กัณฑ์ที่ 

ถอดเทปธรรมเทศนาของพระครูฐิติธรรมญาณ(หลวงปู่ลี  ฐิตธมฺโม)

 

เรื่อง  ไตรลักษณ์ในเบญจขันธ์

เทศน์เมื่อวันที่    สิงหาคม  ๒๕๔๐

วัดเหวลึก  บ้านบึงโน  .โคกสี  .สว่างแดนดิน จ.สกลนคร  ๔๗๑๑๐

 

ลำดับต่อไปนี้อาตมาจะได้แสดงธรรม  เรื่อง  ไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕  คือ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  ให้ทุกๆคนตั้งจิตมั่นเป็นสมาธิ  มองเข้ามาภายใน  เราก็เห็นจิตเห็นใจของเรา  ถ้าดูภายนอกก็ไม่เห็น  ก็เห็นแต่อารมณ์ตามไป  ทำให้เป็นโอปนยิโกน้อมเข้ามา  มันจะเกิด  ปจฺจตฺตํ  เวทิตพฺโพ  วิญญูหิ ก็รู้ได้เฉพาะตัว  คนอื่นรู้ไม่ได้สุขทุกข์  ทุกข์มากทุกข์น้อย  สุขมากสุขน้อย  ก็เห็นได้เฉพาะตัว  คนอื่นเห็นไม่ได้  เห็นหน้าคนอื่นยังมาบอกเล่าก็ไม่ได้  นั่นละความสุขขณะนี้น่ะคนไม่รู้ว่าจะเอาความสุขที่เขาบอกเล่าก็ไม่ได้  นั่นละความสุขมันสัมผัสกันอยู่ที่ใจ  ใจมันจะสุขเพราะใจตัดขาดจาดอารมณ์  อารมณ์นั้น มันก็มีอยู่  อารมณ์ดีอารมณ์ร้าย  ความดีและร้ายมันก็เกิดมาแต่อดีตก็มี  ซึ่งมันแก้ไม่ได้  ปลดไม่ได้  ปล่อยไม่ได้  วางไม่ได้  ทุกข์มาเมื่อใดก็เป็นอารมณ์กวนใจ  ทำให้ใจกังวล  ใจก็เป็นภาระอยู่กับอารมณ์นั้น  ส่วนกายก็มีความแก่นำไป  ความเจ็บไข้บีบคั้น  ความชราอาศัยสิ่งที่ตามไป  แต่อารมณ์ของใจสิ่งที่มีแสวงหาอยู่ว่าจะให้มันเกิดอย่างนั้นให้มันมีอย่างนี้มันไม่มีพอ  เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ทำอยู่ในปัจจุบัน  อารมณ์ในอดีตมีอยู่ก็ปล่อยไป  อารมณ์ในอนาคตซึ่งมีความคิดว่า  อนาคตจะไม่รู้ว่าสุขทุกข์จะเป็นอย่างไร  แต่ก็ไม่ได้คิดไปถึงความทุกข์  แต่อยากจะมีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้  มันก็ทุกข์อยู่  ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่ได้มาปรากฏ  เพียงแต่มองภาพพจน์ของคนอื่นว่าคนนั้นเขามีอย่างนั้นเขามีอย่างนี้  เราก็อยากจะมีกับเขาอยากจะเป็นกับเขา  แต่ครั้นแล้วสิ่งที่เป็นไปตามใจคิดใจนึก  ไม่มีใครสุข  ไม่มีใครสมหวัง  มันก็มีสมหวังกับความไม่สมหวัง  มันมีเป็นคู่กันอยู่  มันจึงไม่มีใครทำความสมหวังให้เกิดขึ้นแก่ตัวได้  สิ่งเหล่านี้แล  พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทำคลี่คลายปัญหาต่างๆได้  ท่านจึงเป็นโลกวิทูบุคคล  แม้แต่อารมณ์เป็นส่วนหยาบ  อารมณ์ส่วนละเอียด  พระองค์เอาตัวปัญญานั้นแหละเข้าไปตามรู้  ตามพิจารณาส่วนที่ทำลายได้ก็ทำลายออกไป  ส่วนที่ทำลายไม่ได้ก็พยายามต่อ  ลงสุดท้ายก็เรียกว่าทำเอาจริงเอาจัง  ก็ไม่ใช่ใช้เวลาน้อยๆใช้เวลานาน  ถ้านับแต่การบรรพชาอุปสมบทเข้ามาสู่พระธรรมวินัย  ในพระพุทธศาสนา  ตั้งใจเอากายกับใจออกมา  ไม่ได้เอาสมบัติอะไรออกมา  สมบัติภายนอกมีเงินทองข้าวของ ยศฐา  บรรดาศักดิ์  ก็มีให้แต่ก็ไม่ได้เอาอะไรมา  คิดว่าตัดขาดออกมา  ลูกเมียก็ตัดขาดออกมา  ก็นึกว่ายังเหลืออยู่เพียงอารมณ์ของใจว่า  อยู่ในบ้านในเรือนในยศในครอบครัว  ก็มีแต่ทางวุ่นวาย  มันใกล้ไฟ  เหมือนคนอยู่ใกล้ไฟไม่ร้อนมาก  ก็ร้อนน้อยฉะนั้นเราใกล้กับมลทิน  เหมือนฝุ่นละออง  ฝุ่นละอองทั้งหลายแหล่านั้นก็ปลิวมาจากทุกทิศทุกทาง  อารมณ์  ของใจก็ปลิวมาจากทุกทิศทุกทางเรียกว่าจิตไม่มีเวลาจะว่าง  ถ้าเรานั่งอยู่ใกล้  นอนอยู่ใกล้  ตื่นขึ้นก็เห็นหลับตาอยู่ก็เห็น  อย่างนี้จะเป็นไปในการสั่งสอนหรือสอนใจของตัวเองยาก  ดังนั้นพระองค์จึงทำเหมือนว่าให้ตัวเป็นคนยากจน  หรือว่าไม่มีสมบัติอะไร  กำหนดเอาแต่สมบัติภายในคือกายกับใจ  กายกับใจนี้ทุกคนได้มา 

ส่วนสมบัติภายนอกเรามาหากันทีหลัง  แล้วอารมณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันก็เกิดขึ้นทีหลัง  ที่มันเกิดมาแล้ว  จริงๆแล้วก็เรียกว่ามันเป็นผล  เป็นผลที่ในส่วนที่ดี  คือเกิดมาก็ได้เป็นคน  มีลูก  มีหลานอันสมบูรณ์  ไม่พิกลพิการในทางจิต  ไม่พิกลพิการในทางร่างกาย  เรียกว่าเป็นมนุษย์  ผู้สมบูรณ์แบบ  แต่ว่าเกิดมาแบบนี้ก็เรียกว่ามันเป็นโชค  เป็นวาสนา  เป็นบารมี  จึงได้เกิดอย่างนี้  การที่จะเกิดอย่างนี้ได้  มันก็เรียกว่าเราทำศีลของเรามาแล้ว  คือศีลของเรามีมาแล้ว  จึงสร้างหัวสร้างขาของเราให้ครบถ้วนเรียกว่าอาการ ๕ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒ เทียบกับศีลข้อที่ ๑ ที่ ๒  ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ นั่งเอง  ฉะนั้นการที่ได้เกิดเป็นคนอีกต่อไปนี้  ได้มาเป็นคนก็อาศัยศีลเหล่านี้เอง  ไม่มีอย่างอื่นที่จะสร้างคนให้สมบูรณ์ได้  ฉะนั้นการที่เรามารักษาศีลก็เพื่อจะรักษาสมบัติความเป็นคนเราหามาได้ด้วยยาก  ที่เราจะเห็นว่ามันยากมันง่ายนั้น  เราเห็นเพื่อนที่เกิดอยู่ในโลกนี้  ทั้งที่เป็นคน  ทั้งที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน  สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ใช่ประเภทเดียวกันหลายประเภท  แต่เขาเหล่านั้นถ้าพูดแล้วก็มีจิตใจเหมือนกัน  แล้วแต่จิตใจนั้นมันไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดเป็นคนเป็นมนุษย์ได้  ก็อาศัยร่างเล็กๆเป็นมดเป็นปลวกก็อาศัยร่างเล็กๆนั้นเคลื่อนไหวไปมา  เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็แสวงหาสมบัติแสวงหาความเป็นอยู่  แสวงหาความสุข  ไม่มีสัตว์ตัวใจที่จะนิ่งอยู่เพราะอาศัยกายเกิดขึ้นแล้ว  มันก็ต้องอาศัยอาหาร  คนเรายิ่งเป็นผู้เหนือเขาเหล่านั้น  คือแสวงหาความสุขให้เกิดแก่ตัวเองได้  ฉะนั้นว่าสัตว์ทั้งปวงที่เกิดอยู่ในโลกจำนวนมากมายนั้น  ไพศาล  ตีเสียว่าเขาเหล่านั้นมีความทุกข์ไม่มีทางแก้ตัว  เป็นสุนัขก็นึกว่าตัวเองเป็นสุนัขแล้วจะแก้ตัวในขณะที่เป็นสุนัขนั้นก็แก้ไม่ได้  เป็นมดเป็นปลวกเป็นสัตว์ต่างๆเนี่ยแก้ตัวไม่ได้  ฉะนั้นพวกเหล่านี้ท่านจึงว่าตกอยู่ในอบายภูมิ  คือเมื่อหาความสุขไม่ได้ เมื่อหาความสุขไม่ได้ก็เรียกว่านรกภูมิ  เสวยวิบากอยู่ในนรก  เป็นสัตว์เดรัจฉานก็เรียกว่า  หาภูมิที่หาความสุขไม่ได้  เพราะปัญญามีน้อย  เพียงแต่หาให้กินไปวันๆ ได้กินไปวันๆก็ไม่มีกำหนดว่าจะไปกินได้ยังไง  หาได้ยังไง  แต่เขาก็เอาตัวรอดไปได้เป็นวันๆเหมือนกัน แล้วก็อาศัยสิ่งที่มากระทบ  เขาก็จึงแสวงว่า  สัตว์ประเภทหนึ่ง  ก็เรียกว่าหลบซ่อนอยู่ในใต้ดินทำรูทำรังพาลูกพาหลาน  อย่างปลวกเนี่ยเขาก็ทำจอมปลวกอยู่  มีลูกมีหลานเกิดในนั้น  เรียกว่ามันเกิดขึ้นมาก็ต่อสู้กับชีวิต  แต่เรามาคิดแล้วว่า  เขาพอหรือไม่พอ  สุขหรือไม่สุข  คิดแล้วมันเทียบกับเราไม่ได้  เรานี่..ทำทีอยู่ก็ทำได้ทำให้มีความสุขความสบายให้แก่ตัวเองก็ได้  เรียกว่ามันแก้ได้ เพราะฉะนั้นการที่เราผ่านขั้นตอนเหล่านี้มา  ไม่ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน  เป็นคนอย่างสมบูรณ์  แต่เราก็รักษาสมบัติอันนี้ที่เราได้มาแล้วนี้  ไว้ให้อยู่อย่างเดิมไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้  ฉะนั้นจึงเอาอันดับแรกว่าเรารักษาศีล  เพื่อให้สมบัติอันนี้ยังเหลือ  ยังมี  คือจะไม่ให้เปลี่ยนแปลงอันนี้กำหนดเอาความเกิด 

แต่ทีนี้ด้านจิตใจนั้นเรียกว่า  โดยธรรมชาตินั้นแล้วก็เรียกว่ามันไม่หยุดนิ่งคือมันมีสิ่งที่มากระทบเพราะมันรู้สิ่งที่มากระทบพอใจอาการของจิตก็เป็นอย่างหนึ่งกระทบที่ไม่พอใจก็มีอาการหนึ่ง  หรือจิตมีความปรารถนาในสิ่งใดก็ทำไปตามสิ่งที่คิด  ที่ปรารถนาในสิ่งนั้น  แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะเป็นไปในลักษณะที่ให้เกิดความสุขสมบูรณ์หรือเกิดความสุขในภพในชาติเป็นกุศลกรรม  กรรมที่ส่วนเป็นฝ่ายดี  ก็ขึ้นอยู่กับปัญญา  แต่หากว่าปล่อยตามธรรมชาติแล้วเนี่ย  จิตนี่มันก็เกิดอาศัยกิเลสมันเกิดมาร่างกายทั้งหมดก็สร้างกันมาด้วยกิเลส  แล้วจิตมีอารมณ์อยู่  ปัจจุบันก็มีกิเลส  กิเลสนั้นก็เรียกว่าถ้าเป็นหลักการแล้วก็เรียกว่ามีอยู่ ๓ รูปแบบ  รูปแบบหนึ่งก็โกรธ  รูปแบบที่สองก็โลภ  รูปแบบที่สามก็หลง  สิ่งเหล่านี้เรียกว่า  โลภมูล  โทสมูล  โมหมูล  นี่มันเกิดมาจากความโลภ  เกิดก็เกิดมาจากความโลภ  เกิดมาจากความโกรธ  เกิดมาจากความไม่รู้  ที่ว่ามันไม่รู้เนี่ย  เราเกิดมาแล้วว่าเป็นมนุษย์  นี่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นความสุขเสียทั้งหมด  เพราะเป็นทุกข์เพราะความเกิด  ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วกก็เป็นทุกข์  ทุกข์เพราะรูปก็ไม่เที่ยง  เรียกว่า  รูปํ   อนิจฺจํ  รูปไม่เที่ยง เวทนา  อนิจฺจา เวทนาเสวยสุขเสวยทุกข์อยู่ก็ไม่เที่ยง สญฺญา  อนิจฺจา  สัญญาคือความทรงจำได้หมายรู้ต่างๆ  อันนั้นก็เรียกว่าไม่เที่ยง สงฺขารา  อนิจฺจา ความปรุงแต่งขึ้นในสิ่งทั้งหลายปรุงแต่งขึ้นมา  บางอย่างก็เรียกว่าไม่มีใจครอง  เช่น  บ้านเรือนก็ไม่มีใจครอง  แต่อาศัยปรุงแต่งขึ้นมา  อันนี้ก็ไม่เที่ยง  วิญญาณํ  อนิจจํ  วิญญาณคือตัวรู้ วิญญาณเรียกว่าตัวรู้  ถ้าพูดในขันธ์ห้าแล้ววิญญาณคือตัวรู้  พูดในที่อื่น  ก็เรียกว่าจิตใจ  ฉะนั้นว่ามาย่นส่วนที่เป็นรูปและไม่เป็นรูป  มันก็มีอยู่    คือ  รูปก็คงเป็นรูปเหมือนเดิม  เหมือนเรานั่งอยู่นี่  ก็ยังเรียกว่าเป็นรูป เป็นรูปหญิงรูปชายตามสมมุติตามบัญญัติ  เรียกว่าเป็นรูป  ส่วนเวทนามันเป็นนาม  ตัวตนมันไม่รู้ว่า  เป็นยังไง  เวทนาก็มีอยู่    สุขเวทนา  สุขตั้งแต่ไม่มีโรคมีภัยเบียดเบียน  ก็เรียกว่ามีสุข  เรียกว่าสุขเวทนา  ทุกขเวทนา  เพราะร่างกายนี้มันก็เป็นอนิจจัง  ไม่เที่ยง  มันก็เกิดทุกข์เกิดสุขสลับกันไปอยู่อย่างนี้  ฉะนั้นว่าสิ่งที่เป็นนามนี้แหละ  เวทนาก็เป็นนามไม่มีตัวมีตนแต่ทุกข์ได้  ร้องไห้ได้เมื่อเกิดขึ้น  สัญญาความจำเรียกว่าความจำ  เรียกว่า  สิ่งที่เราจำได้ในอดีต  เช่น  คนแก่ๆเล่านิทานก็เรียกว่าจำได้ในอดีต  เรื่องเก่าๆจำในอดีต  แต่ที่มันเป็นอนิจจาหรืออนิจจังไม่เที่ยงนั้น  เมื่อแก่แล้วมันก็จำหลงๆลืมๆขาดๆวิ่นๆเพราะประสาทมันทำงานไม่ค่อยคล่องตัว  มันมีความเสื่อมเหมือนวัตถุอื่นๆเหมือนบ้านเมื่อปลูกขึ้นมาใหม่ๆทุกอย่างก็แข็งแรง  ดูสวยงามแต่เมื่อนานไปๆแล้วก็เรียกว่ามันก็เสื่อม 

แต่ส่วนวิญญาณคือความจำเนี่ย  บางทีก็จำได้ไม่ได้  เหมือนกับคนแก่จำลูกจำหลานไม่ได้  จากไปเดี๋ยวก็จำไม่ได้  นอกจากตำตัวเขาไม่ได้  จำชื่อเขาก็ไม่ได้ด้วย  อันนี้เรียกว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน  มันเป็นอนิจจังไม่เที่ยง  อย่างนี้สังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาจะเป็นรูปที่มีจิตมีใจ  คือตัวเราหรือสัตว์ที่มีจิตใจครองอยู่ในร่าง  นี่เรียกว่าสังขารเหล่านี้ก็มีอายุกาล  เช่น  เราทำด้วยไม้  มุงด้วยหญ้าก็มีอายุการใช้งาน  แต่เดี๋ยวก็ทำก็ทำใหม่  ที่พังมากกว่านั้นแข็งแรง  มีเหล็กมีปูนก็มีการพัง  กำหนดว่าอยู่แน่นอนชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ไม่ได้แล้วนอกจากจะเป็นไป  เสื่อมโทรมไปหมดทั้งทุกอย่างแล้วนั้นก็เรียกว่ามันก็ทรุดทีละเล็กละน้อยไปก่อน  บางทีก็หลังคารั่ว  บางทีก็ปลวกกิน  เหล่านี้เป็นต้น  นี่สังขาร  แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เกิดความทุกข์เสาต้นหนึ่งเมื่อปลวกกินเขาก็ไม่ได้บ่น  อะไรพังลงมาเขาก็ไม่ได้บ่น  ไม่มีตัวรับผิดชอบก็คือจิตไม่มี  แต่มันพังก็พังไป  แต่คนที่สร้างก็จะไปยึดถือเอาตรงนั้นว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา  ไฟไหม้ก็เป็นทุกข์  ลมพัดพังลงไปก็เป็นทุกข์  ปลวกกิน  หรือชำรุดไปตามกาลเวลา  เราเป็นเจ้าของก็เป็นทุกข์เนี่ย  ก็เป็นทุกข์เพราะอะไร    

ก็เพราะเราไปยึดถืออำนาจในกิเลส  ก็เกิดเป็นทุกข์  เพราะไม่เชื่อตัวอนิจจัง  ไม่มีอะไรแน่นอน  พระพุทธเจ้าว่ามันเป็นอนิจจัง  สังขาร  ส่วนที่สังขารที่สร้างมาเรียกว่า  วิปากะ  คือ วิบากกรรม  เช่นพวกเรานี่แหละเรียกว่าสร้างมาด้วยวิบาก  วิบากส่วนกุศลคือ  เรามีศีลมีธรรมมีศีล ๕ ประจำตัวก็เกิดตามอำนาจวิบากบุญกุศลเหล่านั้น  ก็มาเกิดเป็นคน  แต่ก็เกิดมาแล้วเรียกว่าชราเป็นตัวนำไป  เกิดมา  ตัวชราที่นำมา  ติดตามมาตั้งแต่เกิดเกิดมานาทีหนึ่งก็เกิดมา  ไล่มาจนนาทีที่สอง  หรือวินาทีที่สองจนเป็นชั่วโมงก็เป็นวันเป็นเดือนไป  ไล่ติดตามมาอยู่อย่างนี้  นอกจากตัวชรานำไปแล้ว  ตัวเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไล่ๆมาอย่างนี้  ไม่ใช่ว่าเรามาเป็นอยู่เดี๋ยวนี้อย่างเดียว  ความเป็นจริงก็ไล่มาอย่างนี้

บางทีก็เข้าโรงพยาบาล  บางทีก็ให้เขาพยาบาลเสียทั้งเงินทั้งทองทั้งเจ็บทั้งปวด  นี่เรียกว่าตัวนี้คือตัวการจัก  การทำลาย  เหมือนกับหมาไล่เนื้อ  หมาไล่เนื้อเมื่อทันเขาก็กัดไม่เลือกที่  ทีนี้ไอ้ชราตัวนำไปนี่ก็เรียกว่าก็นำไปเรื่อยๆ แต่ว่าส่วนที่เป็นวิบาก  คือเราทำกรรมอย่างใดไว้นั่นแหละเป็นบุญก็ดีเป็นบาปก็ดี  บาปกรรมนี่แหละคือตัวตามเจ็บตามไข้ตามไม่สบาย  เพราะว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยเหล่านั้น  ถ้าเราไม่เข้าใจก็คิดว่ามียาก็ไปหาหมอ อันที่จริงแล้วถ้าโรคมันเกิดโดยเฉพาะฤดูกาล  เช่น  เวลาหนาวก็เป็นหวัด  เวลาร้อนก็เป็นหวัด  ฝนตกแดดออกก็กระทบร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไป  นั้นก็เรียกว่าเกิดขึ้นโดยธรรมชาติโดยอุตุ  แต่อีกอย่างหนึ่งนั้น  โดนหรือไม่โดน  มันก็เกิดขึ้น  เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้  โรคหนักๆโรคแก้ไม่ได้  เหล่านี้ก็มี 

ฉะนั้นโรคเหล่านี้  ถ้าเป็นส่วนของโรคเฉยๆก็มียาอยู่ทุกโรค  แต่ว่าใช่ว่ายานั้นจะไปท้าทายกับวิบากกรรมไปแก้หรือว่ากรรมไปแก้ไม่ได้  รักษามันไม่หายจะทำไง  รักษาไม่หายมันก็ตาย  มันมีอยู่อย่างนี้ไม่มีปลอดภัย  นี่เรียกว่าสังขารที่มีใจครองเนี่ย  ก็เห็นใจ  ถ้ายังเห็น  ไม่ได้  ให้ดู  ดูที่ว่า  ผมเป็นยังไง  ฟันที่เคี้ยวอาหารอยู่เป็นยังไง  แล้วเนื้อหนังที่เปล่งปลั่ง  มันเป็นยังไงเรี่ยวแรงที่เคยแข็งแรงเคยทำงานได้เต็มที่มันหายไปไหน  เหล่านี้มันก็บอกอยู่ในตัวว่า  ตัวชรานำไป  ตัวชราไล่ไป  ตังความเจ็บไข้ได้ป่วยก็คอยทำลาย  แต่เราไม่มีปัญญาที่จะมองเห็น  ก็เลยว่า  เราทุกข์  เราลำบากเนี่ยความไม่เข้าใจอย่างนี้  เราจึงไม่เห็นหน้าตาผู้ทำงายเรา  เมื่อไม่เห็นเราก็ประมาท  คือประมาทว่าความตายนี้อยู่ไกลความเจ็บไข้ได้ป่วยก็อยู่ไกล  เหมือนเด็กๆมันเกิดมาใหม่ๆมันก็ยังไม่ปรากฏเพราะตัวกำลังเรี่ยวแรงนั้นไม่ให้มีโอกาสที่จะต่อสู้กับสิ่งเหล่านั้นได้  เมื่อมันอ่อนลงเมื่อใดแล้วก็ปรากฏ  แต่ถึงกระนั้นนี่เรามองออกไป  เราจึงไม่เห็นข้าศึกทำลายเราอยู่ กำลังจะต้อนไล่  เราไปหาที่ตะแลงแกงไปตายเนี่ยแหละมันเพราะเราไม่ได้มองหาจุดที่เป็นจริง  เวลาเจ็บก็ไปหาหมอ ไปหาหมอถ้าเป็นโรคก็ไปหาหมอก็หาย จะไม่ได้ประมาทหมอ แต่หากว่ามันเป็นธรรมชาติมัน  มันเป็นเพราะกรรมที่ทำมาแล้ว อันนั้นมันแก้ไขไม่ได้  ต้องปล่อยให้เขาไป  ปล่อยเสียว่า อดทนเท่านั้น  อดทนถ้าไม่ถึงคราวก็ไม่ตายมันก็หายไปเอง  และสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  มันก็เกิดขึ้นมาได้ในลักษณะว่าความโกรธก็ย่อมทำความชั่วได้  ความโลภคือความอยากนั้นมันก็เอาไม่ถูกที่ไม่ถูกทาง  มันก็เป็นบาปอยู่แล้ว  เพราะมันปักหลักปักฐานอยู่ที่จิตใจของทุกคน  มันก็อย่างนี้  แล้วเมื่อคนมีอยู่  โทสมูล  ความโกรธก็ทำลาย  โลภมูล  ความโลภนี้ก็เป็นเหตุให้ทำลาย  เหมือนคนโลภอยากได้ที่ได้สมบัติของคนอื่นมันก็อาศัยความโลภนั้นแหละ  มันก็เกิดเป็นเหตุให้ทำบาปทำกรรม  และเมื่อบาปกรรมมันติดตามมาให้ผล  เราก็นึกไม่ได้ว่าทำแต่เมื่อใดกาลใด(ได้เวลา)ก็ปฏิเสธว่าข้าไม่ได้ทำ  ข้าไม่ได้อย่างโน้น ข้าไม่ได้อย่างนี้ นี่คนชอบพูดกันอย่างนี้  ฉะนั้นพระพุทธเจ้าว่าถ้าจิตใจของเราอาศัยตัวกิเลสตัณหาอันนี้ปิดบังจิตใจอยู่ หรือสะสมอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว  หาความปลอดภัยไม่ได้  เพราะจิตใจยังฆ่าตัวเหล่านั้นไม่ลงไม่ได้  โกรธมันมีอำนาจใหญ่  ใจเราก็ไม่มีอะไรขึ้นมาต่อสู้ เพราะเราเป็นทาสของเขาอยู่  เรียกว่าตัณหาทาโส  เพราะตัณหาเป็นผู้บงการสั่งการ 

ฉะนั้นหละการที่เรามาทำคุณงามความดีรักษาศีล  นี่ก็เอาศีลนี่ละเป็นตัวปกป้อง  คือจะทำไป  ก็นึกถึงศีล  เมื่อมีศีลเราก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าหากว่าเมื่อจิตใจมันป่วนปั่นแปรปรวนไปตามอารมณ์ต่างๆอารมณ์ดีอารมณ์ไม่ดี  มันเกิดอาการขึ้นมา มีวุ่นวายบ้าง  มีสบายบ้างเนี่ย  มันก็เป็นไปตามอาการของอารมณ์  มันก็แกว่งไปแกว่งมาอยู่  อยู่อย่างนั้น  ฉะนั้นว่าการที่เราเข้าใจว่าเกิดมาแล้วเป็นสุข  เกิดมาแล้วให้สนุกสนานเหล่านี้  มันเป็นความอิ่มได้เฉยๆคือของกลบไว้นั่นเอง  เราไม่เปิดให้ได้รู้ได้เห็นสิ่งที่ปิดนั้น  ก็เลยว่ามีความสุข อันที่จริงแล้วล้วนแต่เป็นทุกข์ทั้งนั้น  อันนี้เรียกว่าสังขารประเภทใดก็ตาม  มีใจครอง  ไม่มีใจครอง  ต้องตกอยู่ในอนิจจังไม่เที่ยงทั้งนั้นมันไม่เที่ยง วิญฺญาณํ  อนิจฺจํ วิญญาณคือจิตใจนี้มันก็ไม่เที่ยง  มันไม่เที่ยงเพราะตัวบังคับคือกิเลสนั่นเอง  มันไม่เที่ยงวันนี้นาทีนี้..คิดร้าย  มันก็อยู่อย่างนี้  มันไม่ได้ไปไหน  มันอยู่ในวัฏฏวน  วนไปตามอำนาจความคิดตามอำนาจแห่งกิเลส  มันก็สั่ง  เพราะฉะนั้นกิเลสนี้จึงครอบงำสัตว์ทั้งหลายไว้ในโลก  ทั้งที่เป็นมนุษย์ทั้งที่เป็นเดรัจฉาน  ก็มีกามเป็นตัวกำหนดเรียกว่ากามภพ  อยู่ในภพของกามทั้งนั้น  อยู่ในห้วงของกามทั้งนั้นฉะนั้นมันจึงไม่มีกำหนดว่าเราจะไปจบลงตรงไหนในความเกิดในชาติในภพนี้ไม่มีฉะนั้นการที่ท่านกำหนดเพื่อเป็นแนวทางแห่งการปฏิบัติพระองค์ค้นหลักการอันนี้วิทยาการอันนี้ได้  ก็เรียกว่า รูปํ  อนิจฺจํ ว่าไม่เที่ยง  สิ่งที่ว่าไม่เที่ยงมันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นมันเป็นไปด้วยความทุกข์  เพราะมันแก่เราก็เป็นทุกข์  มันเจ็บเราก็เป็นทุกข์  ตัวทุกข์นี้มันเพราะอะไรมันจึงเป็นทุกข์  มันก็เพราะตัวอุปาทาน  ตัวอุปาทาน  เนี่ยว่าทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมดนี่แหละ  ผมก็ของเขา  ขนก็ของเขา  ฟันก็ของเขา  ตาก็ของเขา  หูก็ของเขา  ลงสุดท้ายเมื่อมันเป็นไปตามลักษณะแห่งความจริงว่ามันไม่เที่ยง  เราก็ไม่เห็นความไม่เที่ยง  เพราะไม่มีปัญญาที่จะพิจารณาเลยไม่เห็น  ความไม่เที่ยงแม้แต่เห็นคนแก่ตำตา  เดินหลังขดหลังงอหัวไปทางตูดไปทาง  เดินไปเหมือนคนไม่มีเรี่ยวมีแรง  เราก็ไม่ได้น้อมว่าตัวเราก็จะต้องเป็นอย่างนี้  น่าสังเวชสลดใจ  เพื่อจะหักห้ามจิตใจว่าจะเตลิดเสกสรรไปทำไม  ไอ้คนแก่เห็นอยู่ตรงหน้าเนี่ย  แต่ก่อนก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้  เมื่อมาเป็นอย่างนี้แล้วเนี่ย  โอ๋ยมันหมดหวังแล้ว  จะเอาอะไรกับเขา  แต่ใจนั้นมัน  อยู่เหมือนเดิม  ใจนี่มันวิ่งได้อยู่  แต่ตัวมันจะพาไปเนี่ยมันไปไม่ได้ 

แต่ถึงกระนั้นยังไม่เห็นว่า  เราเป็นอะไรอยู่  ฉะนั้น  เราสวดกันไปว่า อภิณฺหํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพํ  จงพิจารณาเนืองๆ  อย่างนี้ว่า  รูปไม่เที่ยง  คือ ร่างกายนั่นแหละรูป  รูปมีใจ  รูปไม่มีใจ  ไม่เที่ยง เมื่อมันไม่เที่ยงมันเป็นอะไร  รูปเป็นอนัตตา  รูปเป็นทุกข์ เราไม่เห็นตรงนี้แหละ  เราก็จะไม่เห็น ว่าคนแก่นี่ทำไม  จึงเดินตัวไม่ตรง  เดินโซซัดโซเซ  เดินไปซ้ายเลี้ยวขวาไปเนี่ย  คนที่ถืออยู่  คนที่นอนดูอยู่ในตัวของตัวเองนั้นก็ยังไม่รู้ มันน่าจะเกิดอีกมั้ยก็จึงที่ไม่มีปัญญาที่จะตัดสินถ้าเกิดมาอีกก็เป็นอย่างนี้อีกแล้วจะพอใจมั้ยก็ยังไม่มีปัญญามองเห็นเพราะฉะนั้นจึงถือว่าจิตนี้อยู่ในระดับต่ำต่ำกว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จึงมองไม่เห็น มองไม่เห็นคือ  ใจมันก็ไปตามอารมณ์ของมัน ก็มันไม่มีลักษณะว่าใจแก่ใจไม่มีแก่น  ใจมันอยู่เหมือนเดิม  แต่กายเนี่ยมันจะเห็นอยู่อย่างนี้นี้แหละคนเรานี่  ถ้าไม่เห็นตัวก็น่าจะเห็นคนอื่นบ้างมาเปรียบเทียบกัน  รุ่นราวคราวเดียวกันมั่ง  หรือคนที่เกิดก่อนอยู่ข้างหน้าเราก็น่าสงสารน่าทุเรศ  แล้วเราจะบอกว่าเราจะไม่เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร  เพราะมันก็เกิดมาอย่างเดียวกัน ถ้าเรามาดูอย่างนี้  มันจะเอาไปตัดตัวไหนให้เห็นจริงๆแล้ว  ก็มันจะไปเห็นว่าความโลภเหล่านั้นหละมันจะทำให้  มาเกิดแก่เจ็บตายอยู่นี้  นั่นแหละก็เห็นตัวนั้น  แล้วก็จะได้ละตัวนั้นออกไปจะไปเลือกเอาทำไม  แต่สิ่งที่มีอยู่แล้วก็ไม่อยู่ในการดูแล  เยียวยา  บ้านก็ให้นอนเสียอย่างดี  ข้าวก็ให้กินอิ่มทุกวันวันหน้าเขาจะภูมิใจว่า  เออ..เขาเลี้ยงเราดี  เราจะไม่แก่ให้เขาล่ะเราจะไม่เจ็บให้เขาล่ะ  ไม่มีคำนี้  อันนี้ยืนยันว่าไอ้ความทุกข์มันเป็นของจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้  ฉะนั้นตัวชรามันก็นำไป..  นำไปอยู่อย่างเนี่ย  เพราะฉะนั้นว่าถ้าเราไม่เห็นตัวเราก็ควรจะเห็นคนอื่น  ฉะนั้นพระพุทธเจ้าเบื้องต้นยังไม่ได้เสียสละออกมา  สู่การบรรพชา  พอเห็นสิ่งเหล่านี้ก็น้อมเข้ามาหาตัวเองน้อมเข้ามา  ไม่ได้น้อมออกไปหรือส่งออกไป  นี้เราเห็นมาไม่ใช่ธรรมดาเลยเห็นมาตั้งแต่เกิดคนแก่เห็นมาแต่เกิดคนตายก็เห็นมาตั้งแต่เกิด  แล้วคนเกิดก็เห็นมาแต่เกิด  คนเจ็บไข้ได้ป่วยก็เห็นมาแต่เกิด    ไปเผาศพก็เห็นมาแต่เกิด  แล้วไปเผาศพคนอื่นอยู่เรื่อยแต่ศพตัวเองไม่เห็น  นี่แหละเรียกว่าเส้นผมบังภูเขาเนี่ยมันเสียหายเหมือนกับว่า  โทษคนอื่นนั้นเห็นได้  เล็กน้อยก็เอามาติมาเตียนกันได้แต่โทษของตัวเองเห็นไม่ได้  ภาษาหนึ่งบอกว่าตดตัวเองเหม็นไม่เป็นไร..ตดได้  แต่ตดคนอื่นทนไม่ได้  นี่มันก็เรียกว่ามันเป็นอย่างนี้ลักษณะของจิตใจคนเราทั่วไปเพราะมันไม่ได้เห็นมันมองไม่เห็นทุกข์ก็เอาเพียงว่าจะเอาอะไรมาแก้ทุกข์  บอกว่าอย่าร้องไห้..มันก็ร้องไห้  มันว่ามันแก้ได้หรือยังไงหรือมันไม่มีทางระบายมันก็ร้องไห้เอาน้ำตาไปเปื้อนของของตัวเอง  เนี่ยเลยก็ไม่ได้กำหนดว่าจุดที่มันเกิดมามันร้องไห้จากสาเหตุอะไร  สาเหตุอันนั้นมันจริงจังแค่ไหน  ไม่ได้ย้อนกลับไปคือมันเรียกว่าไปดับไฟปลายไฟไฟมันลุกไฟแต่โคนไฟนั้นมันอยู่ที่หนึ่ง  เราไปสาดน้ำต้นไฟแต่อย่าเอาน้ำมันไปสาดไฟมันลุกไปยาวๆแล้วมันก็จะดับลงเอง  ก็แค่นั้น  เพราะฉะนั้นการที่เป็นอย่างนี้  พระพุทธเจ้าเห็นแล้วก็น้อมเข้ามา..นั่นแหละ  ไม่ได้ไปเสริมเรานี่เห็นแล้วมันไปเสริม  ไปเสริม  คนแก่ใจก็หนุ่ม  ถ้าไปเห็นคน  หนุ่มๆสาวๆเนี่ย  มันไม่แก่แล้วก็ต้องไปละ  มันไม่เกิด  ไอ้แก่ๆนี้คนหนุ่มๆนี่ดี  ดีกว่าคนแก่ไม่เอาอีก  อย่างว่ามันแก่แล้วเนี่ยน่าเกลียดผมก็อย่างนี้  เข่าก็อย่างนี้  เสื้อผ้าก็อย่างนี้เดินก็งกๆเงิ่นๆเดินก็เรียกว่าเหมือนแผ่นดินจะถล่มเพราะไปแรงไม่ได้  ไอ้เหล่านี้มันจิตเลยไม่เป็นกุศลสักที่หนึ่ง  ฉะนั้นว่าพระพุทธเจ้าเห็นอย่างไรตั้งแต่ยังไม่บวช  ก็เห็นเราใช้คำเทวทูต  เทวทูตว่าความที่พระองค์เนี่ยเกิดมานี่เขาไม่ให้เห็นคนแก่  คนแก่ๆไม่ได้ผ่าน  คนไม่สวยก็ไม่ได้ผ่านถ้าเห็นอย่างเราเนี่ยก็เบื่อหน่ายอยู่  เพราะไม่มีอะไรสวย  แก่นั้นก็ว่าปกป้องอย่าให้อยู่ในโลกนี้  เพราะเกิดมาหมอเขาทำนายทายทักว่าพระองค์นี้จะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็มี  บางคนก็ทำนายทายทักว่าสิทธัตถะกุมารเกิดลงมาแล้วจะมีสมบัติมากมายก่ายกอง  ตำแหน่งจนถึงเป็นจักรพรรดิราช นี่ เขาพูดแน่นอน  หมอเขาเชื่อได้  ไม่ใช่หมอเดา  แต่ครั้นแล้วในระหว่างลูกพ่อกันเนี่ยมันก็มีความรัก  ถ้ามีความรักแล้วพ่อนี่ก็ไม่ได้เห็นว่า  การจะหนีไปอย่างใดอย่างอื่นนั้นไม่ได้รู้ไม่ได้เข้าใจเลยคือคนเรานี่ก็เป็นอย่างนี้  เหมือนคนบางคนเห็นลูกไม่สึกก็อยากให้สึกเวลาอยากบวชให้บวชไป  อยากให้บวช  เออ..มันก็น่าสงสารมองเห็นผู้บวชนั้นว่าเป็นทุกข์  ก็เลยดึงออกไป  ไอ้ตัวเองทุกข์อยู่นั้นก็ว่าตัวเองสุขอยู่นั่นละ  มันสุขยังไง  นี่แหละมันก็เป็นอย่างนั้น  สัญชาตญาณแล้วพ่อของพระองค์ก็เป็นแบบนั้น  จึงสร้างแม้แต่กำแพงก็สร้างสูงตั้ง  ๑๖  ศอก..สูง  แล้วก็คนนี่ก็คัดเลือกให้ผ่านเข้าไปได้แต่คนที่สวยงามที่สุด  เพราะหวังจะให้พระองค์ที่มีความกำเริบเสิบสานในความเป็นหนุ่มอยากจะให้ติดในรูปความสวยงามของสตรีเหล่านั้น 

เพราะฉะนั้นว่าเมื่อพระองค์เกิดมาแล้วถูกกักขังไว้อย่างนี้  แต่ผู้คิดก็อยากจะให้ลูกนี่มีความสุขสบาย  เหมือนกับคนกินเหล้านี่ก็ชวนเพื่อนกินได้  เพราะว่าตัวเองกินว่าเหล้าอร่อยแล้วก็ชวนเพื่อนกินเนี่ย  พระราชบิดาก็เชื่อว่าเราอยู่ในโลกนี่ถูกแล้ว  จะไปทำไม  ไปบวช  ไม่เห็นน่าจะไป  นี่ก็ไม่ได้คิดไม่ดี  นี่เรียกว่าคิดตามภาษาของพวกที่มัวเมาอยู่  ก็อยากจะให้คนอื่นได้มีความมัวเมา ไม่ได้รู้ว่าเป็นความมัวเมา  แต่ว่ากันว่าอยากจะให้มีความสุขนั่นแหละ  ก็คิดเอาอย่างนั้นแล้วเราจะไม่เห็นความแปลกประหลาดของพระองค์ว่า  ปกปิดได้ยังไง  ก็วันที่เห็นก็วันเมื่อถึงเวลาประพาสอุทยาน  ธรรมดาผู้มีความสุขแล้วก็ไปที่สวน  ไปพักผ่อนเหมือนกับคนที่เขามีสมบัติ    ท่านไปแล้ววันอื่นก็ไม่เคยเห็น ราชรถก็ผ่านไปๆวันนั้นก็ปรากฏว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเสียแล้ว  พอผ่านไปที่นี่ก็เห็นเด็กมันเกิดตัวแดงๆเนี่ย เขาวางไว้ข้างถนน  มันก็ตามภาษาของเด็กเนี่ยแหละตัวแดงๆเนี่ย  มันก็เพียงแต่เคลื่อนไหวแข้งขาให้เห็นแล้วก็บอกคนที่นำไปเนี่ย  คนที่ขับราชรถไปเนี่ย  ว่าอันนี้ตัวอะไร..ถามเขา  เนี่ยว่า  ความปิดหูปิดตาอยากจะให้ติดอยู่ในสมบัติภายนอกถ้าเห็นมาก่อน  คงไม่ถาม  เพราะตอนนั้นพระราชกุมารเนี่ยคือราหุลยังไม่เกิด  ยังไม่เห็นของตัวเอง  แต่ท้องแล้ว  ครั้นเห็นแดงๆนั้น ก็ถามเขาว่านี่ตัวอะไร  คนขับรถเนี่ยเขาก็เข้าๆออกๆ เหมือนกับเรา  เขาก็เห็นว่าคนเกิด  คนแก่  คนตาย  ไปอะไร  เขาก็เห็น  เมื่อถามอย่างนี้เขาก็อธิบายให้ฟัง อันนี้ตัวแดงๆเนี่ยนี่คือเด็กเกิดใหม่  เมื่อดูแล้วเออ..เด็กเกิดใหม่เนี่ย  เมื่อเราเกิด  แรกๆนี่ก็ต้องเป็นอย่างนี้  เราก็เกิดอย่างนี้เหมือนกัน  แต่เราไม่เห็นเรา  แต่คราวนี้เราเห็นคนอื่นเขาเกิดแล้วก็เป็นอย่างนี้  แม้แต่ถ่ายมูตรคูถแสบเนื้อแสบตัว  ไม่มีใครทำให้ก็เหมือนตกนรก  เรียกว่าคูถนรก  นรกหลุมมูตรคูถเกลือกกลั้วความแสบความร้อนปัสสาวะอุจจาระของตัวเอง  พ่อแม่ไม่ได้ทำ  ก็ร้องไปอย่างนี้  นี่มันก็ทุกข์อยู่ตรงนี้  ขาเดินไม่เป็น  ด้วยหิวเนี่ยผู้เลี้ยงไม่เอาใจใส่  เราก็หิว  นี่เรียกว่าก็ต้องอาศัยภาษาสากลคือร้องไห้ให้เขาเห็นเพราะตัวหิวนั้นมันบังคับ  ท่านรู้ไปอย่างนี้  รู้ไปตามขั้นตอน  เออ..มันเป็นอย่างนี้นะ..เกิดมา  ถ่ายก็ทำให้ตัวเองก็ไม่ได้  เห็นเขาก็นอนเกลือกกลิ้งอยู่นั่น  เห็นแล้วเอาเข้ามาที่จิต  เข้ามาน้อมลงที่จิต  นี่เรียกว่าไม่ได้มองออกไปข้างนอก  เห็นแล้วมามองดูตัวของตัวเองว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกัน  เออ..มันก็ทุเรศน่าสังเวช  นี่คือดูเข้ามา  ไอ้เรามันแก่ๆ  เห็นแต่หนุ่มๆสาวๆเห็นแต่หนุ่มๆบ่าว ๆมันมีอาการเพราะใจมันไม่แก่นี้ก็ไปกันใหญ่  มันก็หลงไป  ตัวเองแก่อยู่ไม่มองกลับมา  มันก็ไม่เห็นล่ะซี  เหมือนนักวิทยาศาสตร์เขาเรียนแล้วว่าตรงนี้มีแร่เขาก็รู้

นี่ก็อาศัยตัวรู้  คนนี่ถ้าไม่มีตัวรู้คือจิตใจ  มันเป็นไปในสายของกิเลสอยู่มันจะไปเห็นแก่ได้ยังไง  มันไม่เห็น.. แถมยังไปดูถูกคนแก่ว่า โอ๋ย..น่าเกลียด  เสื้อผ้าก็ไม่น่าดู  มันเกิดอย่างนี้แหละ  มันบาปกรรมไปใหญ่นี่คือมันปกปิดไม่เห็น  ถ้าเปิดไว้เหมือนเทปอัดเสียงไว้  คือเปิดไว้  เอาจิตนั้นเป็นตัวเทป  ก็ไม่มีวิทยาศาสตร์  ท่าไปแล้วเห็นคนเกิดแล้วก็เห็นคนแก่  ดูซิว่าคนแก่เนี่ยคงไม่เห็น  ในสายตาตั้งแต่เกิดมา  จนแตกหนุ่ม  จนมีครอบครัวแต่งงานแล้ว  คงไม่เห็นเลย  พ่อตาแม่ยาย  ก็คงจะได้เป็นคนแก่ๆนั้นเองในสายตา  นี่เขาจะปกปิดไม่ให้เห็น  แต่มันก็เป็นไปไม่ได้  ถามว่าคนแก่เนี่ยหลังขดหลังงอเหมือนหลังกุ้ง…(ภาษาอีสาน แล้วก็ถามคนขับรถว่าอันนี้  คืออะไร  ถามว่าตัวอะไรด้วยเพราะไม่รู้คนแก่เพราะไม่เคยเห็น  แต่เราเห็นนั้นแต่ยังไม่มีอะไรเกิดนั้นเมื่อเห็น  แล้วก็เกิดสนใจ  ก็บอกว่านี่แหละคือคนแก่  เออ..นี่คนแก่นี่ก็อาศัยตัวชรานี่นำไป ชราธมฺโมมหิ  อนตีโต  นำมา  นำไป  ตอนแรกก็เหมือนเด็กที่นอนอยู่ข้างทางนั่นเอง  เรานี่ก็เหมือนเด็กที่นอนอยู่กลางทาง  เมื่อกาลเวลาผ่านไป  นานเข้าๆเด็กตัวแดงๆนั้นก็เกิดมาจนหลังขดหลังงอเป็นคนเถ้าคนแก่อย่างนี้  เรานี่ก็หนีไม่พ้น  เป็นอย่างนี้แน่นอน  ความแก่นี่เป็นของจริง  ความเจ็บนี่ก็เป็นของจริง  ความตายก็เป็นของจริง  จะน้อมเข้ามาหาตัวเองว่าความกำเริบ  ความลุ่มหลงต่างๆนั้นมันก็คายออกมาจากจิตใจ  คนเราเนี่ยมันลืมกันได้  มันจึงกระตือรือร้นไม่มีวันจบ  มันก็แสวงหาจนไม่รู้จักอิ่ม  เอาอะไรมาให้มันเต็มมันอิ่ม  ก็ไม่อิ่ม  การตัณหาก็ไม่อิ่ม  ภวตัณหาความปรารภนานั้นก็ไม่อิ่ม  มันไม่อิ่ม  เลยเป็นความหิวในความเกิดอยู่ตลอดเวลา  นี่เรียกว่ามันไม่อิ่ม  เรียกว่าโลกไม่อิ่มในตัณหา  ไฟไม่อิ่มเชื้อ  ไฟนี่ไม่ยอม  โยนเข้าไปเท่าไหร่ก็เท่าไหร่ไหม้หมด  โยนเข้าไปก็ไหม้ทั้งปี  ไฟไม่อิ่มเชื่อฉันใด  ตัณหาไม่อิ่มเหมือนกัน  กิเลสนั้นมันไม่อิ่มเมื่อไม่อิ่ม  เออ..เรานี่ถ้าไม่ตาย  ถ้าเป็นอายุเท่านี้ก็แก่อย่างนี้  เดินอย่างนี้อะไรต่างๆเกิดความสังเวชสลดใจ  ใจก็ไม่กำเริบ  ใจก็หยุดนิ่ง  พิจารณาอยู่ตรงว่า  เราก็ต้องแก่นี่  ก็ได้ความอย่างนี้ในใจ  ก็จดจำไว้เป็นอารมณ์สอนใจต่อไป  แต่เพื่อจะให้ในชาติตัวโลภตัวโกรธตัวหลงนั้นออกไปก็ผ่านไป  ถ้าไปจากคนแก่แล้ว  ไปเห็นคนเจ็บเรียงกันไปเลย  เจ็บนี้ก็เรียกว่าเจ็บอย่างทุรนทุรายร้องคนวญครางเหมือนจะร้องจะตายชักดิ้นชักงออยู่ข้างทาง  เพราะตัวท่านเองก็ไม่เคยเป็นอย่างนั้นด้วย  แล้วก็ไม่เคยเห็นคนเจ็บคนไข้อะไร  ไม่เคยเห็น  ก็เพราะว่ามีแต่คนวัยรุ่นอยู่ในนั้น  ก็ถามเขาว่านี่เขาเป็นอะไร  อันนี้แหละคนเจ็บ  เจ็บเหมือนจะเป็นอาการของคน…………เจ็บ..มากๆ ก็นอนอยู่คนเดียว  ใครจะมาช่วยก็ไม่ได้  เมื่อถามแล้วว่า เออ..คนเจ็บ  มันก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันสายเดียวกัน  มันก็มีเกิดเป็นเด็ก  เห็นๆมาแล้ว  แล้วก็มาเห็นคนแก่นี่ละว่าคนนี้ก็ยังไม่แก่  แต่ความเจ็บเนี่ย  มันไม่เลือกกาลเวลา  จะอยู่ในช่วงไหนก็ตาม  มันเจ็บได้  มันเจ็บ  มีตาก็เจ็บตา  มีหูเจ็บหู  ฉะนั้นว่า สพฺพโรโค  สพฺพโรโค-โรคต่างๆ  โสตโรค-โรคทางหู  หูหนวกหูตึง  นาสิกโรโค-โรคทางจมูก  ชิวหาโรโค-โรคทางลิ้น  กายโรโค-โรคทางผิวหนัง  นี่มันโรคอยู่  เป็นก้อนโรคอยู่ทั้งตัว  เราภาวนากันให้เห็นอย่างนี้จะประเสริฐมั้ย  มันจะเรียบร้อยมั้ยถ้าเห็นอย่างนี้  มันจะกระตือรือร้นว่าชาติหน้าขอให้เกิดอย่างนั้น  ชาติหน้าขอให้มีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้เนี่ย  มันจะกระตือรือร้นมั้ย  เพราะคนจนก็เท่ากันกับคนรวย คนรวยก็เท่ากับคนจน   ไม่มีอะไรแตกต่าง เพราะสภาวะอย่างนี้ตกอยู่ในคำว่า  ไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์นี่เรียกว่าเป็นข้อยกเว้น  เท่ากันหมด  เหมือนกับของในโลก  ซึ่งนายช่างเขาทำขึ้น  เช่นวัตถุถ้วยชามก็ดี  โอ่ง  ไห  ถาด  ก็ตาม  ใบเล็กใบใหญ่  ก็คนสร้างขึ้นมานั่นแหละ  ลงสุดท้ายใบเล็กก็แตกใบใหญ่ก็แตก  ชีวิตของคนก็สร้างมาด้วยตัณหาเนี่ย  คนรวยก็คาย  ไม่รวยก็ตาย  ขอทาน  ก็ตายลงสุดท้ายเป็นของเสมอกันไม่ได้ยกเว้น  เป็นพระราชามหากษัตริย์ก็ตาย  นายทหารก็ตาย  ไม่มีข้อยกเว้น  อันนี้เป็นจริงอย่างนั้น  ไม่มีข้อยกเว้น  เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วว่า  กายเรานี่แหละมันก็มี  มีตาก็ต้องมีโรค  ยากจะรู้ว่าโรคเหล่านี้มากน้อยแค่ไหนไปที่โรงพยาบาล  เขาเขียนไว้หน้าห้องว่าผู้เชี่ยวชาญโรคหู  ผู้เชี่ยวชาญโรคตา  ผู้เชี่ยวชาญโรคจมูก  คอ  เนี่ย..พวกคอพวกจมูกพวกลิ้นเนี่ยเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญ ถ้าอย่างนั้นเรามาถามตัวเองว่าเรามีตาไหมละ  ก็มีก็เรียกว่าจะมาหาหมอคนเนี่ย  ถ้าเราไม่มีโรคอย่างนี้หมอจะเกิดขึ้นได้อย่างไร  หมอก็ไม่สุข  ฉะนั้นมันมีโรคตรงนี้แหละ  แต่จะแก้ได้ทุกอย่างเป็นไปไม่ได้  แก้ได้แต่สิ่งที่ไม่เป็นไปเพราะวิบากกรรม  ก็เป็นโรคธรรมชาติธรรมดาแล้วก็มียอยู่  ถ้าโรคกรรมนี่อย่าไปว่าเลยแก้ไม่ได้  ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ  เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์ในความคิด  ถ้าเห็นคนเจ็บอย่างนี้  ได้ความอย่างนี้  จิตใจก็ไม่กำเริบเสิบสาน..ลดลง  พอเห็นคนเจ็บแล้ว  ต่อไปก็เห็นคนตาย  ในระดับกันไป  สำหรับวันเดือนนั่นแหละพวกคนตายนี่ก็เรียกว่ามันก็มีอยู่  มือก็มีอยู่  ขาก็มีอยู่นั่นแหละ  แต่มันเคลื่อนไหวไม่เป็นนั้นแหละ  จึงถูกให้อยู่ในตรงนั้น  จึงถูกทอดออกไปแล้ว  ทิ้งด้วยแล้ว  เพราะเหมือนกับไฟไหม้บ้าน  เจ้าของบ้านก็หมีแล้วนี่ร่างกายนี่ก็เหมือนบ้านหลังหนึ่ง  เจ้าของเขาก็ว่าร่างกาย…………ที่ใจก็ผูกพัน  พัวพัน  แต่ทีนี้เมื่อตายแล้ว  ทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นในศพ  วันหนึ่งจะขึ้นลักษณะอย่างนี้  ปลวก  ขึ้นอืด  ขึ้นหนองทางหูทางตาทางจมูก  ไหลออกหมดทีนี้พวกที่จจะมาใช้ร่างกายที่มันหมดสถาพอย่างนั้นเป็นอาหาร  แมลงวันก็ต้องมาหยอดไข่  เข้าไป สุนัขมาเห็นก็จะกินไป  อะไรเป็นอาหารก็กินด้วยกันทั้งนั้นหละ ลงสุดท้ายขณะนั้นก็เรียกว่าสุนัขกำลังแย่งกันอยู่  กัดที่ท้องแล้วก็ดึงไส้ออกไป  ตัวไหนมันมีกำลังมันก็กัดเพื่อนอยู่นั่นแหละและก็ดึงไปกระจัดกระจายเรี่ยราดอยู่  สิ่งที่อยู่ในกระเพาะก็ออกมา  ก็ทะลักออกมา  ลงสุดท้ายก็ไม่เคยเห็นอีก  ก็ถามว่านี่อะไร  เขาก็ตอบว่านี่  คือคนตาย  ฉะนั้น  คนตายนี่เรียกว่าไม่มีอะไรรับผิดชอบแล้ว  มันก็เป็นอาหารของสัตว์ที่ควรจะกิน  ตรงนั้นก็มีเลือด  ตรงนี้ก็มีน้ำหนองไหลออกไป  พอลงสุดท้าย  ก็นึกเข้ามาหาตัวเองว่า  เราก็มีอย่างนี้  มีตับไตไส้พุง  มีอะไรทั้งหมด  ไม่มีอะไรแตกต่างกับคนที่เราเห็นที่สุนัขกำลังแย่งกันอยู่  ตัวมีกำลังก็ไล่ตัวไม่มีกำลัง  ไล่ตามก็กินกันไป……..ก็อยู่กินกันอย่างเนี่ย 

เพราะเห็นอย่างนี้เป็นที่ ๔ แล้ว  คือคนตาย  จิตใจเคยสนุกมาก่อนนั้น  หายไปเลย  แต่ก่อนนั้นมันเห็นอะไรมันสนุก  เห็นอะไรมันมีแต่ความสุขหมดเมื่อมาเห็นเข้าจริง ๆ อย่างนี้แล้วก็น้อมเข้าหาตัว ก็เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ เหมือนกับเราสวดมนต์ว่า อยํโข มเ กา โยกายของเรานี้แล เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำตั้งแต่เส้นผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบเราพิจารณากันยังไง สวดกันไปแล้ว นี่พูดถึงรากฐานที่เราจะเอาไปสวดภาวนา จะมัวติดตามอารมย์กันอยู่ไม่รู้จักจบ มันจึงเป็นทุกข์ขึ้นมา ร้องห่มร้องไห้ ที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ในบางที่ว่า เรามาทุกข์อยู่ในโลกนี้ น้ำตาหยดลงทีละหยด  แต่ละชาติ  ถ้าเก็บไว้ในตุ่มในถาดไม่หกไป หรือไม่ระเหยไปชาติหนึ่งจนเดี๋ยวนี้  มาถึงเราเนี่ย  หยดน้ำลงไว้ที่เดียวแล้ว  มันจะมากกว่าน้ำในหนองในคลองในบึงในมหาสมุทรทะเล  กระดูกที่ตายทับถมกันเนี่ยเราเรียกว่าภูเขาก็ยังเล็กไป  เนื้อหนังเนี่ยถ้าเก็บไว้ไม่สลายเนี่ย  กระดูกเก็บไว้ไม่สลายเนี่ย  มันมากถึงขนาดนั้น  พระองค์  ก็บอกว่า  เราเองเนี่ยหาที่โอภาส  ถ้าผู้นั้นตรงเข้าไปนั่งลงตรงไหนเป็นศพของเราทั้งนั้น  นี่ก็เรียกว่า  พระองค์ก็เรียกว่าไม่น้อยเหมือนกัน  แต่เราทั้งหลายเนี่ยก็เรียกว่าไม่น้อยเหมือนกันนั่นแหละ  แต่ถ้ามาอยู่เดี๋ยวนี้ก็สุขแท้ๆได้เห็นกันหรือยัง  หรืออิ่มสุขกันหรือยังเนี่ย  มันไม่อิ่ม  ทุกข์ก็ไม่อิ่ม  ทุกข์อีกสุขก็ไม่อิ่ม  สุขอีก  สลับกันไปเหมือนกับเป็นกลางวัน  แล้วก็กลางคืนกลางวันไปอีก  เกือบจะเป็นทุกข์ลมหายใจ  หายใจไปได้แค่    นาที อย่างอื่นก็มาแล้ว  ก็เป็นทุกข์ขึ้นมา  ฉะนั้นเมื่อเห็นอย่างนี้ก็เรียกว่า  โอปนยิโก  พระองค์น้อมเข้ามาๆเข้ามาดูของเรา  ว่าอย่างนั้นมันมีอยู่  กระดูกนั้นมันมีอยู่  อะไรมีอยู่หมด  ไม่มีอะไร……………นี่ก็เอามาสอนใจ  อารมณ์ใจที่คิดว่าไปเที่ยวสนุกนี่  มันก็หมดรสชาติไปเลยนี่แหละเรียกว่าฆ่ากิเลสตัวมันเป็นราคะตัวตัณหา  ตัวอวิชชาต่างๆที่มันไม่เห็นตามความเป็นจริงนี้  มันจึงเลิกไม่ได้   ท่านเห็นขั้นสุดท้ายมองไปอันนั้นเป็นเรื่องเทวดาแสดงให้เห็นนิมิตให้เห็นนั่นแหละก็เห็นสมณะอยู่ข้างหน้า  สมณะก็คือ  นักบวช  เห็นแล้วสวยงามเกิดปลื้มใจขึ้นมาคือ  ดูแล้วมีแต่ความสงบ  เดินไปข้างหน้าก็สวยงาม  จะมองซ้ายมองขวาก็สวยงาม  ไปมองติดใจอยู่ตรงนั้น  ก็ถามเขาอีกอันนี้คืออะไร  คนขับก็บอกว่า  นี่แหละสมณะคือนักบวช  โธ่..นักบวชเนี่ย  ดูแล้วมันทำให้จิตใจเนี่ยซาบซึ้ง  มองแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัย  ทำให้จิตใจเยือกเย็นลงไป  เพราะตัว  ท่านมีความสงบ  เรามองกันเห็นสีดำๆแดงๆอะไรต่างๆนี่  จิตใจก็เป็นไปตามนั้น  คือสิ่งแวดล้อมนี่ทำให้คนเป็นได้  คือธรรมชาติ  เหมือนกับเราไปอยู่ที่เย็นจะอยู่ในประเทศที่เย็นๆนี่  งูจงอางกัดคนไม่เจ็บ  งูเห่ากัดคนเจ็บมันไม่มีพิษ  เพราะงูพิษนี่ไม่ชอบหนาว  อยู่ที่หนาวกัดไม่เจ็บ 

ฉะนั้นคนอยู่ที่หนาวดูแล้วอาการดุร้ายมีน้อย ไม่ค่อยมีอาการดุร้าย  โวยวายกินเหล้าเมาแล้วก็ไม่เข้าบ้านก็ตายไปเอง  ไม่ค่อยมีเสียงโวยวาย  นั่นล่ะคือสิ่งธรรมชาติทำให้คนเกิดขึ้นอย่างนั้นได้  ทำให้สัตว์ที่มีพิษร้ายไม่ร้ายได้  ฉะนั้นเมื่อเห็นสมณะแล้ว  จึงเห็นความเย็นใจลงไปๆก็ถามเขาว่านี่แหละสมณะ นี่แหละคือนักบวช  นักบวชก็คือคนธรรมดานี่แหละไปบวช  ไปบวชก็ไปสร้างกายด้วยวินัยคือศีล  ไปสร้างวาจาก็คือวินัย  ก็คือศีล  สร้างจิตใจก็คือให้เกิดสมาธิ  ให้กายสวยแล้วใจสวยนี่ก็หมด  หมดในความเห็นในวันนั้น ไปถึงที่เคยสนุกสนานในสวนนั้นมีสารพัดอย่าง  กลับมองดูแล้วตรงกันข้ามกับทุกวัน  มองอะไรก็ไม่ชื่นอกชื่นใจ  ไม่ถูกใจ  ดอกไม้  ที่เต็มไปด้วยผล  ดอกไม้เต็มไปด้วยกลิ่นก็ไม่สัมผัสให้เกิดความปลื้มใจ  แม้แต่บริวารทั้งหลายเคยล่มจมอยู่ในความรัก  ความใคร่  เขาเองก็ไม่มี  ก็ลงท้ายวันนั้นก็ได้เวลาถึงกลับไม่มีความกระตือรือร้นนั้นคือจิตไม่ออกไปข้างนอก  นี่บอกว่าให้นั่งภาวนานี้คือจะให้จิตเข้าไปอยู่ข้างใน  ไม่ได้ส่งเข้าไป  ครั้นท่านเห็นดูอยู่ข้างใน  คือเห็นคนเกิดก็ตัวท่าน  เห็นคนแก่ก็ตัวท่าน  เห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยนั่นก็ตัวท่านมีแน่นอน  ฉะนั้นว่าไม่มีอะไร  เราจะวิเศษว่าที่เขานอนตายนอนเจ็บอยู่นี้  นี่มาสอนตนอย่างนี้เรียกว่า  โอปนยิโก  น้อม