั้นย่อมรักเรา เรารักความชั่ว ความชั่วก็จะเกิดให้เรา เรารักความดี ความดีก็จะเกิดให้เรา ฉะนั้นเราต้องทำสิ่งใดต้องให้เกิดใจรัก รักความดีก็ให้ทำไป รักการศึกษาเล่าเรียน..รักไปการศึกษาเล่าเรียนจะรักเรา ปฏิบัติดีไป..ความดีในทางปฏิบัติก็จะรักเราในวันหนึ่ง ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจาริ ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ นั่นแหละเพราะธรรมทั้งหลายนี้มีใจถึงก่อน ธรรมทั้งหลายนี้มีใจ..สำเร็จได้ด้วยใจ มันสำเร็จอยู่ที่ใจ ฉะนั้นหัวใจศาสนาจึงเรียกว่าธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า ธรรมทั้งหลายสำเร็จแล้วด้วยใจ เนี่ย..เราจะทำอะไรก็มีใจเราถึงก่อน จะมาวัดก็มีใจมาก่อน กายมาทีหลัง ใจเป็นหัวหน้าคือถ้าเรื่องของ ใจเป็นไปแล้ว อบรมดีแล้วมันก็คล่องตัว
ธมฺโม อเวรกฺขติ ธมฺมจาริก เพราะธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อนถ้าใจไม่อบรมไม่สั่งสอนไม่เข้าใจ ใจก็พาโง่อยู่ตรงนั้น หลงใหลอยู่ตรงนั้น ฉะนั้นเมื่อสำเร็จในความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามความเป็นจริงแล้วนั่งแหละเรียกว่าใจสำเร็จแล้วด้วยใจ
เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายได้สดับตรับฟังในวันนี้ก็ขอให้ตั้งใจ พยายามให้เข้าใจสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ เมื่อเราประพฤติปฏิบัติไป ธรรมะอันเป็นคำสอนเป็นโอวาทของพระพุทธเจ้าที่มีมาในศาสนาก็จะเกิดความเข้าใจ ธรรมะเหล่านั้นก็จะเจริญรุ่งเรืองงอกงามขึ้นในใจของพวกเราทั้งหลาย พวกเราทั้งหลายก็จะได้รับแต่ผลคือความสุขความเจริญ ในที่สุดขออ้างอิงเอาซึ่งคุณพระศรีรัตนตรัยและความดีทั้งหลายที่พวกเราทั้งหลายได้ปฏิบัติมาตั้งแต่เข้าพรรษาเดือนกรกฏาคมมาจนถึงกลางเดือนตุลาคมนี้ รวมเวลาแล้วก็ ๙๐ วันพอดี ก็ขออำนาจสิ่งความดีทั้งหลายเหล่านั้น จงมาดลบันดาลอภิบาลคุ้มครองป้องกันภยันตรายทั้งหลาย ขอให้เราทั้งหลายจงได้ประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดกาลนาน ดังวิสัชชนามาก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ เอวัง..ก็มีด้วยประการฉะนี้
