
กัณฑ์ที่ ๓
ถอดเทปธรรมเทศนาของพระครูฐิติธรรมญาณ (หลวงปู่ลี ฐิตธมฺโม)
เทศน์อบรมฆราวาส
เทศน์เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๑
วัดเหวลึก บ้านบึงโน ต.โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ๔๗๐๐๐
นะโม ตะสสะ ภะคะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตะสสะ ภะคะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตะสสะ ภะคะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ต่อไปจงพากันนั่งภาวนา เพื่อสดับตรับฟังโอวาทอันมีมาในพระพุทธศาสนา โอวาทที่มีมาในพระพุทธศาสนาจะสอนตรงที่กาย ที่วาจา ที่ใจ ฉะนั้นเมื่อเราปฏิบัติกายวาจาและจิตใจให้เป็นไปตามหลักแห่งศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว ก็ถือว่าทำตามโอวาทตามคำสอนที่มีมาในพระพุทธศาสนา แล้วการปฏิบัติที่จะให้เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงแห่งธรรมทั้งหลายก็ต้องอาศัยหลักของจิตใจเป็นสำคัญ เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความดีแล้วความไม่ดีทั้งหลายมันเกิดขึ้นจากกาย จากใจฉะนั้นคนที่จะเห็นความดีเกิดแล้ว ความสงบก็ต้องอาศัยตัวสมาธิเป็นตัวสำคัญ สมาธิที่จะเกิดขึ้นก็อาศัยตัวสติเป็นตัวควบคุมนี้แหละ เพราะจิตใจปกติมันมีอารมณ์ของมันอยู่ตลอดเวลาสารพัดทั้งที่เป็นส่วนอดีต ทั้งที่เป็นส่วนอนาคต ทั้งเป็นส่วนของปัจจุบัน จิตใจแส่ส่ายไปทั้งส่วนนี้ตลอดเวลา เมื่อจิตใจไม่มีหลักแห่งความสมาธิไม่มีหลักแห่งความสงบจึงเห็นอะไรไม่ได้ เพราะจิตใจไม่หยุดนิ่ง ฉะนั้นเมื่อจิตหยุดนิ่ง จิตจะได้ทำหน้าที่ของเขา โดยความที่ใจไม่กังวล ฉะนั้นเพื่อการที่ควบคุมจิตใจที่ให้เป็นไปแนวทางแห่งความสงบ ก็อาศัยหลักตัวสติเป็นตัวสำคัญ เพราะสติหมายถึงความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว คำว่าสติที่ว่าระลึกได้ก็คือรู้ความเคลื่อนไหวของจิตใจที่มันคิดไปอย่างไร นึกไปอย่างไร คอยติดตามความเคลื่อนไหวของจิตของตัวเอง การที่จะควบคุมจิตใจของตัวเองให้เป็นไปความสงบได้ก็มีแนวทางแห่งการกำหนด การกำหนดที่จะให้จิตใจอยู่แนวทางที่ดีแล้วก็อาศัยตัวชีวิตคือลมหายใจเข้าออกของแต่ละคนละคน คือให้รู้สึกลมหายใจของตัวเองผ่านออกผ่านเข้า ส่วนล่างก็ถึงจนสะดือ ส่วนบนก็ถึงปลายจมูก แล้วก็กำหนดจิตนั้นตามลมหายใจเข้าออกโดยไม่ปล่อยวาง ให้สติกับจิตนั้นตามกันไป แล้วตัวปัญญาคือผู้รู้ ว่าจิตนั้นเป็นไปตามแนวที่เราต้องการ หรือแนวที่เราระลึกหรือไม่ก็อาศัยตัวรู้นั้นเองเป็นตัวกำหนดเมื่อทำไปทำไป จิตเมื่อไม่มีโอกาสที่จะติดตามไปอารมณ์ข้างนอกก็มาติดอยู่ส่วนอารมณ์ภายในตามแนวทางคุ้น เมื่อจิตนึกไปนึกมาความละเอียดของลมหายใจก็ละเอียดลง แล้วความสงบก็ค่อยขยายตัวลงไป ขยายตัวลงไปตามลำดับ ลำดับ เหมือนกับเราจะหลับ เวลาเรานอนเมื่อจิตไม่กังวล ความหลับก็จะง่ายขึ้น ลมที่หายใจก็ละเอียดลง แต่นี่เราไม่ได้กำหนดเพื่อการหลับ เรากำหนดเพื่อตัวรู้ตัวตื่นอยู่เสมอ เมื่อจิตสงบลงไปตามที่เราควบคุมอยู่นั้น ลมหายใจก็ละเอียดลง ละเอียดลง จนสุดท้ายจิตก็หลุดลงไปสู่ฐานเดิมของจิตเรียกว่า ภวังค์ หรือจิตตภวังค์ เมื่อจิตตภวังค์ลงไปแล้วปรากฏว่าลมก็หายไปเอง คือไม่รู้ว่าลมหายใจมี หรือไม่มี เป็นเพียงแต่ส่วนที่ว่างๆอยู่เท่านั้น เมื่อความรู้สึกว่างๆอย่างนี้กายเบา ใจเบา ที่จิตจะมีความรู้สุกตื่นเต้นในความเป็นจิต ของจิต
ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องเริ่มต้นไปจากนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในขณะที่เราทำอยู่นั้น มันก็มีอยู่โดยธรรมชาติแต่จิตกับสติดูแลกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อถูกดูแลตลอดเวลาจิตก็ไม่ดื้อต่อการบังคับก็เป็นความสงบเป็นความตั้งมั่นแห่งจิต เรียกอีกภาษาหนึ่งว่าเป็นสมาธิเมื่อสมาธิมั่นคงอยู่เท่าใด จิตก็มีโอกาสที่จะรู้ที่จะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยเป็น ไม่เคยประสบสิ่งนั้นในเบื้องต้นก็คือความสบาย สบายอย่างไม่เคยมีมาในแต่ก่อนก็จะรู้ตัวว่าเมื่อจิตมันผ่านพ้นไปจากความวุ่นวายกับอารมณ์ทั้งปวง โดยปกติแล้วก็ย่อมมีความสบาย เมื่อมีความสบายจิตก็มีโอกาสที่อยากจะรู้จะเห็นมันธรรมดา สิ่งที่เราจะให้จิตเห็นก็เห็นมาในภายใน สิ่งที่เห็นในภายในก็คือ เห็นอยู่ในตัวเองไม่ได้เห็นไปเกอดภายนอก คือเห็นตั้งแต่ธาตุ ๔ หรือตั้งแต่จิตกับกายซึ่งอาศัยกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นกายกับจิตแล้ว เป็นเราเป็นเขา เพียงแต่อาศัยกันอยู่เท่านั้น ปกติเมื่อจิตยังไม่มีความสงบก็จะเห็นว่ากายก็ของเราใจก็ของเรา เมื่อกายเกิดความไม่ได้มีสบาย เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย กายก็เป็นทุกข์ไปด้วย ใจก็เป็นทุกข์ไปด้วย ลงสุดท้ายกายกับใจก็แยกกันไม่ออกเป็นศัตรูกันอยู่ตลอดเวลา แล้วผู้เป็นทุกข์ก็คือตัวเรา ว่ากายเราเจ็บภายเราป่วย กายเราไม่สบาย ก็กลายมาเป็นความทุกข์เพราะอาศัยตัวอื่นยึดมั่น เรียกว่า อุปทานขันธ์ เรียกว่าความยึดมั่นขันธ์ทั้งหลายมันเป็นทุกข์ ฉะนั้นเมื่อจิตสงบแล้ว กายก็ไม่เป็นทุกข์ไปด้วย ใจก็ไม่เป็นทุกข์ไปด้วย ฉะนั้นเมื่อ ๒ อย่างนี้เข้าใจว่าเพียงอาศัยกันอยู่เท่านั้น แต่ใจก็จะไปเป็นเจ้าของกายหรือธาตุทั้ง ๔ นั้นก็ไม่ได้ เพราะอะไรจะเกิดก็เกิด อะไรก็มีก็มีสำหรับความเกิดขึ้นของรูปร่างกาย เมื่อจิตพิจารณาอยู่อย่างนี้ก็เห็นเพียงว่ากายนี้นอกจากมีกายกับใจแล้ว กายนั้นมีส่วนที่ประกอบให้เกิดขึ้นนั้นคือมีธาตุทั้ง ๔ ดินหนึ่ง น้ำหนึ่ง ลมหนึ่ง ไฟหนึ่ง ประชุมกันอยู่โดยไฟก็เป็นเรื่องสมมุติ น้ำก็เป็นเรื่องสมมุติ ลมก็เป็นเรื่องสมมุติ ดินก็เป็นเรื่องสมมุติ แต่ตัวเข้าเองแล้ว เขาไม่มีชื่ออย่างที่สมมุติ ที่ตามสมมุตินั้นก็เรียกว่าเป็นภาษาของโลก เพื่อจะให้รู้ส่วนต่างๆที่เราเป็นส่วนธาตุนั้นมีลักษณะอย่างไร อย่างว่าธาตุน้ำนั้นเป็นส่วนที่เหลวไม่ใช่ของแข็ง ส่วนที่เป็นลมก็เรียกว่าไม่มีตัวมีคน เรียกว่าเป็นเพียงนามธรรมที่เราอาศัยหายใจเข้าหายใจออกเพื่อความบริหารของธาตุที่มีอยู่รวมกัน ส่วนธาตุไฟแล้วแล้วก็เรียกว่า บางครั้งก็เกินขนาด บางครั้งก็พอดี เมื่อมีนเกินขนาดก็ร้อนกระวนกระวาย ก็เรียกว่าเกิดความร้อน บางครั้งความสม่ำเสมออาศัยลมก็ผ่านไปผ่านมา แล้วก็ระงับตัวร้อนนั้นลงก็เป็นความสบายพออยู่ได้ทนได้ แล้วส่วนธาตุดินนั้นก็เป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็นของแข็ง ของไม่สลายง่ายอย่างว่าเนื้อหนังเอ็นกระดูก เหล่านี้เป็นต้น คือเป็นของแข็ง เป็นโครงสร้าง ฉะนั้นส่วนอื่นก็เป็นธาตุที่อาศัยโครงสร้างอันนี้อยู่ เมื่อธาตุทั้งหลายเหล่านั้นมีความสมบูรณ์ มีความสม่ำเสมอ ไม่ขาดไม่เกิน ก็ถือว่าร่างกายนั้นเป็นปกติ อันที่จริงเป็นทุกข์ไปเพราะอะไร เป็นทุกข์ไปเพราะธาตุอย่างหนึ่งมันบกพร่อง ก็เป็นโรคอย่างหนึ่ง ธาตุอย่างหนึ่งมันมากเกินไป ก็เป็นโรคอย่างหนึ่ง เหมือนกับลมก็เป็นโรคได้ ความร้อนก็เป็นโรคได้ คือธาตุไฟ ธาตุน้ำที่มันเกินขนาดมันก็เกิดโรคได้ นี่ธาตุดินคือกระดูก ถ้าหากว่าขาดอาหารบริโภคแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละ จึง..จิตเมื่อไม่รู้จักหน้าที่ก็ถือว่าธาตุทั้งหลายนี้เป็นของเราโดยที่เราตั้งขึ้นแล้วสมมุติขึ้น ถ้าจิตเมื่อเป็นสมาธิดีมีปัญญาพอสมควรแล้ว เขาจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้เป็นไปตามธรรมดา เป็นไปตามธรรมชาติว่าไม่มีอะไรมั่นคงไม่มีอะไรแน่นอน อะไรจะเกิดก็เกิดขึ้น ฉะนั้นคนที่ยังเป็นผู้เข้าไปยึดถือสิ่งทั้งหลาย ธาตุทั้งหลายว่าเป็นของเราจึงกลายมาเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราสวดกันไปว่า "รูปัง อนิจจัง" รูปก็ไม่เที่ยงนี้ก็เป็นของแน่นอนเป็นของจริง เพราะมันไม่เที่ยง คือเราจะบังคับว่าเกิดมาแล้วอยู่ขนาดนี้ก็ขอให้เป็นอย่างนี้ไปตลอดกาลอย่ามีความเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปไม่ได้เพราะว่ามันเกิดขึ้นมาแล้วก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา กาลเวลาล่วงไปเท่าใด เท่าใด ร่างกายก็ล่วงไปเท่านั้น หยุดนิ่งไม่ได้ การล่วงไปนั้นมันมีอันตรายอยู่ตลอดเวลา คือไม่มีอะไรจะไว้ใจได้ คือมันล่วงไป ก็คือเกิดเป็นเบื้องต้น มีแก่เป็นอันดับรอง แล้วมึความเจ็บปะปนกันอยู่ลงสุดท้ายก็มีอันสลายไปคือตายไปโดยธรรมชาติอย่างนั้น
ฉะนั้นเมื่อผู้ไปยึดถือสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จึงว่าเป็นทุกข์เป็นร้อนไป เพราะไม่เห็นว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีอะไรเลยแน่นอน เพราะว่ามันไม่เที่ยง เมื่อมันเป็นไม่เที่ยงมันก็เป็นทุกข์เท่านั้น เมื่อมันทุกข์ก็เพราะว่ามันเป็นอนัตตา มันเป็นอนัตตาคือไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น เป็นเรื่องสมมุติขึ้นเมื่อเรารู้จักลักษณะความจริงอย่างนี้ จิตก็ปล่อยวาง จิตไม่มีเอาเข้าไปอาศัย เกี่ยวเกาะอยู่กับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ก็เรียกว่ามองเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไปข้างหน้า ก็ว่าเกิดอยู่เท่าใดก็จะเป็นอย่างนี้ เพราะอดีตก็เป็นมาอย่างนี้มองอยู่ในปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ จิตมันก็ถอนออกมาว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา มันเป็นแต่เพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนไป แล้วแตกดับในที่สุด เมื่อจิตเห็นความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว จิตก็จะปล่อยวางว่างเฉยแยกกันอยู่ กายก็เป็นเรื่องของกายใจก็เป็นเรื่องของใจ มองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจังทั้งหมดมองทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตาทั้งหมด ไม่ใช่เป็นอัตตา เป็นตัวตน อันนี้ที่ว่าสำหรับการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย การที่จะรื้อถอนตัวเองออกไปจากกองทุกข์ทั้งหลาย ก็อาศัยทำจิตใจอย่างนี้ก่อนจึงจะเห็นเป็นไปอย่างนี้ ถ้าไม่ทำอย่างนี้เริ่มต้นไปจากนี้จะเห็นสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีการผู้แสวงหาความสิ้นทุกข์จึงมีเบื้องต้น ก็ต้องรักรักษาศีลให้บริสุทธิ์ก่อน แล้วเมื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์แล้วก็ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ คือให้มีสมาธิเกิดขึ้นที่จิตก่อน เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ตัวปัญญาจึงจะเกิดขึ้น ฉะนั้นตัวปัญญานี้แหละจะไปแก้ปัญหาสิ่งต่างๆดังที่กล่าวมา คือรู้เท่ารู้ทันกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ฉะนั้นสิ่งทั้งหลายนี้เมื่อเราแก้ไม่ได้ ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ติดไปตลอดเวลา ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเจ้าของแห่งพระพุทธศาสนา ผู้ค้นพบของจริงก็มาอาศัยความคิดอันนี้ความเข้ามาเพ่งเล็งอยู่ในส่วนนี้ จึงไม่มีว่าโลกส่วนไหนก็ตามไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง คือ จึงปล่อยจึงวาง หรือไม่มีความยึดมั่นถือมั่น สำคัญผิด ถ้าเราคิดอย่างนี้ เรียกว่าทำไปรู้ไปเข้าใจไป จิตก็จะปล่อยจะวางไม่ยึดมั่นถือมั่น ลงสุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่มองโลกในแง่เป็นความทะลุปรุโปร่ง อย่างทีพระพุทธเจ้าท่านถือว่าท่านเป็นโลกวิทูบุคคล มองเห็นโลกนี้ว่าไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน มีแต่ความเป็นทุกข์ ความเดือดร้อนเท่านั้นท่านจึงสวดในเรื่องขันธ์ทั้งหลายเหมือนเราไหว้พระตอนท่อง "รูปัง อนิจจา เวทนา อนิจจัง สัญญาอนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญานัง อนิจจัง" ในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยงเป็นของไม่แน่นอนแล้วเมื่อของไม่แน่นอนเล่า "รูปัง อนัตตา" รูปนี้ก็เรียกว่าไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเขา สักแต่ว่าสมมุตุขึ้น แล้วก็เข้าไปยึดถือเท่านั้น"เวทนา อนัตตา"ความจำก็เรียกว่าไม่ใช่เราไม่ใช่เขา"สัญญา อนัตตา" ความจำก็เรียกว่าไม่ใช่เราไม่ใช่เขา"สังขารา อนัตตา" สังขารทั้งหลายก็เป็นความปรุงแต่ง สุขและทุกข์ก็ไม่ใช่ของเรา "วิญญานัง อนัตตา" วิญญาณก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่เป็นอัตตา ไม่ใช่เป็นตัวตน เมื่อเห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ย่อส่วนเข้ามาแล้วก็มีแต่รูปกับนามเท่านั้น รูปก็หมายถึงสิ่งที่เราเห็นด้วยสายตาเปล่าเป็นรูปหยาบ รูปละเอียด รูปเล็ก รูปใหญ่ เกี่ยวกับเป็นรูป ส่วนที่เป็นสัญญา ส่วนที่เป็นสังขาร ส่วนที่เป็นวิญญาณนั้น เป็นตัวนามธรรมเป็นตัวนาม คำว่าตัวนามนั้นไม่ใช่ว่ามีรูป มีตนมีตัวเพียงแต่เป็นความรู้สึกเท่านั้น ตัวรู้สึกนั้นหมายถึงตัววิญญาณ ตัววิญญาณนั้นก็คือตัวจิตใจ ตัวจิตใจนี้เป็นตัวรู้ สุขเกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ ไม่มีอะไรจะรู้ส่วนที่เป็นส่วนต่างๆนั้น จะเรียกว่ารู้ไปตามหน้าที่ อย่างว่าตาเห็นรูปก็เห็นว่ารูปดี รูปไม่ดี หูได้ยินเสียง ก็เสียงดี เสียงไม่ดี จมูกได้กลิ่น ก็เรียกว่ากลิ่นดี กลิ่นไม่ดี ลิ้นได้ลิ้มรส รสดี รสไม่ดี กายได้สัมผัสของอ่อนของแข็ง ดีก็รู้ไม่ดีก็รู้ ชอบก็ต้องรู้ ฉะนั้นส่วนจิตใจนั้นกับอารมณ์เป็นของที่อยู่ด้วยกัน ติดกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คือมันติดกัน
เพราะเป็นอาหารของส่วนใจ เพราะใจนั้นมีอารมณ์เป็นอาหาร อารมณ์ดีก็เกิดสุขในจิต อารมณ์ไม่ดีก็เกิดทุกข์ในจิต มี ๒ อาการอยู่อย่างนี้คนเราจะเกิดสุขและทุกข์ในเวทนาที่มี เมื่อจิตเห็นแล้วว่าสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มันเป็นอนัตตาไม่ใช่เป็นตนเป็นตัวเป็นนาม ตัวปัญญาก็เข้าไปรู้ส่วนนี้ว่าสุขเป็นโลกีวิสัย เพราะสุขเหล่านี้มันอาศัยปัจจัยอยู่คือว่าเมื่อมันเกิดความสุขก็อาศัยปัจจัยเป็นสุขได้ มันมันเป็นทุกข์ก็เพราะอาศัยปัจจัยทำลายให้มันเกิดความทุกข์ได้ ฉะนั้นจิตต้องปล่อยวางไว้อีกทั้ง ๒ อย่างนี้ สุขจริงๆแล้วไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องเป็นปัจจัยให้เกิด คือ มันวางอย่างเดียวเท่านั้น มันก็เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ไม่ได้อาศัยอามิสทั้งปวง ฉะนั้นสุขในโลกจึงเรียกว่า อามิสสุข เรียกว่าสุขเพราะมีอามิสเหมือนกับร่างกายของเรา ถ้าไม่มีได้กินอาหาร กายก็สุขไม่ได้ ฉะนั้นใจถ้าไม่มีอารมณ์ดี อารมณ์ร้าย อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ จิตก็อยู่ไม่ได้ จึงกินอาหารกันอยู่ทั้งส่วนกายส่วนใจ ฉะนั้นกินส่วนกายก็เพื่อให้กายที่เกิดขึ้นแล้วก็ตั้งอยู่ก็อาศัยอาหาร จิตเมื่อมีความรู้สึกนึกคิด ก็ต้องได้รับอารมณ์ทั้ง ๒ อย่างคือสุขและทุกข์ ลงสุดท้ายเมื่อจิตรู้ส่วนต่างๆแล้วไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เรียกว่านิรามิสสุข สุขปราศจากอามิสทั้งปวงไม่มีอารมณ์อะไรทั้งหมดที่เรียกว่า สุขอันมั่นคง สุขอันถาวร พระนิพพาน ก็เรียกว่าเป็นความสุขอย่างยิ่งเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ในบาลีว่า
" นิพพานํ ปรมํ สุขํ " ในพระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง "นิพพานํ ปรนํ สุญฺญํ" พระนิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง นี้มันว่างก็เพราะว่าอารมณ์ทั้งปวงที่มีสุขและทุกข์ มาสลับกันไป สลับกันมา สลับกันไป เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับอยู่นั้น มันไม่เป็นอย่างนั้นในความสุขที่มันดับมันสูญ มันสูญไปจากส่วนนี้แล้ว มันก็มีสุข ตื่นอยู่ก็เป็นสุข นอนอยู่ก็เป็นสุขเรียกว่าสุขโต มันมีสุขโตแล้วโลกวิทู เป็นตัวรู้ว่าโลกนี้นับแต่มนุษย์โลก เทวดา พรหมโลก โลกทั้งหลายที่ว่ามีความสุขเลิศกว่าโลกมนุษย์ ก็ไม่มีคำว่าปลอดภัย พรหมโลก ก็ยังมีความแปรปรวน หมดบุญ หมดวาสนา ก็กลับมาเกิดในมนุษย์โลก มาเกิดแก่เจ็บตายเหมือนเดิม เป็นเทวดาจะเสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ชั้นใด ชั้นใดก็ตาม เมื่อหมดบุญหมดกุศลแล้ว มาเกิดเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบเมื่อมันวนไปอย่างนี้ก็เรียกว่าวนไปเพราะตัวกามตัวตัณหาทั้งหลายนั้นมันไม่ดับสูญ เมื่อมันไม่ดับสูญ หรือใจยังชอบส่วนที่ดี แล้ไม่ชอบส่วนที่ดีอยู่ ฉะนั้นที่มันสูญก็เรียกว่าทั้งที่ดีทั้งที่ไม่ดี มองแล้วว่าไม่มีอะไรดีก็เลยปล่อยวางจากสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จึงหลุดพ้นไปจากความสมมุติหลุดพ้นไปจากการบัญญัติ ที่ในทางปฏิบัติพระพุทธศาสนาต้องปฏิบัติไปตามแนวนี้ จึงจะเข้าใจในหลักความเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นผู้รู้ทั้งหลายก่อนที่จะเป็นไป หรือก่อนจะสิ้นไปนั้นก็เรียกว่าใช้ความพยายามความเพียร เพียรเพื่อละ เพียรเพื่อเลิก เพียรให้เข้าใจว่าที่เลิกไปว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน
เพราะฉะนั้นท่านจุงสอนท่านผู้รู้ทั้งหลายเช่นพระสาวกที่พระพุทธเจ้าสอนแล้วท่านก็สอนว่า พระองค์นั้นก่อนที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็อาศัยสัจธรรมธรรมที่เป็นสัจเป็นจริงนั้น ก็เรียกว่าทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรจสัจ เรียกว่าความจริงเหล่านี้มันเป็นสัจเป็นจริง ฉะนั้นเมื่อเป็นสัจเป็นจริงอย่างนี้ท่านก็กำหนดลงว่าธาตุความเกิดมันก็มาจากตัณหา ส่วนตัวตัณหานั้นทำให้คนเกิด เรียกว่ากามตัณหานั้นก็ให้เกิดในภพมีกาม ภวตัณหาก็เกิดในภพที่มีความต้องการ วิภวตัณหา ก็ให้เกิดในส่วนที่ไม่พอใจ พอใจก็เป็นตัณหา ความอยากเป็นนั้นเป็นนี้ก็เป็นตัวตัณหาความอยากเกิดเพราะอาศัยเชื่อ คือ ตัวตัณหา ก็เป็นตัณหา เมื่อตัณหาทั้งหลายเหล่านี้ยังครองใจสัตว์อยู่ สัตว์โลกทั้งหลายก็ปรารถนาไปตามตัณหา เมื่อเป็นไปตามตัณหาแล้ว สัตว์โลกทั้งหลายก็เกิดอยู่ในภพทั้งหลาย เรียกว่า โยนิ โยนินี้มีอยู่ ๔ อย่างด้วยกัน คือว่าเกิด ความเกิดนี้ เกิดในครรภ์เกิดในฟองไข่ เกิดในที่สกปรกโสมม เรียกว่าชลาพุชะ "ชลาพุชะ สังเสทชะ" มันเกิดในครรภ์ สัตว์บางอย่างก็เกิดในครรภ์เป็นตัวไม่มีฟองเหมือนคน บางอย่างก็เกิดในฟองไข่ แล้วฟักไข่ออกมาจึงเป็นตัวมีชีวิต แล้วบางอย่างก็เกิดจากของสกปรกโสมม เหมือนตัวเชื้อโรคตัวเชื้อโรคนั้นก็มีวิญญาณเกิดได้ คือสะสมหมักหมมกันนานๆแล้วมีชีวิตมีวิญญาณเข้าไปอยู่ในที่นั่นเกิดได้ อุปาติกะนั้นหมายถึงว่าเกิดได้ ๒ ประเภท ประเภทที่ ๑ อุปาติกะเรียกว่า พวกเทพทั้งหลายไม่มีบิดามารดา อาศัยบุญกุศลที่สร้างไว้ สร้างบุตรสร้างเทพเหล่านั้นให้อุบัติเกิดขึ้น ตายก็ไม่มีอวัยวะซากศพ แล้วประเภทที่ ๒ ก็เรียกว่าอุปาติกะนั้นหมายถึงพวกเปรต เปรตนั้นคือเสวยวิบากกรรมโดยไม่มีร่างให้เห็นไม่มีร่างปรากฏ แต่จะเห็นได้ต่อเมื่อเขาจะทำให้คนเห็นจึงจะเห็นได้แต่มันเป็นวิบากกรรม เป็นความทุกข์เพราะเกิดไม่มีร่าง แก้ตัวไม่ได้ มีแต่เสวยวิบากกรรมของตัวเองตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อตัณหาทั้งหลายเหล่านั้นมันยังมีอยู่ในจิตใจของสัตว์ทั้งก็เกิดอยู่ในส่วนนี้ เมื่อเกิดอยู่ในส่วนนี้ก็เรียกว่าเกิดอยู่ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ แล้วก็เรียกว่าวัฎฎวนเรียกว่า วนไปตามกรรมวัฎฎ คือ การกระทำวนไปตาม "วิปากวัฏฏะ" ทำดีและทำไม่ดีก็เสวยบุญเสวยบาปไปตามนั้น เราจึงว่ากรรมสากล"กรรมมาทายาโท" เราทำกรรมอันใดไว้เป็นบุญ หรือเป็นบาป กรรมเหล่านั้นจะเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเหล่านั้นจะเป็นทายาท กรรมเหล่านั้นจะทำให้เราเกิดไปตามอำนาจของกรรมเหล่านั้น หรือบาปเหล่านั้น บุญเหล่านั้นไปอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็มาค้นรู้ค้นคว้าอย่างนี้ จึงมาเห็นหลักใจนี้เองว่า ใจนี้ไม่มีความปรุงแต่ง ใจนี้ไม่มีความยึดมั่น เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นกฎของธรรมชาติ และสัตว์ใดอยู่ในกฎธรรมชาติแล้ว สัตว์เหล่านั้นก็จะต้องติดอยู่อย่างนั้น เหมือนนกติดอยู่ในตาข่ายของนายพราน นกอยู่ในตาข่ายของนายพรานน้อยตัวที่สุด ที่จะหลุดออกไปจากตาข่ายของนายพราน บุคคลที่เกิดมาในโลก เมื่อไม่ผ่านการปฏิบัติรู้อยู่ที่เป็นจริง แล้วก็ย่อมไม่มีโอกาสที่จะหลุดพ้นไปจากชาติชรา ความเป็นทุกข์ พยาธิ ความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นทุกข์ แล้วก็มรณะถึงความตายในทุกข์ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นสัตว์ดลกทั้งหลายจึงวนไปเวียนมากับความเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาหลังจากพระพุทธเจ้าคิดค้นขึ้นมาแล้ว จึงมีหลักการให้เราทั้งหลายเพื่อปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น จึงบอกว่าโอวาทที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาย่อส่วนลงแล้วก็มีศีล มีสมาธิ มีปัญญานี้เอง ฉะนั้นสมาธิประการที่กล่าวมาแล้ว เราจะทำอย่างไรก็คือเราจะทำไปด้วยความตั้งใจ และกำหนดสิ่งที่เราจะให้มันเกิดขึ้นนั้นอาศัยลมหายใจเข้าออกเป็นตัวสำคัญ เพราะลมหายใจเข้าออกที่เป็นตัวชีวิต เพราะว่าเมื่อลมนี้ไม่มีอยู่ในตัวคนเราคือหายใจเข้าออกแล้ว ก็ชื่อว่าตายไปด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นว่าจะเป็นเจ็บไข้ได้ป่วยก็ตาม หรือไม่ป่วยก็ตาม ลมเข้าไม่ออกก็ตาย ออกไปแล้วเอากับคืนไม่ได้ก็ตาย ฉะนั้นเพื่อให้นึกถึงอย่างนี้ก็เพื่อไม่เกิดความประมาท อันคนเรานั้นความประมาทมีมาก เมื่อเป็นวันใดก็ดีประมาทอย่างไรวัยนั้น เป็นเด็กก็เรียกว่าขอให้สนุกสนานไปตามเป็นเด็กก่อน เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เรียกว่าขอให้สนุกสนานไปตามกาลเวลาที่มีอยู่แล้ว
เมื่อผ่านนั้นไปก็มีความเป็นไปตามธรรมดาของโลกก็เกิดความทุกข์ไปเรื่อยไปตลอดไป ไม่มีโอกาสที่จะมีความสุขกายสบายใจ เพราะสิ่งเหล่านั้นเล่นงานอยู่ตลอดเวลา จึงมีทางออกทางเดียวว่าเมื่อเกิดสุขก็ยิ้มออก ถ้ามันเกิดทุกข์ก็ยิ้มไม่ออกเรียกว่าร้องไห้แล้วหัวเราะ เป็นอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ก็ไม่รู้จะไปทางไหนลงสุดท้ายก็เหมือนคนพายเรือไม่มีทางออก พายไปทางไหนก็ติดอยู่ในอ่างนั้นตลอดเวลา วนไปเวียนมา วนไปเวียนมาก็ออกไม่ได้ ฉะนั้นว่าทางที่จะออกนั้น อย่างร่ายกายเรานี้กำหนดได้แล้วว่าเอาออกไปไม่ได้จะเอาไปสวรรค์ด้วยก็ไม่ได้ คือเราหาได้อยู่ในโลกนี้ เราเกิดมาก็มาเกิดอยู่ในโลกนี้ รูปร่างกายก็ไม่ได้มาจากโลกนี้ มีบิดาเป็นผู้ให้กำเกิด เกิดแล้วจะเอาไปด้วยอีกก็ไม่ได้ กำหนดลงไปว่าแค่ตายเท่านั้นเอง แล้วการตายนั้นไม่มีการกำหนดว่าอายุอานามเท่านั้นเท่านี้เป็นกฎเกณฑ์ ๑๐๐ ปี เป็นเกณฑ์ อย่างนี้ หรือ ๑๐๐ ปี เป็นอายุขัยอย่างนี้มันกำหนดลงไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นอนิจจัง พูดตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่ามันเป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง เพราะเกิดกับตายก็มาด้วยกัน เกิดกับแก่ก็มาด้วยกัน เกิดกับเจ็บไข้ได้ป่วยก็มาด้วยกัน ลงสุดท้ายตัวตายตามไล่ไล่ตลอดมา ไล่ติดๆมาทั้งหลับทั้งตื่น ไม่รู้ว่าวันไหนเขาจะประหารชีวิตเราลง เราก็ยังไม่รู้ แต่จิตใจยังเฉยๆ อยู่ งานที่ทำอยู่ งานที่อยากอยู่ บอกว่าปีหน้าจะเอาอย่างนั้น ปีนี้จะเอาอย่างนี้ อะไรว่ากันอยู่ ได้ตามใจหวังก็หัวเราะ ถ้าได้ไม่ตามใจหวังก็ร้องไห้ เป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่อย่างนี้ จึงไม่มีคำว่าสุข ตื่นก็เป็นทุกข์นอนก็เป็นทุกข์ ผวากับอุปสรรคทั้งปวงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งสมัยนี้ยุคนี้แล้วก็เห็นกันชัดเจนเลยว่ามีทุกอย่างที่เกิดขึ้นในครอบในครัวในชีวิตในบ้านในเมืองเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้เป็นทุกข์อยู่อย่างนี้ แต่เราก็ยังไม่มีวิธีว่าเราจะทำอย่างไร ถ้าหากไปโวยวายกับสิ่งเหล่านั้น มันก็เป็นความว่าโวยวายไป ลงสุดท้ายตัวเองก็เกิดความกลัวความหวาดเสียว ความทุกข์ความร้อนเกิดขึ้น ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ปีหน้าเป็นอย่างนั้นปีนั้นเป็นอย่างนั้นไป ก็สร้างความทุกข์ไว้ในวันข้างหน้าตลอดเวลา ฉะนั้นสำหรับพระพุทธศาสนานั้น จึงไม่ให้อ้างกายอ้างเวลา ว่าเวลานี้นั่งอยู่เดี๋ยวนี้เราจะทำอย่างที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ เหมือนพระปัญจวัคคีย์ที่ตอบพระพุทธเจ้าว่า "รูปัง อนิจจัง" เที่ยงหรือไม่เที่ยง ปัญจัคคีย์ก็ตอบว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าค่ะ"รูปัง อนัตตา"เพราะมันเป็นอนัตตาไม่ได้เป็นอัตตาเป็นตัวตน เป็นเราเป็นเขา เป็นเรื่องสมมุติขึ้นแล้วก็ไปติดสมมุติ เรียกว่าอุปทานเมื่อมีอุปทานแล้ว"ภะโวภะวะ มีภพ มีชาติชรา มรณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ" มันเปลี่ยนแปลงกันไป เกิดทุกข์เกิดร้อนอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นภาวนาก็เพื่อให้รู้สิ่งที่มันเป็นจริงอย่างนี้ แล้วมันจะไม่หลง มันจะมีตัวรู้เตือนอยู่เสมอว่าเราจะมาประมาทอยู่ใย วันไหนที่จะเป็นวันของเรายังไม่มีหรือว่าความตายนั้นติดตาม ไล่ตามอยู่ตลอดเวลา ไล่ล่ามาตลอดเวลาถ้าไม่เห็นตามความจริงโดยภาวนาแล้ว เราเห็นว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้นี่มันก็มีคนไม่ใช่ระดับเดียวกัน คนนั้นก็แก่ คนนี้ก็แก่ คนนี้ก็เป็นอย่างนี้ ชราคร่ำครา ทรุดโทรม ฟันหัก ฟันหลุด เนื้อหนังหดหู่เป็นเกลียวเหล่านี้แหละ มันก็มาจากความเป็นหนุ่มเป็นสาวนั่นแหละ แล้วเรายังไปคิดว่าปีหน้ายังไม่เป็นอะไร ปีต่อไปนั้นคือความประมาท ความประมาทอันนี้แล โอกาสที่เป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบควรจะทำอะไรให้เกิดความสุขแก่ตัวได้ก็ยังทำไม่ได้ ก็ปล่อยกาลเวลานี้เสียเวลาไปเปล่าๆเมื่อถึงวันตายแล้วก็ตายไป มาตัวเปล่าก็กลับตัวเปล่า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสมาในความเกิดว่า"ตะโมตะมะปะรายะโน ตะโมโชติปะรายะโน ตะโม ตะมะปะรายะโน" บางคนก็เกิดมามืดมามาเบื้องต้นก็สว่างในเบื้องปลาย บางคนสว่างในเบื้องต้นมืดในเบื้องปลาย บางรายก็เรียกว่ามืดมามืดไป คำว่ามืดมามืดไปนี้ เมื่อเกิดเบื้องต้นสว่างคือสว่าง เกิดมาในฐานะเป็นบุคคลผู้มีอันจะกิน เกิดมามีฐานะดี อย่างนี้เรียกว่าสว่างในเบื้องต้น ลงสุดท้ายมืดในเบื้องปลาย หรือว่าโคนตรงแล้วปลายคดนี้มันใช้ไม่ได้ หรือว่าประมาทเลยเลยไม่ทำอะไรเลย แล้วจะให้มันไปถึงจุดหมายปลายทางเทวสุขย่อมเป็นไปไม่ได้ บางคน "ตะโมโชติ" มืดมาในเบื้องต้นแต่สว่างในเบื้องปลาย คนประเภทนี้เรียกว่ามาคิดถึงบาปบุญของตนเองเกิดมาทำไมจึงไม่เหมือนเขา คนนั้นเกิดมาเขาก็มีกินมีอยู่ เกิดมามีสกุลรุนชาติ มีความสุข แต่เราเกิดมา เกิดมาพอมองเห็นโลกแล้วมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น ก็มาขวนขวายใหม่ ก็มาขวนขวายหมายถึงว่าเราทำมาไม่ดี ก็มาแก้วิธีรักษาศีลบ้าง ภาวนาบ้าง เจริญปัญญาให้เกิดขึ้นบ้าง นี้ก็เรียกว่าไม่ยอมแพ้ต่อความมืด หรือสิ่งที่ตัวเองได้เองได้มาไม่ดี ก็แก้ตัวไปได้ บางคน "โชติปะรายะโน" สว่างมาสว่างไป นี้ก็เรียกว่ามีโอกาส ฉะนั้นสัตว์โลกทั้งหลายนี้จะไปอ้างถึงว่าคนนั้นรวย แล้วจะว่ามีโอกาสดีก็ไม่ถูก เพราะว่ารวยแล้วก็ไม่ได้ทำต่อก็ไม่มีอะไรจะต่อไปอีก ก็กินหมดของเก่า เหมือนคนมาค้าขายหรือเหมือนคนที่มีเงินนั่งกินนั่งจ่าย กินไปกินมาไม่ได้ค้าได้ได้ขายไม่มีกำไรมันก็ย่อยยับไป หมดไปในที่สุด เหมือนกับชีวิตของเรานี้แหละเรียกว่ามีทุนมีรอนมีกายมีใจ มีความคิดปัญญานี้ เราก็มาลืมเสียเอาแต่ร่างกายอันนี้ กายก็เป็นบาป วาจาก็เป็นบาป จิตใจก็เป็นบาปเรียกว่าบาปเกิดรอบตัว ไม่สมกับคำที่ว่าเราได้มาว่าเราได้เป็นมนุษย์นี่มันเป็นของยากมาก ไม่ได้มาเกิดง่ายๆสิ่งที่มาเกิดไม่เป็นคนนี้ เพียงแต่ปลวกอยู่ในจอมปลวกแห่งเดียวเท่านั้นแหละมากหลายกว่าคนในโลกแล้วสัตว์ที่ยังมีโอกาสน้อยกว่ามนุษย์อยู่ในน้ำก็ไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าใดอยู่บนบกตั้งแต่เคลื่อนไหวไปเป็นอย่างพวกเรา แต่พวกเรามาคิดถึงปัจจุบันแล้ว ก็ไม่ได้ขวนขวายอะไรเพื่อตนจริงๆเท่าใดนัก ที่เราทำมาหากินดิ้นรนอยู่เวลานี้ เป็นไปส่วนกายมากกว่าส่วนใจ คือได้กินดีอยู่ดีก็แค่ร่างกายเท่านั้น กินดีแค่ไหนกายก็ไม่ลืมความเกิดแก่เจ็บตายมีอยู่อย่างนั้นบำรุงเท่าไรก็ตายอยู่ มันไม่ส่วนที่จะติดไปอีก
ฉะนั้นสมบัติที่มีอยู่นั้นมันเป็นสมบัติเพื่อบำรุงกายให้ตั้งอยู่เท่านั้นเอง แต่ว่าส่วนจิตใจนั้นถ้าไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีความดี มีคุณธรรม มีศีลธรรมอยู่ในจิตใจแล้ว
ขาดทุนทั้งนั้นเพราะไม่ได้สะสมอะไรไว้ในจิตใจ เพราะจิตใจนั้นมันเป็นส่วนหนึ่งที่จะแสวงหาความดีให้เกิดขึ้นความดีอันนั้นก็เรียกว่าทำอย่างนี้เป็นไปด้วยใจบริสุทธิ์ ทำอย่างนี้เป็นไปด้วยวาจาบริสุทธิ์ คิดอย่างนี้เป็นไปด้วยจิตบริสุทธิ์ คิดอย่างนี้เรียกว่าเราไม่ขาดทุน เราไม่สูญกำไรที่จะเกิดมาเพื่อจะทำกำไรให้เกิดชีวิต เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์นี้มันมีน้อยทีเดียว เพราะว่าเรามันเกิดยาก จิตของมนุษย์ปราศจากศิลาโพธิว่าเกิดเป็นมนุษย์นี้มันเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง สัตว์โลกนั้นมันแก้ตัวไม่ได้แล้วก็ความเลวร้ายก็มนุษย์นี้แหละคิดทำลายกันไม่ได้คิดธรรมดาเลย คิดจนจะทำลายกันให้โลกสูญไป ถ้าคิดทางดีละ มันก็ตรงกันข้ามก็เรียกว่ามีโอกาสที่จะผ่านพ้นไปจากโลกอันไม่แน่นอนนี้ไปได้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็หนีไปจากโลกไปอย่างแน่นอน พระสาวกเจ้าทั้งหลายก็หนีไปโดยวิธีการปฏิบัตินี้เอง จึงหนีไปได้ เรานี้ยังไม่มีกำหนดว่ามองเห็นฝั่งหรือยัง
ยังไม่มองเห็นฝั่ง เห็นแต่กิเลสทุกวันนอนอยู่กับกิเลสทุกวัน ทุกข์ก็ไม่มีทางจะหลีก สุขก็มีความปรารถนาอยากได้แล้วก็ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถึงมีอยู่ใช้ไม่หมดก็ตกถ่ายทอดไปถึงคนอื่นที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าหากว่ามันทุกข์ทีเดียวไม่มีอะไรแล้วนี้ก็เรียกว่าเติมทุกข์ก่อนตาย เมื่อตายไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาอะไรจะบอก ไปบอกกันว่าตายแล้วไปสวรรค์นะตายแล้วตกนรกไม่มีใครบอก บอกแต่ไปสวรรค์แต่เมื่อไม่รู้สวรรค์แล้วบอกแล้วจะรู้ได้อย่างไร จะไปถูกได้อย่างไรการจะให้มันถูกก็เรียกว่า "ทานัง ตกโส ปานัง" ให้ทานพอสมควร หรือยังสร้างบันไดเพื่อที่จะให้ถึงสวรรค์หรือยังรักษาศีลให้เป็นสาระดีแล้วหรือยัง ภาวนาละจิตใจอันเกิดความโลภโมโทสันได้มากน้อยแค่ไหน เพราะว่ามันมีธรรมเป็นเครื่องกลั่นกรองก่อน มันถึงจะไปจุดนั้นจุดที่เป็นสุขถ้าจิตใจไม่ได้กลั่นกรองมีแต่บาปแต่ชั่วแล้ว มันก็ไปสู่ผลของบาปนั้นเองไม่ใช่ว่าเป็นความว่าบอกแล้วไปสวรรค์ หรือว่าอย่าไปตกนรกอย่างนี้มันก็บอกกันได้อย่างนั้น มันก็ไม่ได้ของง่ายบอกไม่ได้เลยทำไม่ได้เลยฉะนั้นนักปราชญ์เจ้าทั้งหลายท่านจึงขวนขวายความดีอันนี้ให้เกิดขึ้นกับกายกับวาจา กับจิตใจของตัวเองโดยความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นเมื่อคนเรานั้นมันมีอยู่เป็นของธรรมชาติ โลภ โกรธ หลง เหล่านี้มันเป็นของติดมา เกิดมา ก็เพราะอำนาจเหล่านี้
เมื่อเกิดมาแล้วจิตใจก็ติดอยู่ในส่วนนี้มันมีอยู่เป็นการยากที่เราจะทำเล่นๆไม่ได้ ก็รีบทำรีบแก้ไข ถ้าเรารออยู่ไม่ได้เกิดตายขึ้นมาเกิดทำอะไรไม่ได้นั้น เราก็ขาดทุนไปเท่านั้น ในที่สุดเรามาตัวเปล่ากลับไปตัวเปล่าแล้วต้องกินต้องใช้ไม่มีกินมีใช้ก็ลำบากไปแล้วแล้วที่หาได้ลำบาก ก็ลำบากไม่มีทางแก้ตัวมนุษย์เราถ้าหากว่าเราคิดเป็น แก้ไขเป็นก็จะไม่ทุกข์มากไป คือมันมีทางแก้ตัวได้หรือมาแก้ในภพในชาติ เราเกิดมาบุญน้อยวาสนาน้อยเราก็สร้างวาสนาบารมีนั้นมีได้ จึงขวนขวายสิ่งที่จะให้เป็นความสุขมันก็ขวนขวายได้ฉะนั้นในครั้งอดีต ก็มีอยู่ที่ทุกข์มากที่สุดก็มี ไปวัดได้มีผ้าผืนเดียวไปฟังเทศน์ เมียไปไม่ได้ เปลี่ยนวันเวลากันไป นี้คือคนขวนขวายผัวไปแล้วเมียไปไม่ได้เพราะมีผ้าผืนเดียว เมียไปแล้วผัวต้องหยุด อย่างนี้ก็มีในครั้งโน้น แต่เขามาระลึกได้เรานี้เกิดมาไม่มีอะไรเลยแต่ก็ไม่ได้ลดไปจากนี้ ดีกว่านี้ก็ไม่มีก็ระลึกได้ว่าเราทำมาน้อย เมื่อทำมาน้อยแล้วสิ่งที่มีอยู่นี้เราจะทำไม่ได้หรือนั่งฟังเทศนาไปผ้าผืนเดียวต่อสู้กับผ้าผืนเดียวจนจะสละก็ยังทำไม่ได้ จนถึงว่าจะเลิกไปจากวัดเลิกไปจากการฟังธรรม
จึงตัดสินใจครั้งหลังสุด จึงบริจาคผ้าผืนเดียวนั้นได้ จนสุดท้ายเมื่อบริจาคไปแล้วตัวเองก็ไม่มีก็เดินตัวเปล่ากลับบ้าน มีแต่ผ้านุ่งผืนเดียว เมียอยู่บ้านก็มีผ้าผืนเดียวเหมือนกัน ฉะนั้นคนๆนี้จึงอุทานออกมาในใจว่า"ชิตัง เม ชิตัง เม ชิตัง เม" นี้เป็นภาษาของชาวชมพูทวีปถ้ามาแปลเป็นภาษาเราแล้วก็เรียกว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว นี้เขาทำได้ขนาดนั้นพวกเราก็ยังไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็ยังทำอย่างเขาไม่ได้เมื่อชนะอย่างนี้ก็ท่องบ่นไปเลยจากวัด จนผ่านไปในเมืองจะไปบ้านของตนเองว่า "ชิตัง เม ชิตัง เม" ขณะนั้นก็ผ่านไปในเมืองจะไปบ้านของตนเองว่า "ชิตัง เม ชิตัง เม นี้ โอ้พระราชาของเรานี้เรียกว่าเป็นผู้ชนะมาตั้ง 10 ทิศ แล้วคนนี้มาจากไหน จะว่าชนะแล้วชนะอะไรกันแน่ ได้แล ตาแก่คนนี้บ่นไปอย่างนั้นก็จับเขาเข้าไป จับเข้าไปในวัง แล้วก็มอบให้พระราชาวินิจฉัยสอบสวนตาพราหมณ์คนนี้ก็บอกว่า ตาแก่คนนี้ก็บอกว่าผมไม่ได้ชนะใครทั้งหมด คือผมชนะกิเลสของผมเอง คือผมไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าคืนนี้พระพุทธเจ้าบอกว่าคนที่เกิดมารวยก็มี เกิดมาจนก็มีคนเกิดมารวยไม่ทำบุญก็สิ้นสุดกัน คนที่เกิดมาจนแต่รู้ว่าตัวเองจนแล้ว
ก็ทำบุญสุนทานต่อโอกาสหน้าก็จะมีความสุขเป็นเศรษฐีได้เหมือนกันถ้าหากว่าคนจนก็ไม่ทำก็ไม่มีอะไรอีก จะได้อะไรอีกในภพในชาติต่อไปตนรวยกินไปหมดไป ไม่ได้ทำอะไรไว้เลยก็จะกลายมาเป็นคนจน พระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องกรรมของคนที่ทำและไม่ทำนี้ให้ฟัง ก็มาคิดถึงตัวเองของผมเองว่าเรานี้ ๒ คนผัวเมียก็มีผ้าห่มหนาวอยู่ผืนเดียวมาวัดผัวไปแล้วเมียก็ไม่ได้ไป เมียไปแล้วผัวก็ไม่ได้ไป เปลี่ยนเวลากันไป
ไปฟังธรรมไปรักษาศีลนี้ ครั้นแล้วผมฟังแล้วก็มาคิดถึงตัวเองว่าตั้งแต่เกิดมาแต่งงานกันมาอยู่กับยายผู้เป็นเมียอยู่เดี๋ยวนี้อายุอานามก็มากมายมาแล้ว แต่ก็มีแค่นี้ไม่เคยมีมากว่านี้ ผมคิดว่าอยากจะทำบุญซะบ้าง แต่ครั้นคิดไปถึงเรื่องทำบุญก็มีผ้าผืนเดียว ก็ต่อสู้กับความเห็นแก่ตัวว่ากูทำบุญไปเสีย เมียอยู่บ้านก็จะหนาว ตัวเองก็จะไม่มีผ้าห่ม ความคิดอันนี้ดึงกันไปดึงกันมาตั้งแต่หัวค่ำ ทำไม่ได้มาถึงเที่ยงคืนก็ทำไม่ได้อีกจนสุดท้ายใจก็ยังสู้อยู่ พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่อยไปจนถึงตี ๔ ตี ๕ เพื่อนๆจะเลิกกลับบ้านไปแล้วตัวเองก็ยังต่อสู้งัวเงียงัวเงียอยู่ในความคิดอันเห็นแก่ตัวเห็นแก่ลูกแก่เมียอยู่นี้ จะทำไม่ได้ ก็เลยว่าจะหมดโอกาสแล้วคราวสุดท้ายนี้ก็ทำได้ เมื่อทำได้แล้วผมคิดว่า โอ้โฮมันไม่ใช่ธรรมดาเลยต่อสู้กับความตระหนี่ถี่เหนียวความเห็นแก่ตัว ความไม่เข้าใจบาปของตัวเองนี้ มันเป็นของยากโอกาสดีนาทีทองได้ฟังแล้วอยู่อย่างนี้ก็ได้แค่นี้ผมทำได้ตอนจะสว่างแล้วผมจึงมีคำว่า "ชนะอย่างนี้ ไม่ได้ชนะใครมา ชนะกิเลสของตัวเองเท่านั้น พระราชาก็เกิดความศรัทธา แหมเราเป็นผู้ชนะ ๑๐ ทิศ ฆ่าคนมา เอาทหารไปรบตรงนั้นตรงนี้ ฆ่าคนตายมาเยอะแยะ เขาก็ว่าเราเป็นนักรบยอดเยี่ยม แต่ครั้นแล้วไม่ปลอดภัย เมื่อชนะมาแล้ววันหนึ่งเขาก็ต้องคิดอีกเขาจะต้องมาต่อสู้กับเราอีก นี่เราชนะไม่ถูกต้อง ฉะนั้นว่าตาพราหมณ์นี้ขึ้นมาใหม่ เรียกว่าชื่อพระราชทาน ชื่อเดิมของแกชื่อว่าจูเฬกพราหมณ์ท่านตั้งชื่อขึ้นมาแล้วก็พระราชทานผ้าสาฏกให้ ๔ ผืน จึงเพิ่มชื่อเข้าไปว่าจูเฬกสาฏกพราหมณ์เรียกว่า ได้ผ้าสาฏก ๔ ผืน ยังไม่ถึงบ้านนะยังไม่ถึงครอบครัวยังไม่ถึงแม่ยายเขาแล้วก็ให้ช้าง ๔ เชือก ให้ม้า ๔ ตัว ให้โค ๔ ตัว ให้ควาย ๔ ตัว ทุกอย่างให้อย่างละ ๔ แล้วก็ให้บ้าน หมู่บ้าน ให้ตาแก่คนนี้เก็บภาษีอากรใช้สอยด้วยตัวเขาเอง นี้ได้ขนาดนั้นยังไม่ถึงแม่ยายเลย นี้เรียกว่าที่นี้ยังเพิ่มขึ้น แต่ละคนที่เขาต่อสู้จริงๆนั้นมาคิดถึงพวกเราแล้ว เราก็ยังทำไม่ได้นี้เรียกว่าเขาตัดสินใจได้ขนาดนี้แหละอานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นได้ในปัจจุบันย่อมเกิดขึ้นมาได้ในลักษณะนี้
ถึงแม้เราจะทำเท่าไหร่เราก็ยังไม่ถึงตาพราหมณ์คนนี้ มีมันมีอยู่ถ้าเราเชื่อบุญบุญก็ต้องให้เราปรากฏ เราเชื่อบุญ เราทำบุญ บุญก็เกิดขึ้นให้แก่เราเพราะเรารักบุญบุญก็รักเรานั่นเอง ทำอะไรให้มันเกิดฉันทะความพอใจ วิริยะ ความพยายาม จิตต เอาใจใส่ ในสิ่งที่ตนว่ามันดี มันประเสร็จว่าสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดแล้วก็คิดสิ่งนั้นให้ละเอียดละออถี่ถ้วนว่าสิ่งที่มันเป็นไปด้วยเหตุด้วยผลมีผลตอบแทนแน่นอนอย่างนี้นี่แล้ว อีกคู่หนึ่งนั้นก็เรียกว่าทำนาว่าบุคคลนี้เป็นชาวนาทำนา ท่านทำนานี้ก็วันที่จะมีโอกาสได้ทำบุญนั้นจะเป็นวันเดียวทำนานั้นยังได้กินข้าวต้มยังไม่ได้กินข้าวหุงข้าวนึ่งอะไรเลย แต่ก็ไม่ต่ำลงไปกว่านั้น วันหนึ่งคนผู้เป็นเมียนี้หาบข้าวไปส่งไปส่งผัวที่ไปไถนาอยู่ พอเดินทางมานี่พระสารีบุตรท่านออกจากป่ามาเพราะสมัยก่อนไม่มีวัดไม่มีอะไรเลยอาศัยป่าเป็นที่อยู่เป็นที่วิเวกเป็นที่ปฏิบัติธรรมหาความสงบ ท่านก็ไปอยู่ในป่าเมื่อถึงเช้าแล้วท่านจึงออกบิณฑบาตก็เดินตามทางนั้นจะเข้าไปในหมู่บ้านหญิงคนนี้จะไปส่งข้าวผัวนี้ ก็เห็นเดินมาข้างหน้าขณะที่เดินมาเห็นนั้นก็คิดขึ้นมาในใจว่า โหพระเจ้าพระสงฆ์นี้ท่านจะเข้าไปบิณฑบาตนี้เรานี้ตั้งแต่มีครอบมีครัวมายังไม่เคยได้ทำบุญตักบาตรเลย แล้วก็มาเห็นท่านออกมาจากป่าจะไปบิณฑบาตนี้เราจะให้ท่านผ่านไปแล้วเราก็ไม่ทำอะไรเลย มันจะเป็นการดีหรือ ก็คิดในใจ ครั้งคิดในใจแล้วว่าข้าวนี้ถ้าคิดถึงสามี แล้วเขาก็ทำงานหนักก็คงหิว คงรอเราอยู่แล้ว ข้าวนี้ที่หาบมานี้ก็มีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน คือส่วนหนึ่งเป็นส่วนของเราจะกิน ส่วนหนึ่งก็เป็นส่วนของสามีจะกิน ทีนี้ถ้าหากว่าเราใส่แต่ส่วนของเราเราอดซะวันนี้ อดเพื่อใส่ให้ท่านท่านคงไม่พอฉัน ถ้าใส่ ๒ ส่วน สามีก็ไม่ได้กิน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าใส่ ๒ ส่วนแล้วท่านคงจะพอ คิดส่อสู้ท่านก็เดินมาหาเรา เราก็เดินไปหาท่านเพราะสวนทางกัน คิดไปคิดมาตัวเองทำส่วนของตัวเองนี่ทำไปแล้ว แต่ส่วนของสามีนี้จะตัดสินใจว่าอย่างไรถ้าเกิดว่าเราเอาใส่ให้ท่าน ถวายท่านไปทั้ง ๒ ส่วน ทั้งของตัวเราของสามีด้วยสามีเขาหิวก็เกิดความโกทธซะ ไม่พอใจเขาจะต้องทะเลาะกับเราแน่นอน ทะเลาะถ้าหากว่าความหิวมันมากขึ้นก็อาจถึงฆ่าถึงแกงกันก็ได้เราจะทำอย่างไร คิดไปพระก็ใกล้เข้ามาตัดสินใจไม่ลง ลงสุดท้ายใกล้เข้ามาจริงๆแล้วก็ตัดสินใจเลยว่าจะเป็นหรือตายก็ต้องยอม แต่เราขอให้ท่านรับส่วนของเราและของสามีและท่านก็จะได้ฉันในส่วนของเราและของสามี ท่านก็ไม่ต้องเข้าไปบิณฑบาตก็ตัดสินใจว่าเราต้องแก้ปัญหาแน่ ก็เลยเอาเข้าทั้ง ๒ ส่วนนี้ใส่บาตรให้ท่าน ท่านดูแล้วว่า ๒ ส่วนนี้พอแล้วพอฉันท่านก็กลับไปฉันในป่าตัวเองก็เดินหม้อเปล่ากลับไป ไปถึงสามี สามีก็มานั่งคอยอยู่บนกระต๊อบนาแล้ว ก็ใช้คำพูดดีๆถึงมีอะไรจะเกิดมันก็เกิดขึ้นได้ยาก พูดไม่ดีมันเป็นการไปยุแหย่ให้เกิดอันตรายก็พูดไปว่าโหทำเสร็จนานแล้วหรือ มาคอยนานแล้วหรือ ก็ถามกันไป ยังไม่ถึงตัวเอาเสียงไปก่อน เพิ่งมาถึงเดี่ยวนี้แหละ เพิ่งเลิกเดี๋ยวนี้ก็ว่าไป ลงสุดท้ายก็คงจะเหนื่อยนะวันนี้ ดิฉันก็มาสายหน่อย ก็ว่ากันไป แล้วก็จะขึ้นไปละ ทั้งพูดทั้งเดินขึ้นไป ขึ้นไป ไปใกล้ๆแล้วก็วางหม้อลงวางหม้อลงก็วันนี้ฉันนะทำผิดคุณอย่างแรง คำว่าทำผิดคุณอย่างแรงเนี่ยไอ้ตัวที่มันคิดไม่ใช่คิดว่าผิดอะไร ก็เข้าใจไปว่า เออ มา ตามทางนี้ถูกคนข่มขืน หรืออะไร ก็ไปทำนองนั้น เพราะตัวนี้มันตัวหลักใหญ่แต่ฝ่ายเมียก็พูดไปว่าไม่ได้ทำผิดอะไรหรอก ไม่ได้ถูกรังแกถูกข่มขืนอะไรไม่มีแต่ว่าทำผิดคราวนี้ ดิฉันเดินทางมาจากบ้านก็เห็นพระกำลังจะเข้าไปบิณฑบาต ดิฉันก็เลยศรัทธาว่าเราแต่งงานกันมานี้ก็ทำนา ก็ทำอยู่นี่แต่ไม่อด แต่พอไม่ได้ซื้อได้ขายอะไร ก็เลี้ยงกันมาตลอดแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า เจริญขึ้น จะมีแต่ความลำบากอยู่ในความเป็นอยู่ ดิฉันคิดว่าเมื่อโอกาสดีอย่างนี้เราควรจะทำบุญจะไปรอโอกาสอื่นก็ไม่มีอีกแล้วเนี่ยดิฉันคิดขึ้นมาว่าจะเอาส่วนของดิฉันนี้ใส่บาตรไปท่านก็จะไม่พอฉัน คิดว่าจะเอาเหลือไว้เพื่อคุณเพราะคุณทำงานหนักเพื่อครอบครัว ดิฉันก็คิดอย่างนี้ แต่ครั้นแล้วก็เลยตัดสินใจว่าใส่ไปซะ ๒ ส่วนท่านก็จะไม่ได้บิณฑบาตคนอื่น รับแต่ส่วนของเราและสามีแล้วท่านก็คงพอฉัน ดิฉันทำไปหมดเลย นี้แหละว่าเป็นความผิดของดิฉันที่คิดทำอย่างนี้ ถ้าหากว่ามีส่วนที่จะเห็นด้วยดิฉันก็สาธุด้วยเหมือนกันเขาพูดจบลงแค่นี้มาสีก็บอกว่าเออไม่เป็นไร เราก็อนุโมทนาด้วยเราก็เห็นด้วยก็เลยเห็นด้วยกัน เสร็จแล้วว่าเมื่อตักข้าวใส่บาตรให้พระแล้วหม้อล้างหรือยัง หม้อล้างหรือยังว่างั้น เมียก็บอกยัง โอ ถ้างั้น ก็มันหิว เอาน้ำล้างหม้อมาล้างเอาน้ำข้าวในหม้อให้ซดหน่อย เมียก็ไปคว้าเอาหม้อมา พอเปิดฝาหม้อออกข้าวอยู่ในหม้อเต็มก็หัวเราะโวยวายเหมือนกับว่าเราหลอกเขาให้เขาหิวแทบตายแล้วข้าวอยู่ในหม้อ เขาจะว่าอย่างไรอีก ก็มาแก้ปัญหา ก็ยืนยันมาว่า อ้าว ข้าวทำไมเป็นอย่างนี้ แต่ว่าพอเปิดฝาหม้อข้าวหอมกว่าที่เคยกินมานี้อย่างหนึ่งอย่างสองเอามาอยู่กินทุกวันนั้นเป็นข้าวต้ม แต่วันนี้เป็นข้าวหุงเป็นหม้อเต็มปากหม้อ ลงสุดท้ายก็พูดให้ผัวเข้าใจเข้าใจแล้วก็ตักตักมากินกันพอตักลงไปทัพพีหนึ่งข้าวก็ไม่มีพร่องไม่มีรอยตักยังเต็มอยู่อีกเมียก็ตักกิน ผัวก็ตักกินให้แล้ว ข้าวก็ยังไม่มีพร่องไม่มีรอยตัก เต็มหม้ออยู่เหมือนเดิม นี่เป็นส่วนอานิสงส์ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะทำให้มันเกิดอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ถ้าเห็นแก่กินแล้วกี่ไร่กี่งานอะไรก็มองไป ที่ยังเหลืออยู่กี่ไร่ทำนองนี่ ก็มองไปแล้วก็เห็นไอ้ก้อนที่ไถดินนี้มันเหลืองอร่ามไปหมด แต่ยังเหลืออยู่ที่ไม่ไถ ก็มาคิดว่าตัวเองมันหิวน้ำตาลายหรือตาฝาดไปอะไรทำนองนี้
เสร็จแล้วก็เลยสงสัยบอกให้ภรรยาว่า ฉันมันตาฝาด หรือเปล่านี้ ที่ไถ่ก้อน ที่ไถทั้งหมดนั้นทำไมมันเหลืองอย่างนี้ ให้แกไปเอามาดู ตาแกเป็นอย่างไรเมียก็บอก ฉันมองดูมันก็เหลืองเหมือนกัน ก็ไปเอามาดู พอเอามาดูแล้ว เอามาเป็นก้อนๆมันเป็นก้อนทองคำทั้งหมด เป็นทองทั้งหมด ส่วนแล้วทั้งหมด ส่วนที่ไถแล้วนี้มันเกิดขึ้นกลับมาถือให้ผัวดูก็เป็นทองเสร็จแล้วก็มาปรึกษากันว่าถ้าอย่างนี้นี่เราจะทำอย่างไร ถ้าผู้ร้ายกับโจรมานี้เขาจะมาแย่งเอาของเรา ฉะนั้นให้แกนี้เขาไปหาพระราชาให้พระราชาทรงโปรด แล้วให้ท่านพระราชาทานเกวียนเอามาขนเข้าไปไว้ในพระราชวังเพื่อความปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายตกลงก็ขนเข้าไป อย่างนี้แหละสิ่งที่เขาทำได้ก็อาศัยการเอาชนะกิเลสในความเห็นแก่ตัว ความหิว ความอยากอะไรต่างๆฉะนั้นหลักใจนี้เมื่อเราละ เราเลิก เราทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์แล้วมันมีหวัง ๑๐๐ เปอร์เซนต์ฉะนั้น " จิตเต สํกิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา" จติเสร้าหมองแล้วทุคติเป็นหวังได้ "จิตเต อสํ กิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา" ผู้มีจิตบริสุทธิ์แล้วสุคติเป็รหวังได้ "สุทฺธิ อสุทฺธิ ปัจฺจัตฺตํ" บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน
