กัณฑ์ที่ ๔

ถอดเทปธรรมเทศนาของพระครูฐิติธรรมญาณ(หลวงปู่ลี  ฐิตธมฺโม)

 

เรื่อง  จิตดวงเดียวดวงนี้

เทศน์เมื่อวันที่    สิงหาคม  ๒๕๔๑

วัดเหวลึก  บ้านบึงโน  .โคกสี  .สว่างแดนดิน  สกลนคร  ๔๗๑๑๐

 

   นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมา  สมฺพุทธสฺส
  นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมา  สมฺพุทธสฺส
  นโม  ตสฺส  ภควโต  อรหโต  สมฺมา  สมฺพุทธสฺส

    ธมฺโม  หเว  รกฺขติ  ธมฺมจารํ  ธมฺโม  สุจิณฺโณ  สุขมาวหาตีติ

 

ต่อไปนี้อาตมาจะได้แสดง พระธรรมเทศนา  ขอให้ท่านสาธุชนทั้งหลาย  จงตั้งใจภาวนาไปด้วย  นั่งตามสมัครใจหรือจะขัดสมาธิ  จิตควรจะรับ  ซึ่งโอวาทคำสอนที่มีมาในพระพุทธศาสนา  พร้อมจะรับเอาซึ่งธรรมะอันเป็นคำสอนที่มีมาในพระพุทธศาสนานั้น  เบื้องต้นก็ต้องทำความคิดของตนให้แน่วแน่ลงในอันที่จะสดับตรับฟัง  คือไม่กังวลสงสัยในอารมณ์อื่นซึ่งเป็นโดยธรรมชาติ  เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่รบกวน  กวนสมาธิกวนจิตใจอันสงบแน่วแน่  จะไม่เข้าไปถึงธรรม  ธรรมนี้เองเป็นสภาพหนึ่งหรือเป็นสภาวะอันหนึ่ง  ที่ทำให้บุคคล  ผู้รู้ผู้เห็น  ในธรรมนั้น  ก็อาศัยจิตใจ  ที่ถูกกลั่นกรอง  เหลือแต่จิตใจอันเดียว  ผู้มีแต่ใจล้วนๆ  ไม่มีอารมณ์อื่นรบกวน  ถ้าจิตใจถูกรบกวนรบเร้าอยู่ด้วยอารมณ์ในอดีตก็ดีในอารมณ์ที่ยังไม่มาถึงคืออนาคตก็ดี  สิ่งทั้งหลายเหล่านี้  เป็นสิ่งที่ก่อกวน  คือจิตใจก็อยู่ในระดับทั่วกัน  เพราะยังรู้หน้าที่ของอารมณ์เหล่านั้นไม่เพียงพอ  เมื่ออารมณ์อันนี้  รบเร้า  ปัดแต่งจิตใจ  ให้แกว่งไปก็เหมือนไฟที่ไม่มีอะไรปิดบัง  ก็ย่อมมีลมเป็นข้าศึกแก่แสงสว่างเหล่านั้นถึงจะตั้งกำลังไฟไว้  มีกำลังเท่าไหร่  กี่ร้อยกี่พัน..ก็ตาม  ไฟย่อมทำหน้าที่ไฟด้วยความนิ่งไม่ได้  คนที่จะอาศัยไฟ  ให้ได้มองเห็นสิ่งที่จะเห็นก็ย้อมเห็นไม่ได้  เพราะไฟถูกลมพัด  ฉะนั้นไฟที่จะมีกำลังได้เต็มที่ก็อาศัยไฟที่ปราศจากลมพัด  จึงจะอ่านหนังสือได้โดยไม่เลือนลาง  เรามองเห็นได้อย่างแม่นยำ อันนี้ก็ฉันใด  ธรรมะนั้นเป็นของละเอียดอ่อนถ้าเราไม่ตั้งใจจริงไม่หวังที่จะให้ธรรมเกิดขึ้นกับตัวจริงๆแล้วก็เป็นได้ยาก  เมื่อมันเป็นได้ยากเราจะไปร้องขอร้องเรียนจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้ 

เพราะสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่จะทำและเข้าใจนั้น  ก็อาศัยรูปร่างกายเรานี้เป็นตัวอยู่  ว่าร่างกายอันนี้เราก็อาศัยกันมาในระหว่างจิตและกาย  กายก็อาศัยจิตอยู่ จิตก็อาศัยกายอยู่  เหมือนบ้านกับคน  คนก็อาศัยบ้าน  เพื่อหลบลี้  ความร้อนและความหนาว  แดด  ลม  คนก็ภูมิใจร่างกาย………. ตัวบ้านจริงๆ ไม่รู้จักสุข  ไม่รู้จักทุกข์  ถึงแม้จะถูกไฟไหม้ลมพัดให้บ้านนี้พังไป  บ้านก็ไม่มีความทุกข์  บ้านก็ไม่มีความเดือดร้อน  อันนั้นเป็นความจริง  ใครเล่าเป็นคนเดือดร้อน  ก็คนที่สร้างบ้านหลังนั้นขึ้นมา  สร้างบ้านขึ้นมาตามที่เราต้องการแล้ว  เราก็ต้องการความมั่นใจว่าบ้านนี้เป็นของเรา  ถ้าถูกอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นโดยจะเป็นวิธีลมพัด  เป็นวิธีไฟไหม้  น้ำท่วม  เสียหายโดยประการใดๆก็ตาม  บ้านไม่มีทุกข์ก็จริง  เพราะไม่มีอะไรสัมผัสได้แต่คนที่สร้างขึ้นก็ทุกข์เอง  แต่ในกรณีที่ไม่สร้างก็ทุกข์  ที่สร้างขึ้นมาแล้วก็ทุกข์  ทีนี้มันทุกข์เพราะอะไร มันก็ทุกข์เพราะ อุปาทานขันธ์ ความเข้าไปยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำขึ้นมาแล้วด้วยการปรุงแต่ง  ก็เป็นทุกข์ไปเองกับลักษณะของเหล่านั้น ก็มาเป็นทุกข์เพราะบ้านเราพัง บ้านเราถูกไฟไหม้ก็เป็นทุกข์นี้เป็นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นของส่วนภายนอกแต่ส่วนภายในคือรูปร่างกายอันนี้ สร้างกันขึ้นมาด้วยตัณหา ตัณหาคือความทะเยอทะยานอยากในภพทั้งหลาย มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ หรือว่ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตัวตัณหาเหล่านี้แล เมื่อในใจความจริง ๆ แล้วตัณหาคือความทะเยอทะยานอยาก อยากในลักษณะใด ก็อยากในลักษณะว่า เริ่มไปแต่ว่ากาย ใจ อันนี้ว่าเป็นของเรา เราเลยเห็น ว่าเป็นของเราทุกอย่าง ความว่าเป็นของเรานั้น เป็นลักษณะความสมมุติ สมมุติตามภาษา ถ้าไม่สมมุติเรียกว่าเราเขา หรือสิ่งนั้น ๆ สิ่งนั้น ๆ เราก็เรียกไม่ถูก แต่ก็เรียกให้เป็นภาษากันแล้ว ว่าคนนี้กับคนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างนี้ คนที่เกิดกับเราคนนี้คือลูกของเราอย่างนี้ เมื่อสมมุติแล้วเราก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา อันที่จริง ถ้าเราเข้าไปถึงความจริงของชีวิต ความจริงของทุกสิ่งที่มีอยู่ว่าของทั้งหลายเหล่านั้นอยูกันด้วยสมมุติและบัญญัติสมมุติสิ่งนั้นให้เป็น สมมุติสิ่งนั้นให้มี และเมื่อให้เป็นให้มีแล้ว เราก็หลงสมมุติ ก็เป็นทุกข์ไปเพราะความสมมุติ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เยื่อใยดีกับความสมมุติ ความบัญญัติเหล่านั้นเป็นไปตามสภาวะของสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป ในพระธรรมเทศนาในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่พระองค์แสดงเป็นปฐมฤกษ์หรือปฐมเทศนา เป็นกัณฑ์แรก เทศอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน โดยมีผู้สดับตรับฟังคือ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ รูป ผู้เคยมาติดตามรอคอยพระพุทธเจ้า ในหัวข้อที่ยกขึ้นให้ปัญจวัคคีย์ผู้รับฟัง ผู้ตั้งใจฟัง ผู้หวังจะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมีมาในกาลก่อนว่า ยงฺกิญฺจิ  สมุทยธมฺมํ  สพฺพนฺตํ  นิโรธธมฺมํ ในหัวใจของธัมมจักกัปปวัตตนสูตนนั้น แปลความว่า  " สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วในโลก สิ่งนั้นก็แปรปรวนเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ

เมื่อพระปัญจวัคคีย์ได้ยินได้ฟังข้อเหล่านี้ก็เกิดความรู้ เกิดความคิดขึ้นมาในใจโดยพระองค์นี้ คำว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น คือมันเกิดรูปแบบว่าอย่างหนึ่งสังขารที่มีใจครองอย่างหนึ่งรูปแบบหนึ่งเรียกว่าสังขารที่ไม่มีใจครอง สังขารก็หมายถึงความปรุงแต่ง  คำว่าปรุงแต่ง บ้านหลังหนึ่งก็มาจากหลายของ หลายอย่าง หลายวัตถุ ถ้ามันกระจัดกระจายกันอยู่ ส่วนที่เป็นเหล็ก เป็นปูนเป็นหินเป็นทรายก็อยู่ส่วนหนึ่ง เรียกว่าวัสดุที่จะมา สร้างมาปรุง แล้วส่วนที่เป็นไม้ก็อยู่ส่วนหนึ่ง ของทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็อยู่กันคนละที่ ไม้ก็อยู่ในป่า หินก็อยู่ภูเขา ปูนก็อยู่ที่ภูเขา เหล็กก็อยู่อีกแห่งหนึ่ง มาปรุงกันขึ้น  เมื่อมาปรุงมาแต่งแล้ว ก็คิดว่าเป็นบ้านเราเรือนเรา นี่เรียกว่าความปรุงแต่ง แต่ไม่มีวิญญาณ ไม่มีจิตใจครอง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ไม่รู้เจ็บรู้ไข้ ปรุงขึ้นมาแล้วเขาก็อยู่เฉย ๆ แต่ก็ทุกสิ่งทุกอย่างจะสร้างขึ้นให้มั่นคงตลอดกาล ก็เป็นไปไม่ได้ แม้ภูเขาต้นไม้จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติภูเขาก็อยู่พอทนโลกไม่ได้ ก็ฉิบหายไปโดยธรรมดาธรรมชาติ บางทีภูเขาทั้งลูกระเบิด เป็นภูเขาไฟไปก็มี นี่เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน ไม่ถาวรมั่นคง คือมันเกิดขึ้นได้มันก็ต้องดับได้ ดับแล้วมันก็ต้องตั้งอยู่ได้ แต่ทีนี้ส่วนคนเราคนหนึ่ง ๆ  นั้นที่ว่ามันเกิดมาจากตัวปรุงแต่ง คือที่ทำให้มันเป็น แล้วให้มันมี ฉะนั้นตัวตัณหาเป็นตัวสร้าง ตัณหามันก็ไม่ใช่เป็นตัณหารูปแบบเดียว มันก็มาหลาย ๆ อย่าง จึงเรียกว่าสังขาร สังขาร หมายถึง ความปรุงแต่งส่วนที่เป็นสังขารภายในมีใจครองด้วย ก็คือสัตว์บางอย่าง ช้าง ม้า โค กระบือ  สัตว์น้ำสัตว์บกที่เคลื่อนไหวมีลมปราณสิ่งนั้นก็เรียกว่าเป็นตัวปัญหาเป็นตัวกำหนด เป็นตัวสร้างขึ้นมา เมื่อสร้างขึ้นมา ของทั้งหลายเหล่านั้น อยู่ในกฎของธรรมชาติ กฎของธรรมชาติแม้ว่าเกิด ณ ที่ใด  ความแก่ก็มีในที่นั้น เกิดในที่ใดความเจ็บก็มีในที่นั้น เกิดในที่ใดความแตก ดับคือตายก็มีในที่นั้น ที่นั้นที่นี้ถ้าหากว่าเราเข้าใจว่าสิ่งที่ปรุงแต่งทั้งปวงนั้น ไม่มีใครจะเป็นใหญ่ ไม่มีใครจะกำหนดกดไว้ว่าให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่มีใครทำได้ ถ้าขืนไปยุ่งเหยิงอยู่ว่า ของเราเป็น ของเรามี ของเราตาย ของเราฉิบหายโดยใจไม่เข้าใจอย่างนี้ เราก็ไปติดอยู่ในสมมุติ เมื่อมันเป็นสมมุติสิ่งเหล่านั้นมันเป็นไปตามยถากรรมก็ดี มันเป็นไปตามธรรมชาติของกันก็ดีอาศัยบุญและบาปที่มีอยู่ปรือที่ทำมาแล้ว ฉะนั้นเราก็จะปฏิเสธไม่ได้ว่าบุญนี้เราทำมาแล้วเท่าไหร่ ก็ไม่รู้ บาปนี้เราทำมาแล้วเท่าไรเราก็ไม่รู้แล้วเอาอะไรมาพิสูจน์ เอาอะไรมากล่าวว่าไม่รู้ และเป็นบาปเป็นบุญได้อย่างไร ที่มันเป็นอย่างนี้เพราะทุกคนมีกิเลสครองใจอยู่ เช่น ตัวโกรธ มันก็มีอยู่ ตัวโลภคือความไม่รู้จักจบก็มีอยู่ ตัวหลงไม่รู้ว่าอะไรเป็นบุญเป็นบาป หรือปฏิเสธเหตุว่าธรรมไม่มีหรอก เกิดชาติเดียวหนเดียวทำซะให้สนุก ไม่มีบาป บางทีจะไปเทียบลงง่าย ๆ  ว่าคนนั้นฆ่าปลาเท่าไหร่ ฆ่าวัวเท่าไหร่ ยิ่งรวย ก็ไปพอใจอย่างนั้นก็มี ถ้าว่าบาปแล้ว ทำไมตาคนนั้นทำบาปอยู่ จึงไม่เป็นตามคำพูดว่าบาป มีแต่มีความสุข มีแต่ความได้ความรวย อันนี้คนที่เข้าใจอย่างนั้นจะไม่ใช่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะว่าคนเราเนี่ยตามปกติแล้วเนี่ย ทำอะไรอยู่ก็ต้องการความสุข ทำอะไรอยู่ก็ต้องการความสบาย แต่คำว่าสุขและสบายนั้นไม่ได้คิดเลยว่าทำอย่างนี้เนี่ยมันถูกมั๊ย ไม่มีปัญหาอีก เมื่อไม่มีปัญญาก็ปฏิเสธเหตุว่าเป็นบาปไม่เป็น ทำบุญว่ามีบุญก็ไม่สุขซักที ก็เป็นอย่างนี้ ใจร้อนอยู่อย่างนี้ แล้วเราจะบอกว่าเราไม่มี บาปมีกรรมได้อย่างไร เพราะความโกรธ ถามตังเองว่าโกรธเป็นมั๊ย บางครั้งโกรธคนบางครั้งโกรธสิ่งที่ไม่จำเป็นที่ต้องโกรธ แม้ที่ว่าความโกรธนี้คิดถึงคนที่ตายไปแล้วที่เป็นศัตรู ที่เราไม่ยอมรับก็ไปโกรธถึงคนตายด้วย คนตายก็ไม่ลุกมาด่ามาว่ากันแล้ว ก็ยังไปอิจฉาคนตายเข้าไปอีก นี่ยังลดจากใจไม่ได้ เมื่อจิตใจลดไม่ได้ เรื่องอะไรจะไม่เป็นปัญหาอยู่ตลอดกาลตลอดเวลา ฉะนั้นแหละโทษของตัณหาเหล่านี้แล มันจึงทำให้คนเกิดไปตามอำนาจ ถ้าคนไม่ดี เช่น ความโกรธนี่ไม่มีทางเลย  ตัวเมตตาปราณี แม้แต่ว่าผัวกันเมียกันที่ว่ารักกันมากที่สุดก็ฆ่ากันได้มากที่สุดเหมือนกัน หรือเพื่อนบ้านเรือนเคียงเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นเรื่องใหญ่เหล่านี้เป็นต้น สาเหตุที่เกิดขึ้นกับอำนาจเหล่านี้มันเกิดจากอะไร มันเกิดจากอายตนะ  อายตนะ ๑๒ อายตนะ  ๑๒ นี้  ส่วนที่เป็นภายในก็ ๖ ส่วนที่เป็นภายนอกก็ ๖ คำว่า ๖ นับยังไง ตาเห็นรูป มันก็มีความรัก ความชัง เป็นคู่กันอยู่ หูได้ฟังเสียง เสียงนี่เสียงไพเราะเสียงนี่เสียงน่าฟัง ก็ติดตามไปตามเสียง เสียงไม่น่าฟัง ก็ใจก็ไม่รับตัวไม่รับ  ไม่พอใจก็เป็นตัวโกรธอยู่ ตัวรับตัวพลอยยินดีนั้นก็เป็นตัวอยากอยู่ นั้นล่ะลักษณะปัญหาเป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเห็นรูป แล้วมันก็เกิดไอ้รูปนี้สวยก็พอใจ รูปนี้ไม่สวยก็ไม่พอใจ แล้วไม่พอใจนั้นสิ่งที่เห็นก็ไม่ได้มาอะไรทำอะไรกับเรา แต่จิตใจ เราไม่เป็นตามซะเลย แส่ไปแส่มา  อย่างนี้ แล้วจะไปเอาไปจี้ไปรู้ไปเห็นกันที่ตรงไหน อารมณ์พาจิตใจให้แกว่งไกว ลมพัดให้ไฟแกว่ง แล้วจะเห็นจากแสงสว่างนั้นย่อมไม่ได้นี้ละก็คนเรานั้นถึงยังไง ๆ ก็ตั้งเป้าหมายไว้  ขอให้มีความสุขกายสบายใจ มันไม่สบาย.. ตาเห็นก็วางไม่ได้ หูได้ฟังก็จากเสียงไม่ได้ไม่มีความว่าง จมูกได้กลิ่นก็มีเหม็นและหอม ลิ้นได้รสก็มีอร่อย กายถูกต้องนุ่งห่มสัมผัสของแข็งอ่อนก็รู้ ของอ่อนก็ชอบของแข็งก็ไม่ชอบ อารมณ์ของใจที่เกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้แหละ มันก็มีอยู่อารมณ์  ๒ อย่างมีอารมณ์สุขและอารมณ์ทุกข์ สลับกันอยู่ถี่ยิบเลย ถ้าเราไม่ค้นไม่คว้าไม่เห็น อันเนี่ย..มันถี่ยิบ สุขเกิดขึ้นดับไป ทุกข์เกิดขึ้นมาแทนที่ทุกข์ดับไปสุขขึ้นมาแทนที่ แต่หากว่าเรานั่ง ไม่ภาวนาอยู่ เราไม่กำหนดดูตัวที่จิตแล้วไม่เห็น ก็คิดว่าไม่โกรธ ไม่อะไรเลย เฉย ๆ อยู่เดี๋ยวนี้แหละ ว่าเราจิตสบาย ใจสบาย ใจปล่อย ใจวาง ใจว่าง มันไม่ได้ว่าง ใจว่างมีที่ไหน เพราะใจกินอะไรเป็นอาหาร ฉะนั้นเราให้อารมณ์ของใจเนี่ยเป็นอาหารกินอันโอชะหรือไม่ อาศัยแต่ความเห็นดีหรือไม่ดี ฟังสิ่งที่ดีหรือไม่ดีเท่านั้นเอง เนี่ย..ถ้าจิตใจใดที่ทำให้เกิดตัวสมาธิมั่นคงอยู่ ตาเห็นก็ปล่อยไป หูได้ฟังก็ปล่อยไป ไม่เอามาเก็บ ไม่เอามาคิด ไม่เอามาวิตกกังวล มาวิตก วิจารณ์ในเรื่องเหล่านั้น คนเรามันเป็นโรคประสาทกันอยู่ ก็เพราะอารมณ์นี่แหละมันมากขึ้น  เท่าใด ๆ จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เนี่ย.. เราจะแก้กันอย่างไร ไปหาโรงพยาบาลก็ให้ยาระงับประสาทให้นอนได้ แต่เราปล่อยอารมณ์นี่ออกไป ไม่เก็บ ไม่ขัง ปล่อยไป จิตก็ว่างลง ว่างลง อารมณ์นั้นก็ไม่มาเกี่ยวข้อง เพราะเราไม่รับ ตัวอารมณ์นั้นคือผู้ร้าย ร้ายฉกาจฉกรรจ์ แล้วแต่โจรประเภทใด โจรคือความโกรธที่มีอยู่ในใจนั่นแหละคือตัวที่จะประหัตประหาร ปล้นจี้สดมภ์สมบัติที่มีอยู่ในตัวคน หายไปหมดเลย สมบัติเกิดจากให้ทานก็มาจี้เอาไป สมบัติที่เอาไว้รักษาศีลก็รักษาไม่ได้ เพราะตัวโกรธนั้นไม่เอา มันไม่ความปราณี ตัวเมตตาตัวสงสารไม่มีเลย โกรธขึ้นมาเมื่อไหร่ นี่มันก็เรียกว่าเมื่อเกิดขึ้นมาอย่างนี้ อารมณ์อันนี้ก็ไม่ได้ขาดไปจากใจตายไปก็ยังเป็นที่สะสมไว้ ในพื้นฐานของจิตใจเมื่อสะสมไว้อย่างนี้ มันก็จะเป็นไปตามอำนาจนั่นเอง แม้แต่คนโกรธ ไม่มีอะไรจะดีเลย คนโกรธนี่สวยแค่ไหนก็ไม่สวยอยู่แล้ว เราไม่ปล่อยไม่วาง จิตก็ไม่ปกติ ใจก็ไม่ปกติ นี่แหละของที่ไม่ปกติอย่างนี้จะไปเห็นความจริงยังไง  อย่าไปหวังเลย ฉะนั้นจึงพูดในเบื้องต้นก่อนที่จะขึ้นมาบนธรรมาสน์พูดนี้ ก็ว่า……………….นั่งคือนั่งนี่เตรียม เพื่อจะให้รู้ว่าจิตนี้มันเป็นยังไง อยู่ในลักษณะใด ถ้าหนึ่งมีสติควบคุม สองนึกให้จิตผ่านไปกับชีวิตคือลมหายในเข้า หายใจออกนี้เป็นตัวชีวิตของแต่ละคน ไม่กำหนดว่าป่วยไข้ ถึงจะตาย ยังแต่ว่าลมหายใจเข้าออกว่าลมหายใจเข้าเป็นอย่างนี้ ออกอย่างนี้อยู่ เราจะมีความเป็นอยู่อย่างนั้น ยาวนานอะไรต่าง ๆ นั้นยิ่งไปกันใหญ่ นั้นคือความประมาท ความประมาทอันนั้นแหละบอกว่าเราไม่พร้อม เรายังไม่ถึงเวลา เรายังไม่ถึงเวลา ลงสุดท้าย กาลเวลานั้นไม่ได้หยุดนิ่ง แม่น้ำหรือเวลานาทีไม่รอคอยใคร ชีวิตของเราได้มานี้ก็ไม่ได้รอคอยเราเลย ไม่ได้รอคอย เราจะเอาอะไรกับชีวิต

ถ้าเราทำความดี ฉะนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้แล้วว่า อปฺปมาโท  มจฺจุโนปทงฺ ความประมาทนั้นเหมือนกับคนตายแล้ว คนประมาทคือคนตายแล้วว่างั้น คำว่าตายไม่ได้หมายถึงตายแล้วมัดมือมัดเท้าเข้าแต่โลงคือไม่มีอะไรที่จะเกิดกับคนประมาท เป็นเด็กก็ปล่อยภาษาเด็ก เด็กมีความเจตนาอะไรกับตัวเขาเองก็ไม่ได้ แม้แต่ผู้เป็นพ่อเป็นแม่อยากให้ลูกดีหลานดีก็พยายามที่จะชี้จะสอน ให้เข้าศึกษาการเล่าเรียนตามภาษา แต่เด็กนั้นมันไปติดใจอยู่กับเพื่อนกับฝูง ที่มันเดินเล่นกินฝุ่นอยู่มันจะได้อะไรตรงนั้น มันก็ไม่ได้อะไร ก็เป็นความประมาทผ่านมาจนถึงกลายมาจนเป็นตัว เป็นพ่อ เป็นผัว เป็นเมีย ไปกันใหญ่ ลงสุดท้ายไปติดอยู่ที่ตรงนี้ก็ เวลาไม่มี เวลาไม่พอ ขอโอกาสนั้นก่อน ขอโอกาสนี้ก่อน แล้วขอก็ไม่รู้ว่าขอจากใคร ขอไปจนกระทั่งว่าตายไปนี้ขอให้ไปสวรรค์ ตายไปนี้ขอให้ไป        พระนิพาน ขอกัน อยู่อย่างนี้เรื่อย ๆ ไป พระพุทธเจ้าไม่สอนให้ขอ สอนให้เราลุกขึ้นมา อามนฺตยามิ  โว  ภิกฺขเว  ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนท่านทั้งหลาย   ปฏิเวทยามิ  โว  ภิกฺขเว  ขยวยธมฺมา  สฺงขารา สังขารทั้งหลายนี้มันมีวันเสื่อมสิ้นไปตามกาลเวลา  อัปปมาเทนะ  ท่านทั้งหลายอย่าประมาท เมื่อประมาทอยู่อย่างใด เรามาตัวเปล่าก็กลับไปตัวเปล่า เราได้เสียอะไรมาบ้างถือเอาที่มีอยู่ก็คือตัวที่สำเร็จรูปมาคือดีกับชั่ว  ตัวชั่วนั้นทุกคนปฏิเสธไม่ได้ เหมือนกับเราปฏิเสธ เคยร้องไห้มั๊ย ปฏิเสธว่าเคยหัวเราะมั๊ย ปฏิเสธได้อย่างไร เพราะร้องไห้เป็น ไม่ต้องเรียนว่าศิลปะการร้องไห้ ๆ ยังไง ยิ้ม ศิลปะการยิ้มเป็นยังไง ไม่ต้องหาศิลปะ ถ้าทุกข์มาเมื่อไหร่ มันทุกข์จากเรื่องอะไร ไม่ได้ทุกข์เพราะความได้ มันทุกข์เพราะความเห็นสูญเสีย  สูญเสียสิ่งที่ตนองสมมุติ สูญเสียสิ่งที่ตนเองบัญญัติ สมมุติว่า คำว่าสมมุติแกกับผู้ชายคนนี้ ผู้หญิงคนนี้ว่าเป็นผัวเป็นเมียกันตั้งแต่วันที่เท่านี้ เท่านั้นแหละ แต่ยังไม่สมมุติผู้ชายคนนั้นตาย ร้อยคน ร้อยผู้หญิง คนนึ่งไม่หลั่งน้ำตาตาม ทำไมไม่ร้องไห้ ไม่หลั่งน้ำตาตาม ไม่ทุกข์ ก็เพราะไม่มีอยู่ในสมมุติว่าเป็นของเรา เป็นเมียเรา ผัวเรา ลูกเรา หลานเรา แต่เมื่อมันอยู่ในลักษณะสมมุติอย่างนี้ เรามาทำใจไว้เลยว่า อันนี้เรารักกับชังนี่มันก็อยู่ด้วยกัน ไม่ใช่ว่ารัก ราบรื่น ผัวเมียแต่ละคู่ ทะเลาะกันอยู่ แต่ความรักนั้นมีอยู่ตลอดเวลานั้น มันก็ไม่ทะเลาะกัน แต่ช่วงไหนมันมีความไม่ดีเข้ามาแทรกแซงตัดความรักออกไป มันเกิดแล้วฆ่ากันได้ ด่ากันได้ เกลียดกันได้ โกรธกันได้อย่านี้เราก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของอารมณ์เหล่านั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุมีผลของกันและกันอยู่ ความจริงเป็นอย่างนั้น แต่เราไม่เห็นของจริงแล้วจะไปเอาของจริงจากไหน ใครจะไปรู้ของจริงอย่างนี้ เหมือนพระพุทธเจ้าเห็นไม่มีแล้ว เพราะพระองค์เป็นผู้คิดค้น เป็นผู้ค้นหาและทำให้ตัวพระองค์ได้ด้วย เห็นด้วย ละด้วย ปล่อยวางด้วย แล้วก็มาสอน บุคคลที่ไม่รู้ ให้ได้รู้ บุคคลที่ยังไม่เห็น ให้ได้เห็น สิ่งที่เห็นพระองค์ก็ไม่ได้สอนว่า อยู่ภูเขาเลากา อยู่ป่าอยู่ดง ความทุกข์อยู่ที่ไหนก็ทุกข์ได้ ความสุขอยู่ที่ไหนก็สุขได้  เราชอบทางไหน ถ้าชอบสุขก็ใช้คำว่า  นตฺถิ  สนฺติ  ปรมํ  สุขํ สุขอื่นนอกจากความสงบไม่มี นั่งอยู่นี่ทำให้มันสงบซี่…  จะไปหวังอะไรอีก และถ้าไม่ทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทุกข์ก็รู้อยู่แล้ว ถ้าอยากทุกข์อีกก็ไม่ต้องทำอะไรกับมันอีกมันก็จะตายไปอยู่ตามกาลเวลาของมัน เราจะได้อะไรจะประโยชน์ไอ้ร่างกายสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมา ถ้าเป็นรถก็เรียกใจว่าเป็นคนขับ ร่างกายเป็นตัวถังรถ เป็นที่ตัวรถ จิตเป็นผู้ขับ ถ้าจิตขับเป็นร่างกายนี้ก็จะปลอดภัย ถ้าขับไม่เป็นก็ทำให้รถนี้พังได้ ไม่นานนัก โดยไม่ได้ใส่อะไรไปเลย ไม่มีอะไรเลย ฉะนั้นความเกิดขึ้น แต่ละครั้งละคราว เป็น….เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แล้วจิตใจก็รับรู้ทั้งสุขทั้งทุกข์ แต่ทุกข์ก็เรียกว่าไม่ต้องการ สุขต้องการ แล้วเราจะทำให้สาเหตุเล้านี้ให้เกิดความสุขได้ก็เข้าใจในสิ่งที่เราทำ จนทำคำว่า เริ่มตั้งแต่ พุทฺธํ สรณฺคจฺฉามิ..ไป ว่าเราจะถือเอาอันนี้เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง จึงจะเป็นมงคลกับชีวิต นอกจากที่ว่า ผู้ที่จะเป็นมงคลกับชีวิตของเราก็คือพระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ไม่มีใครเสมอเหมือน มีพระปัญญาคุณอันยิ่งใหญ่  ในกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าได้มาตรัสรู้ ก็ไม่มีใครล่ะ เพียงแต่รู้ธรรมชานกันไป ทุกข์ก็มีร้องไห้เป็นเครื่องแก้ สุขก็มีหัวเราะเป็นเครื่องแก้ ลงสุดท้ายแก้กันไปแก้กันมา แม้แต่ความทุกข์ ยืน เดิน นั่ง นอนเนี่ย นั่งอยู่อย่างเดียวก็เป็นทุกข์ นอนลงก็ยังมีทุกข์ มันมีทุกอยู่ ถ้าเราทำจิตใจให้อยู่ในระดับเป็นสมาธิ ความตั้งมั่นปัญญาคือความรอบรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ ปัญญาต้องมีปัญญา ฉะนั้นจะให้มีปัญญาให้เห็นได้รู้ว่าอาศัยจิตมี ความมั่นคงอยู่ แน่วแน่อยู่ในความเป็นสมาธิ สมาธินั้นเรียกว่า อุปจารสมาธิเนี่ย ที่เกิดขึ้นได้แผล๊บเดียว ดับไป สลับกันอยู่ควบคุมกันให้ราบรื่นไม่ได้ ลงสุดท้ายจิตก็ยังไม่มีกำลังตรงนี้ ยังไม่มีกำลัง ถ้าเป็นอัปปนาสมาธิคือความราบรื่นของจิตใจ ปล่อยวาง จิตว่างลง ไม่เป็นไปตามอารมณ์ในอดีต อารมณ์ปัจจุบัน อารมณ์อนาคต เรียกว่าจิตเป็นเป็นหนึ่งอย่างเดียว ไม่มีอะไร  เรียกว่าเอกัคคตาจิตเอกัคคตารมณ์ ลมจะมีพุทโธหรือ ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวเท่านั้นจิตก็จะละเอียดลง ละเอียดลงเมื่อละเอียดลงผู้ทำใจรู้เอง เรียกว่า สันทิฏฐิโก เห็นเองตรงนี้ อกาลิโก การเห็นไม่ต้องรอวันพรุ่งนี้เมื่อรืนนี้หรือปีหน้าหรือปีหน้าเดือนหน้า เห็นโดยในในปัจจุบันนั้นเลย เห็นในขณะนั้น เดี๋ยวนั้นเลย การจะเห็นก็ต้องมาเริ่มกันที่จิตใจ มันเห็นไม่ได้เพราะจิตใจไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะรับรู้รับทราบสิ่งที่ละเอียดละอออย่างนั้นเพราะจิตนี้พัวพันกับกิเสสมาไม่รู้ว่าเป็น ล้าน ๆ ชาติเลย เราก็ยังมีปัญหาอยู่จนมานั่งอยู่เดี๋ยวนี้ นั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเย็น....นไปเรื่อย ๆ สว่าง....งไปเรื่อย ๆ สุข..ไปเรื่อย ๆ มีสติอยู่ตลอดเวลามีสัมปชญญะคอยดูแลความเคลื่อนไหว อย่างนี้จิตก็คงไม่ยากเกินกว่าที่เราจะฝึก เพราะจิตนี่จะไปทางไหนเนี่ย..มันไปได้ ไม่ได้กำหนดทิศทางออกไปโบราณเหมือนว่า เหี้ยอยู่ในจอมปลวก มีรูออกตั้ง ๖ รู คนจะจับเหี้ยนี่จะจับยังไง ถ้าว่าออกไปหากิน ทิศไหนทางไหนใน ๖ รูนี้ หากินอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ก็มาอาศัยโพลงจอมปลวกนั้นอาศัยอยู่ จิตใจของเรานี้ก็เหมือนว่ามันอาศัย อยู่ในร่างกาย ออกทางหู ทางตา ทางจมูก ทางใจได้ทั้งนั้นเลย ถ้าเราไม่มีสติตามทันแล้วจิตย่อมโผล่ขึ้นตรงนั้นตรงนี้ อยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นคนมีอารมณ์อยู่อย่างนี้ อย่าว่าแต่จะเอาไปใช้งานอย่างหยาบ ๆ ก็ยังใช้ไม่ได้ มันหลงลืมไป สารพัดใช้งานหยาบ ๆ ก็ไม่ได้จริง ถ้าจิตมีอารมณ์อันเดียวไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง มันจะเห็นอะไรเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา

อืม..เห็นเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา  เห็นยังไง  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  เห็นกายนี้เพียงสักแต่ว่าธาตุสี่  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ประชุมกันอยู่เท่านั้น  เห็นว่าดินของเราหรือเปล่า  น้ำของเราหรือเปล่า  ลมของเราหรือเปล่า  ความร้อนความอุ่นในตัวของเราเป็นเราหรือเปล่า  ถ้าจิตเห็นแล้วว่าดินกับในลักษณะตัวเรา  ถ้านึกลงไปเลยว่าเนื้อหนังเอ็นกระดูกเหล่านี้เป็นส่วนธาตุแข็ง  เราไปถามกระดูกว่าเป็นกระดูกของนาย ก นาง  นาย  มั้ย  ไม่มีคำตอบลงสุดท้ายถ้าเราเห็นว่า  ธาตุดิน  นี้มีส่วนภายในก็ในตัวเราส่วนภายนอกที่เรานั่งอยู่นี้  ถ้าเราจมน้ำอยู่  ก็เพราะอาศัยธาตุดินนี้เองก็เป็นของแข็งรับได้ภูเขาทั้งลูก  บ้านหลายๆชั้นก็รับได้  ไม่จม  นั้นคือเป็นลักษณะธาตุดิน  ธาตุดินเหล่านี้อยู่ในตัวเราก็น้อยนิดเดียวพูดถึงกระดูกก็  ๓๐๐  ท่อน  ก็เท่านั้นเอง  เนื้อหนังก็เป็นธาตุดิน  เมื่อเราได้มาจากธาตุดิน  จริงๆสิ่งที่เป็นธาตุดินนี้เข้าไป  กินเนื้อกินผักกินปลา  เนี่ยไปเลี้ยงธาตุดิน  กินน้ำก็ไปเลี้ยงธาตุน้ำนั่นเอง  ดังนั้นเราก็ว่าธาตุเราของเขาของเราอยู่อย่างนี้  ผม  ขน  ก็ของเรา  ลงสุดท้ายเต็มไปหมดมีแต่ของเราไม่ใช่มีคนละน้อยๆเลย  แล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมีจุดอ่อนจุดแข็ง  ธาตุน้ำ  มากเกินไปก็ไปโกรธปอด ไปหาหมอก็ว่าน้ำท่วมปอดไม่ท่วมนา  ไปท่วมปอดหมด  อันตรายหรือเปล่า  ธาตุดินเกิดกระดูกหัก  กระดูกแตกขึ้นมา  ถูกอุบัติเหตุหรือเกิดโรคกระดูกผุ  ไม่อยู่เป็นปกติอะไรจะเกิดขึ้นตัวที่เป็นนั้นไม่ทุกข์  ตัวที่รับผิดชอบ  ว่าของเรานี่เป็นทุกข์  แต่ทั้งที่ว่ามันเป็นไปโดยธรรมดา 

ฉะนั้นที่ว่าในมหาสติปัฏฐานว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  จงพิจารณาร่างกายนี้ว่าเพียงธาตุสี่เท่านั้นคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุสี่เท่านั้น  ธาตุสี่เหล่านั้นเป็นธาตุของใคร  เป็น  สัตว์  เป็นบุคคลตัวตนหรือไม่  เมื่อเราแยกออกไปแล้วไม่มีๆ  ครั้นไม่มีแล้ว  ไม่มีอะไรจะหิว  ไม่มีอะไรจะยึด  ก็สักแต่ว่าธาตุเท่านั้น  เกิดขึ้นแล้วตั่งอยู่  แปรปรวนไปในท่ามกลาง  แตกดับในที่สุด  แล้วตัวอุปาทานก็ไม่มี  เมื่อไม่มีจิตใจก็ว่าง  จิตใจนี่ไม่ตาย  ไม่ตาย  มันจะสร้างขึ้นมาใหม่ตลอด  ถ้าเราเห็นอย่างนี้  ก็ดูเหมือนว่าเราทำเรือนยอดหรือปราสาทยอดปราสาทให้สลายลงมาเราไม่เอา  เอาแต่จิตอย่างเดียวก็ไม่มีอะไรจะวุ่นวาย  อย่างสองก็เวทนานุปัสสนาสติปัฎฐาน  สุขทุกข์เกิดขึ้นหัวเราะ  ร้องไห้  แต่นั่นไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน  ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา  เป็นเพียงว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วมากระทบกับจิต  สวนทางกันเพราะจิตไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น  แต่มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ  ก็ไม่รู้ธรรมชาติ  ก็หลงธรรมชาติ สุขเกิดขึ้นก็อยากให้สุขตั้งอยู่  ทุกข์เกิดขึ้นก็อยากจะให้หนีไปเสียจากใจ  ใจก็จะทำยังไงละทีนี้  จะไปฆ่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร  ถ้าไม่แยกจิตออกมาว่าของเหล่านั้นส่งกลับไปเป็นธรรมชาติ  เราเกิดหรือไม่เกิด  สุขทุกข์เหล่านี้มีอย่างนี้  สัตว์โลกทั้งหมดเมื่อมาอยู่ใต้อำนาจเหล่านี้  สุขทุกข์มันจึงเกิดสลับทับซ้อนกัน  อย่างนี้ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  จิตเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า  สาม..ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  ธรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะว่า  อารมณ์ดี  อารมณ์ไม่ดี  จะเรียกว่าอารมณ์ดีก็เป็นความสุขเรียกว่าเป็นธรรม  อารมณ์ไม่ดีก็เกิดเป็นทุกข์  ก็เรียกว่าธรรม  แต่ทีนี้เราจะทำได้มั้ยว่า  สุขเกิดขึ้นเราก็ไม่หลงไป  ทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่ไป  ลงสุดท้ายจิตให้อยู่ในความเป็นกลางคือสุขก็ไม่เอา  ทุกข์ก็ไม่เอา  จิตก็เดินไปไม่มีซ้ายมีขวา  ลงสุดท้ายก็ผ่านด่านนี้ไปจิตก็ผ่านด่านไปได้ก็เรียกว่า  จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน  จิตมีความนึกความคิดก็ไม่ยึดเอาอะไรทั้งปวง  เอาแต่สิ่งที่เป็นเหตุและผลของกัน  เมื่อผ่านไปจนถึงว่าเหตุไม่มี  ผลไม่มี  ดับกันไปเลยนั้นเรียกว่าจิตจะอยู่ในความเป็นอิสระจิตเป็นอิสระนี้แลคือจิตหลุดพ้น  ตัวหลุดพ้นนี้แลคือพ้นไปจากคำว่าสมมุติและบัญญัติ  ไม่มีสมมุติไม่มีบัญญัติ  ไม่มีเราไม่มีเขา  ลงสุดท้ายก็มีแต่จิตอันเดียวเท่านั้น  เมื่อจิตอันเดียวอย่างนี้แล  จะเป็นอันเดียวได้อย่างถาวร  อย่างท่านผู้รู้จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี  เป็นพระอรหันต์เจ้าก็ดี  ท่านทำลายสิ่งเหล่านี้ไป  ท่านจึงได้ชื่อว่าเป็นโลกวิทูบุคคล  คือรู้โลกๆสิ่งใดที่โลกยังควบคุม  เป็นอำนาจในจิตใจอยู่ 

เริ่มแต่โสดาบันบุคคลละสังโยชน์ได้ ๓ แล้วโสดามรรคโสดาผล  ไปถึงผลได้รับผลจากสิ่งที่ละไปตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ จนสกทาคามรรค  อนาคามิมรรคจนถึงอรหัตมรรค  อรหัตผล  ผ่านไป  คิดดู..นักคิดนักค้นนักวิทยาศาสตร์  ถ้าว่าโลกพระจันทร์กับโลกมนุษย์นี้  ที่เขาค้นคว้ากันใช้ยานใช้อวกาศอะไรต่างๆนั้น  ก็เพราะว่า  โลกพระจันทร์ก็อยู่อีกส่วนหนึ่งฉะนั้นเมื่อมันดึงกันไม่ได้  มันก็จะถึงกันไม่ได้  ลงสุดท้ายมาคิดว่าใช้ยานอันหนึ่ง  ผลักดันเข้าไปให้เข้าไปจนถึงสิ่งดึงดูด  จึงเข้าไปสำรวจโลกอันนั้นได้  ว่าโลกพระจันทร์มีอะไรบ้าง  มีสัตว์มีชีวิตมั้ย  ก็เข้าไปดู  นี่เขาสำรวจกันตามหลักวิชาการชองฝ่ายวิทยาศาสตร์  แต่พระพุทธเจ้าของเรานั้น  ไม่ได้ไปคิดเอาอย่างนั้น  เอาให้ละเอียดกว่าปรมาณูอีก  ให้เป็นอณู  ละเอียดลงไปๆๆจึงเป็นผู้ไม่มีอะไรเป็นเครื่องดึงดูด  ให้ตัวอย่างคือญาณอันหยั่งรู้สิ่งที่เป็นจริงทั้งหลาย  ไม่ได้หวังอะไร  เอาแต่เพียงว่า  ปจฺจุปฺปนฺนญฺจ  โย  ธมฺมํ  เอาธรรมเป็นปัจจุบัน  ดูกำหนดเข้าไป  นี่เหล่านั้นอะไร  เพียงจะมาดูรูปก็ยังไม่เห็นเลย  จะมาดูจิตใจของตัวเองก็ไม่รู้อะไรอีก    จะเอาอะไร  ธรรมะไม่ใช่ของหยาบๆของละเอียดอ่อน……..ของอะไรจะทำให้สวยงาม  จะใช้เครื่องมือขนาดเดียวจะสวยได้ยังไง  การละกิเลสก็เรียกว่า  พูดกันเป็นขั้นเป็นตอนว่าละกิเลสอย่างหยาบก็เอาศีลเป็นตัวละ  คนมีศีลก็ย่อมทำบาปทางกายและทางวาจาไม่ได้  คนจะมีสมาธิจิตมั่นคงอยู่  ก็เรียกว่าจิตไม่มีโอกาสจะทำชั่วได้…..  บอกรอบรู้ในสังขารทั้งปวงว่า  ไม่เป็นผลแน่นอน  ไม่มีใครจะเป็นใหญ่ 

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เนี่ยมันก็ว่า  ชาติปิทุกขํ  ชราปิทุกขํ  มรณาปิทุกขํ  นี่กฎธรรมชาติไม่มีใครจะไปแก้ได้  ชาติความเกิดเป็นทุกข์  ชาติความเจ็บเป็นทุกข์  ชาติความแก่เป็นทุกข์  ชาติความตายเป็นทุกข์  มองเห็นตัวทุกข์อย่างนี้  เกิดล้านครั้งอีกต่อไปนี้ก็จะเป็นอย่างนี้  ไม่เหนือที่จะเป็นอย่างนี้  ถ้าเราทำลายได้และเข้าใจได้  ก็จะเป็นอะไรไป  ก็เป็นของเรานั่งแหละ  เราก็จะรู้เองเห็นเองนั่นแล  พระพุทธเจ้าก็บอกแต่ทางเท่านั้น  คนจะไปถึงทางสุดท้ายท่านกำหนดเป็นกิโลว่า  สัมมาทิฎฐิ  สัมมาสังกัปปะ  สัมมาวาจา  สัมมากัมมันตะ  สัมมาอาชีวะ  สัมมาวายามะ  สัมมาสติ  สัมมาสมาธิ  เรียกว่าเดินไปตามทางมรรค  ย่อมรรคทั้ง ๘ นี้ลงให้เข้าใจง่ายๆก็มีเพียง ๓ ขั้นตอนเท่านั้น  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  แค่นี้  ย่อให้ทำ  แล้วศีลเราทำได้หรือยัง  สมาธิความสงบททำได้หรือยัง  ปัญญาความเข้าใจสิ่งที่เป็นธรรมชาติแยกแยะออกไปจิตใจเราปล่อยวางหรือว่าง  จะไปหาที่ไหนถ้าไม่หามาตรงนี้  มันจะเป็นการหลง  ออกไปนอกทาง  หาตรงนี้สิ่งที่เราไม่พอใจอยู่ก็จะอยู่ตรงนี้แหละ  แก่ก็ไม่พอใจ  เจ็บก็ไม่พอ  สิ่งที่พอใจนั้นบาปมันก็สู้ได้..ใจนี้  แต่ไม่กลัวล่ะว่าผลเป็นยังไง..ไม่กลัวเหมือนกับพระเทวทัต  พระพุทธเจ้าดึงไปไหนก็ไม่ไป  ตั้งอุดมการณ์ว่าอย่างนี้  ก็ได้ตามนั้นเลย  พระพุทธเจ้าไปข้างบน  ท่านเทวทัตก็ไปข้างล่าง  อย่างนี้แหละ  ความดีก็เป็นกฎ ความไม่ดีก็เป็นกฎอยู่  แล้วเราจะเอายังไงกับชีวิต  เราต้องให้คำว่าเรารักเราก็อย่าให้ความบาปเกิดขึ้นในเรา  เรารักเราก็อย่าเอาความคิดที่มันเป็นไปส่วนกิเลสที่จะให้เกิดในกามตัณหา  ภพใดมี….ก็ไม่ได้  ภวตัณหาความอยากได้  อยากเป็น อยากมี  ไปตก  อยู่ในห้วงแห่งโลกธรรม  มีลาภก็ดีใจ  มียศก็ดีใจ  สรรเสริญก็ดีใจ  สุขก็ดีใจ  เป็นอย่างนั้น  แต่ว่าสุขกับทุกข์มันมีคู่กันอยู่ สรรเสริญกับนินทาก็มีคู่กัน  มียศก็เสื่อมได้  มีลาภก็เสื่อมได้ 

ฉะนั้นมันมี ๘ อย่างเนี่ย  ส่วนที่ไม่พึงปรารถนาของสัตว์ทั้งหลายก็คือสิ่งที่เป็นอารมณ์  เสื่อมลาภก็ไม่เอา  นินทาก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา  แต่อยากได้แต่สุข  นี่โลกจึงเป็นทุกข์อยู่เพราะโลกธรรมอันนี้แล  โลกมันดึงอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นเมื่อตัวตัณหาความอยากนี้  เอาอะไรมาล่ะ  ถ้าไม่มองเห็นว่าตัณหานี้เกิดอีกเท่าไหร่ๆ ก็เป็นอย่างนี้  แล้วเราก็เป็นอย่างนี้มาตลอดเวลา พระพุทธเจ้าผ่านเราไปไม่รู้กี่พระองค์แล้ว ใน ๙๑ กัปที่ผ่านมาจนถึงองค์ปัจจุบันก็พระพุทธเจ้าผ่านไปแล้วองค์ที่ ๔ แล้ว    เราอยู่ขั้นองค์ที่ ๔ แล้วปฏิบัติยังไง  แล้วท่านเหล่านั้นสอนว่ายังไง  ก็ไม่ได้สอนอย่างที่อื่นๆ ก็สอนลงที่ตัวคือกาย วาจา และจิตใจ เราจะให้กายบริสุทธิ์เราจะทำอย่างไร วาจาบริสุทธิ์เราทำอย่างไร เราทำจิตใจให้บริสุทธิ์ทำอย่างไร นี่ส่วนนี้แหละคือเป็นเครื่องมือที่ชำระสะสางกาย  วาจา  ใจให้มันเป็นไป กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ ถ้าเป็นส่วนกุศล  กุศลคือบุญเกิดขึ้น ๑๐ อย่างในตัวคน  ถ้ากายก็ไม่ดี  วาจาก็ไม่ดีจิตใจก็ไม่ดี  ก็บาปเกิดขึ้นในตัวคนทุกวัน  ๑๐  อย่างไปอย่างไปเลย  พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้  แต่คนไม่ทำก็จะทำยังไง  เราไม่ทำเราก็ต้องตกค้างอยู่อย่างนี้  ลงสุดท้ายไม่รับเหตุที่ตัวทำ  หาว่าเป็นเคราะห์หามยามร้ายเป็นอย่างโน้นอย่างนี้  เลยหาอาศัยที่พึ่งนอกคอกนอกประเด็นไป  ว่าหมอดู  หมอเดา  หมอสะเดาะเคราะห์  สะเดาะได้  เป็นไปไม่ได้  ถ้าสะเดาะได้นี่ อายุคนแต่ละคนนี่คงไม่น้อยเลย  โลกนี้อัดแอกันแล้ว  ท่านให้ดูแม้แต่ธรรมชาติ  ไม้ต้นหนึ่งจะเป็นไม่ที่เราปลูกไว้สำหรับป้องกันฝนบางครั้งดอกมันเกิดขึ้นจนไม่เห็นใบเลย 

ถ้ามันเกิดได้ทุกดอกทุกช่อแล้วเนี่ย  ต้นไม้ต้นนั้นตายไปเพราะมีลูก  นี่กว่ามันจะไปสุกกันได้  เหลืออยู่ไม่ถึง ๑ ใน ๓ มันก็ยังมองเห็นเป็นต้นอยู่  นั่นแหละว่าตัวที่มันล่วงไปๆนั้น มันก็เหมือนชีวิตของคน  ชีวิตของคนนั้นบางทีมันก็ไม่ได้เท่ากันหมดบางทีอยู่ในท้องในไส้คนไม่พอใจก็ยังหาคนไปเข่นไปฆ่าออกมา  วางยาออกมา  บาปเท่าไหร่คนๆหนึ่ง  เราฆ่าคนไม่รู้สึกตัว  ก่อนที่จะให้หลงไปนั้น  ทำไมไม่คิดถ้าไปโดนเราล่ะ  เราจะเกิดอยู่รอมล่อ  อยากจะมาเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันกับคนอื่นเขา  ก็มีคนตามไปเข่นไปฆ่าในถ้ำในเหวนี่มันก็ทุเรศอยู่ไม่ใช่น้อย  แต่เราพอใจที่สุดคือฆ่าคนอื่น  แต่ชีวิตของเรานี่ไม่มีเลย    ถ้ามีว่าคนเขาจะมาฆ่าพรุ่งนี้  มะรืนนี้  ไม่รู้จะไปหลบที่ไหน  ขุดรูอยู่  ก็ยังจะไม่พ้น  เหมือนเราทำลายเขา  แต่ละชีวิตเขาก็ต่อสู้กันอยู่  ปูมันจะไม่อยู่ในบก  ส่วนมันจะอยู่ในรูมันลึกเท่าไหร่  พวกหอยที่มันมีอยู่ที่ต่างๆยังเอาไปแคะไปเคาะไปอะไรมาซื่อมาขายกันอยู่  ฆ่ากันอยู่อุตลุด  แล้วจะเอาอะไรมาเป็นความบริสุทธิ์  แต่บางอย่างมันก็ฆ่ากันอย่างไม่มีการตำหนิ  ก็เลยเข้าใจว่าไม่มีอะไรติดตามมาในชีวิตที่ฆ่า อันที่จริงแล้วคนเรามันจะเหมือนกันที่ไหน เพียงแต่เกิดเป็น

คนมาด้วยกันเนี่ย เหมือนกันที่ไหน เหมือนกันอย่างเดียวกัน ก็คือตายกับเกิด ตายเกิดแก่เจ็บตายเท่านี้เหมือนกันคนขอทานก็ทิ้งขันใบเดียวนั่นแหละ คนมีบ้านร้อยชั้นก็ทิ้งบ้านร้อยชั้นพันชั้น ก็ตกเป็นของคนอื่น ไม่มีใครเอาไป มาเกิดนี่ก็ไม่มีอะไรมา เข้ามาท้องคนก็ไม่มีอะไร เครื่องไม้เครื่องมืออะไรเข้าไปเกิด แต่ก็อาศัยผู้ให้เกิดนั่นละพ่อให้ธาตุดินเท่านี้ แม่ให้ธาตุน้ำเท่านี้  เกิดมาแล้วก็เลี้ยงดูกันมาอย่างนี้เรายังลืมคุณเขาด้วย ว่าเขาเลี้ยงเรายังไง ลืมไปเลย ยังไม่รู้ตอนนี้ ฉะนั้นมันจะหนียังไงจากความดี   ถ้าไม่มีความดีแล้วปรารถนาเอาความดีไม่ได้

ฉะนั้นคนตายเขาทำได้ยังไง คนตายก็ผูกมือผูกเท้า อะไรติดกันเรียกว่าตีตราสังข์  ตราเส็งอะไรกันว่าไป  แต่อันที่จริงนั้น ถามคนที่ทำ  ว่าตาทำทำไมอย่างนี้  "โอ๋..มันตายแล้วถ้าไม่มัดมือมัดเท้าไว้มันจะกลับคืนมาหลอกเราอีก หลอกเด็กต่อไปอีก  โง่ต่อไปอีกตายแล้วมันจะไปทำอะไรกับคนได้  ยังมีความคิดตกค้าง  วิญญาณนั้นจะมาวิญญาณนี้จะมาแม้แต่วิญญาณตัวเองยังสอนวิญญาณตัวเองให้ดีไม่ได้  ให้เข้าใจในหลักการแห่งความดีไม่ได้  วิญญาณนั่นแหละมันโกรธอยู่นั้น  จิตนั่นแหละมันโกรธอยู่  นั่นแหละมันจึงทำได้  ถ้าจิตอยู่ในคำว่าเมตตา  คือรักกันเสมอกัน  ไม่ว่าถือเราถือเขา  รักสุขด้วยกัน  เกลียดทุกข์ด้วยกัน   แค่นี้เราก็อยู่ในสังคมที่น่าอยู่ที่สุดแล้ว  แต่เดี๋ยวนี้  มันก็เรียกว่า  ไม่รู้เอาอำนาจบุญอำนาจมาจากไหน  จนถึงผู้อวดอ้างกันว่ากูเป็นนายมึง  กูเป็นหัวหน้ามึง  ตีลูกแต่ละครั้งกูเป็นแม่มึง  แม่อย่างนี้กลัวลูกจะลืมชื่อ  นายอย่างนี้กลัวประชาชนจะลืมชื่อตัวเอง  เป็นตำรวจมึงรู้กูหรือเปล่าว่ากูเป็นตำรวจ  เรื่องอะไร  จะไม่รู้ตำรวจ  เรื่องอะไรจะไม่รู้แม่ลูกพ่อกัน  ถามตัวเองว่าเราเป็นแม่ประเภทใดเลี้ยงลูกให้เขาอบอุ่นหรือเปล่า  จนเขาลืมเราไม่ได้นะ  ทำได้หรือยัง  อย่าให้เขาคิดว่า  อู้ย..แม่นี่ตีบ่อย  แม่นี่ด่าบ่อย  นี่เขาจะไม่เคารพนับถือ  แต่ตีให้เป็นก็ไม่เป็นไร  เหมือนกับเราตีทองให้มันเป็นทอง  ตีพร้าให้เป็นพร้า  ตีให้มันมีคม  นั่นไม่ใช่ชื่อว่าตีเสีย  ตีคนนี่ก็เหมือนกับหล่อหลอม  ให้มันมีความรู้ให้มันมีความเข้าใจ  นั่นแหละแม่อย่างนี้ไม่ต้องไม่ต้องห่วงชื่อมันหรอก  ไปไหนคนละมุมโลก  จิตใจมันก็คิดถึง  แม่มันมากกว่าคิดถึงคนอื่น  แค่นี้เราไม่ทำ  แล้วจะเอายังไง  ดูสมกับคำพูดคำสุภาษิตที่ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นว่า  ธมฺ โม  หเว  รกฺขติ  ธมมจาริ  ธมโม  สุจิณฺโณ  สุขมาวหาติ ผู้ใดรักธรรมย่อมรักผู้นั้น  ผู้ใดเกลียดธรรม  ธรรมก็รักษาผู้นั้นไม่ได้เนี่ย..ต้องใช้คำว่าลาก่อน  เรารักการเรียน  การเรียนก็จะหนีไปไหนเรารักการงานที่เราทำ  งานเราจะไปเสียที่ไหน  แต่ให้รู้ว่างานดีนี้ไม่มีบ่อย  คิดอีก  ไม่ใช่ว่างานอะไรก็ดีหมดก็ไม่ได้ 

คนที่เป็นโจรอยู่เขาก็ว่าทำงาน  เพื่อ ……อะไรเพื่อชีวิตเหมือนกัน  ได้มาก็ทิ้งซะ  คนทำด้วยความสุจริต  หามาด้วยปัญญา  ก็มากิน  ลงสุดท้าย  ทำอาชีพประเภทไหนก็กินเพื่อความอยู่รอดของชีวิต  แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมานั้นได้กินแล้วมีสิ่งที่เจือปนมาหรือเปล่า  แล้วถามในปัจจุบันนี้  เราพอหมดทุกอย่างหรือยัง  จะพบอะไรอยู่ในความเป็นอยู่ในชีวิต  มันทุกข์หรือเองแหละ  บางครั้งยังน่าอิจฉาด้วย  แหมคนนี่ทำมาหากินเจริญรุ่งเรืองนั่งอยู่มนร่มเงาก็มีเงินทอง  ไอ้เราลุยทั้งวัน  ค่าแรงก็มีเท่านี้  จะไม่โทษใครล่ะ  จะถามความรู้จะให้เป็นนายกก็ไม่มีความรู้  จะให้เป็นรัฐมนตรีก็ไม่มีความรู้  จะเอาปัญญาที่จะเอาไปทำให้มันเกิดสมบัติก็ไม่มีปัญญาอย่างนี้จะไปโทษใคร  พระเจ้าองค์ไหนมาสร้าง  เห็นอยู่ว่าเขาทำมาหาได้เราก็อาศัยความไม่รู้ไม่เข้าใจ  ลงสุดท้ายก็ทอดธุระ  แล้วคนทอดธุระ  มันจะซวยเองพึ่งตัวเองไม่ได้  ภาษาโบราณเขาบอกว่า  คนขยันย่อมไม่อดตาย  นี่เป็นความถูกต้อง  จึงขยันอยู่  ยังไง ๆ เสียก็ไม่ขอทานแน่ถ้าหากเรา  ให้ความขี้เกียจแก้ความทุกข์ความจน  มันแก้ไม่ได้  ฉะนั้นคนรักดี ดีจะไม่รักคนเป็นไปไม่ได้  เหมือนเรารักการเรียนเราเรียนมาตั้งแต่เด็ก  เมื่อมาเป็นผู้ใหญ่  ความรู้ก็ออกมาในลักษณะว่ากว้างขวางขึ้นชั้นประถม  มัธยม อุดมศึกษา  ไปจนถึงแขนงวิชา  วิชาสังคมวิชาอะไรก็ได้ก็แล้วแต่  ธุรกิจอะไรก็แล้วแต่  จบมาแล้วมีที่รองรับ  มีงานที่จะทำนี่คือตัวรักเบื้องต้นนั่นแหละ  จนมาถึงสำเร็จในแขนงวิชานั้น  ก็พึ่งวิชานั้นกินไปจนตายก็ไม่หมด  ฉะนั้นว่าในทางประพฤติปฏิบัตินี้  เราไม่รักธรรม  ธรรมจะรักเราได้ยังไง  เราไม่เห็นธรรม    ธรรมจะเห็นความเป็นอย่างใดของเราไม่ได้ 

ฉะนั้นเมื่อเราเห็นธรรม  ธรรมรักเรา  สุขก็ย่อมเกิดให้แก่เรา  ไม่ต้องมีใครหยิบยื่นให้  ความสุขที่คนอื่นหยิบยื่นให้นั้นไม่เป็นความสุขที่โปร่งใส  เป็นความสุขที่กระท่อนกระแท่น  ความสุขที่เราได้สัมผัสเองนี้มันเย็น....  เย็นลงไป ๆ ไม่รู้จะบอกว่าเย็นขนาดไหน  เป็นความสุขขนาดไหน  สุขอันนี้เรียกว่าหาเงินมาเป็นความสุข  เพียงแต่จิตใจเราปล่อยวางว่างอยู่  คือสะอาดอยู่  มันเป็นความสุขอยู่นั้นเลย ไม่มีใครเอาไปเพิ่มเติม  จิตใจมันเกิดศรัทธามากขึ้น  ปีติมากขึ้น  อิ่มมากขึ้นมันเห็นความอิ่มของธรรมแล้ว  ไล่ไปไหนมันก็ไม่ไป  คนเราเห็นความสุขเสริมความขยันขึ้นมา  ที่มันทอดธุระทำไปก็อยากจะรวยเร็วแล้วมันก็รวยไม่ได้อะไรต่าง ๆ ก็ไม่ไปโทษนั้นโทษนี้  โวยวายนั้นโวยวายนี้  ดูความเป็นไปของร่างกายที่จริง ๆ แล้วนี่  มันไปเป็นไปในแนวทางใด  แนวทางไหนเนี่ย  เริ่มตั้งแต่เกิดแล้วก็แก่  เจ็บ  ตาย  มันจี้เราอยู่ตลอดเวลา  ไม่ปล่อยวางเลย  มีอะไรก็ทุกข์กับอันนั้นอยู่  เราจะบอกว่าไม่มียังไง  ถ้าไม่มี  ทุกข์จะมีได้อย่างไร  สิ่งที่เป็นทุกข์มันก็มีนั่นแหละมันจึงทุกข์ได้  สิ่งที่มันสุขคือให้มันเกิดความดี  มันก็สุขได้  มันจะไปไหน  แต่ทำไปด้วยฉันทะ - พอใจ  วิริยะ - ความเพียรความขยัน  ทำไป

จิตตะ - เอาใจใส่ในสิ่งนั้น  จนลมหายใจทุกเวลา  หายใจเข้า  หายใจออก  อย่าไปปล่อยทิ้ง  นั้นแหละยิ่งวิเศษเลย  นี่นั่งอยู่นี่ตั้งแต่เช้ามา  จนถึงเดี๋ยวนี้นึกถึงความตายหรือเปล่าก็ยังไม่ทราบ  พระพุทธเจ้าเคยพูดอยู่บ่อย  ว่าเป็นกสิณธรรมอย่างดีที่หนึ่ง 

พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ผู้เป็นปัจฉาสมณะผู้อุปัฏฐากดูแล  ตั้งแต่สร้างบารมีมา  เมื่อเกิดก็เกิดอยู่ในลูกของอา  เป็นน้องพ่อของพระพุทธเจ้าชื่ออมิโตทนะ  "พระอานนท์..ได้ระลึกถึงความตายวันละเท่าไหร่ อานนท์ก็ตอบว่า  วันนั้นได้เท่านี้ วันนี้น้อย  วันนี้มาก  ตอบอยู่ไม่รู้จักสิ้น  ผู้ฟังก็อยากจะว่าสูงสุดเท่าไหร่  อยากจะรู้คะแนนที่สูงสุด  อย่าตอบอย่างนี้  ตอบอย่างนี้ฟังยาก  พระอานนท์ก็บอกว่า  ที่พยายามที่สุดแล้วไม่เกินวันละเท่านี้ร้อยนี่..นับเป็นร้อย  แต่พระพุทธเจ้าว่ายังไง  โอ๋แกนี่ประมาทมาก  ถ้าประมาท  อย่างนั้นเราพยายามแทบล้มแทบตายได้แค่นี้  พระพุทธเจ้ายัง   บอกว่าเราประมาทอยู่  ก็ถามคนถามว่า "ท่านละ .. พระองค์ระลึกถึงความตายวันละเท่าไหร่" พระพุทธเจ้าตอบให้พระอานนท์ฟังเลย  อย่างไม่ต้องตอบวันละเท่านั้นเท่านี้  บอกว่า  " เราไม่เคยลืมความตายทุกลมหายใจเข้าหายใจออก" นี่..ถามดู  พวกเรานี่..วันนี้  นึกกี่ครั้ง  นึกได้หรือเปล่า  เอาจิตไปเพลินกับเรื่องอะไรก็ไม่รู้  มาวัดนี่ไม่ได้มาทั้งใจด้วยนะ  ถ้าเอามาทั้งใจด้วยก็จะง่ายขึ้นกว่านี้  ก็จะวิเศษขึ้นกว่านี้  เห็นความสุขมากขึ้นกว่านี้  นั่งอยู่นี่มันก็นั่งอยู่แต่ร่างมันเฉยๆ เอาอะไรกับร่างเหล่านี้  ใจไม่รับผิดชอบเลย  ปล่อยให้เพ่นพ่านไปไม่รู้ถูกรู้ผิดหรือเปล่า  นี้แหละเป็นธรรมะ  ไม่ต้องไปหาที่อื่น

 ท่านสอนลงที่กายกับใจ  รูปารมฺมณํ วา  เวทนารมฺมณํ  วา  ลญฺญารมฺมณํ  วา   สงฺขารารมฺมณํ  วา  จิตฺตารมฺมณํ  วา  จงเอากายเป็นอารมณ์  จงเอาสุขทุกข์เป็นอารมณ์  เอาความทรงจำหลงๆลืมๆนี้เป็นอารมณ์ว่าไม่เที่ยงไม่แน่นอนอะไรต่างๆไม่ให้อยู่ที่ไหนเลย  นั่งอยู่ตรงนี้เห็นอยู่ตรงนี้เห็นอยู่ตรงนี้นั่นเอง  จะว่ามันยากก็คือเรายังไม่ทำถึงความเด่นมันก็ยากนั่นแหละ  แต่ความอยากนั้นมันอยากจะนั่ง    นาทีให้มันเห็นทะลุปรุโปร่งไป  ของใดไม่เฉพาะแต่จิตอย่างเดียว  เพชรพลอยถึงมีค่าเม็ดหนึ่งหลายแสนก็ตาม  ไม่ใช่เอาไปล้างน้ำก็เห็นเม็ดพลอย  เห็นสีพลอย เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เครื่องมือชัด  ชัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกให้หมด  ถ้าเครื่องมือนั้นยังละเอียดเห็นสีออกมาก็หยาบใช้เครื่องมือหลายขั้นตอนจนคนมอง  เพชรเม็ดเดียวนั้นแหละ  คนหนึ่งว่าเอนี่..มันสีขาว  อ๋อนี่..สีเขียว  เถียงกัน  อันที่จริงสีของเพชรก็เป็นเพชรสีเดียวนั่นแหละ  แต่คนมองแล้วเพราะเขาขัดไม่ใช่ขัดเกลี้ยงๆ แต่ขัดเป็นมุม  เป็นเหลี่ยมแล้ว  มองเหลี่ยมหนึ่งเป็นอย่างหนึ่งๆแต่ของจริงก็อยู่เป็นของจริงอยู่  สีใดก็เป็นสีนั้น  สีม่วงสีเขียว  ก็เป็นสีของมันอยู่โดยตรง  ฉะนั้นจิตนี้เมื่อเราขัดแล้ว  ก็จิตอันเดียวนั่นเอง  ไม่มีหลายจิตๆถ้าอยากรู้ว่าไม่มีหลายจิตนั้น  ว่ากันโดยธรรมชาติ  เมื่อเป็นเด็กแบเบาะ  มีมั้ย  มันคิดอยากจะมีผัวมีเมีย  เด็กที่แบเบาะอยู่นั้นมีอาการที่สำหรับเกี่ยวกับชีวิตคือความเป็นอยู่  กินแล้วนอน  มี ๒ อย่างเท่านั้นเอง  กินแล้วนอน  ถ้าไม่กินก็เอาภาษาสากลคือร้องไห้ให้ผู้ดูแลได้รู้ว่าลูกตัวเองหิวหรือยังไง  นี่ก็จนให้ถูก  จนความสงบ  ในความไม่พอใจของเด็กสงบลง  หลับไป  ก็มีแค่นั้นเอง  จะไม่สกปรกเหมือนเดี๋ยวนี้ 

ขั้นต่อมาแล้วเนี่ย เด็กมันเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางจิตใจคืออะไร  เด็กผู้หญิงนี่เอาผ้าสีมาผูก  พอตาลูบสีแล้วเด็กจะเอื้อมมือไปกับสีนั้นได้เลย เด็กผู้ชายก็เป็นอย่างนั้น    นั้นคือสิ่งที่เกิดความเศร้าหมองของจิตใจของเด็กเปลี่ยนมาจากกินแล้วก็นอน  เปลี่ยนมาจากนอนก็ชอบสีต่างๆเด็กผู้หญิงชอบอย่าง  เด็กผู้ชายชอบอย่าง  นั้นแหละ  เมื่อชอบแล้วก็ติดใจติดใจแล้ว  มีเด็กคนหนึ่งมาแย่ง  แม้แต่ว่ามันเคยดูดนมจากคนๆนี้ เด็กคนอื่นคลานมาหวงแล้วทั้งหยิกทั้งกัด  มันจะมาเอาของจากนั้น  ที่มันชอบอยู่นั้น  แย่งมันก็ทั้งกัดทั้งหยิกเหมือนกัน  สู้ไม่ได้ก็ร้องไห้  นั้นแหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับใจ  มันร้องไห้ไม่พอใจนั้น  ตัวโกรธเข้ามาในจิตแล้วตอนแรกไม่รู้อะไร  แล้วมาว่าจากนั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้แหละ  ของที่จิตที่มันเป็นอยู่เดิมมันเป็นอย่างนั้น  มาเดี๋ยวนี้มันมีอะไรทับถมลงไปตั้งเยอะตั้งแยะ  ปัญหาลูกๆปัญหาใครก็มี  ตลอดบ้านหลังหนึ่งเป็นภาระเป็นบริการตลอดเวลา  แม้แต่ตัวเองได้กินก็สบาย  ไม่ได้กินก็ทุกข์ร้อน  ทำอยู่นี่.. กินแล้วอิ่มแล้ว..อ้าว..ไปห้องน้ำ  ใครจะไปนั่งถ่ายอยู่  ไม่ไป ขี้เกียจไป  ไม่มี.. อาบน้ำอะไรต่างๆมันเป็นภาระหรือเปล่า  ลงวุดท้ายภาษาเป็นภาระหรือเปล่า  ภารา  หเว  ปญฺจกฺขนฺธา ความเข้าไปยึดถือเบญจขันธ์    คือ  รูป เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ  นี่เป็นภาระเราเป็นภาระอยู่  เมื่อมันเป็นภาระอยู่อย่างนี้  มันก็มีทุกข์ประจำ  ได้กินไม่ได้กิน  กินแล้วอาบน้ำ  กินแล้วเข้าห้องน้ำ  เป็นภาระอยู่  ไม่มีใครว่าขี้เกียจ  กูไม่อาบให้มันละ  กูไม่กินให้มัน  ก็ไม่มีใครทำได้  เมื่อทำไม่ได้ก็รู้หน้าที่มันเป็นอย่างงี้นั่นแหละ  ควรแล้วหรือว่าชาติไหนเกิดมาเป็นอย่างนี้  คนยังปรารถนากันอยู่  เออ.. ชาติหน้าอย่าให้ได้ผัวอย่างนี้เหอะ..เกิดมาชาติหน้าอย่าให้มีอย่างนี้เหอะ..เมียนี่  เกิดมาขอให้รวย..รวย..นี่มันมีจบที่ไหน  รวยแล้วมันก็เป็นอย่างนี้อยู่  เพราะเราไม่ได้ถอนรากถอนโคน  คือว่าอยากจะแก้นั่นแหละ  แก้ผิดๆไปอยู่  มันจะเห็นของจริงได้ยังไง  แก่ก็เห็นอยู่  แต่คิดว่าเจ็บตรงไหน  ก็ไปหาหมอนั่นแหละหมอรักษาคนก็ตายไปไม่รู้กี่รุ่นมาแล้ว  ไม่มีใครผ่านความตายได้มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นเองทำสำเร็จแล้ว  ไม่มีว่าผมจะเกิดอีก  แก่อีก  เจ็บอีก  หนีไป  หลีกไปได้………….หมดเลย  จะองค์ใหม่ก็เป็นเรื่องหน้าที่ขององค์ใหม่  แต่ก็สอนอย่างเดียวไม่มีหลักอื่น 

เพราะท่านเหล่านั้นได้เป็นพระพุทธเจ้าก็เห็นหลักนี้  ไม่ได้เห็นหลักอื่น  นั้นเอง  อย่างนั่งภาวนามันๆไม่เข้าไปเลย  ไม่เข้าเป้าเลย  ความโง่มันเต็มตุ่มอยู่แล้วจะเอาน้ำไปตักเติมมันไม่มีทางเต็ม  มีแต่ล้นหนี  เท่านั้นเลย  หรือไม่อย่างนั้นกระป๋องกันรั่ว  ตักไปเท่าไหร่  คนตักแทบล้มแทบตายก็ไม่เห็นน้ำเหลือกินสักขันเดียวก็เพราะมันทะลุ  หูคนผู้ฟังทั้งหลายถ้าไม่ได้น้อมธรรมเข้ามาว่า  โอปนยิโก  น้อมธรรมที่ฟังแล้ว  เข้าไปหาใจ  ใจเกิดผลดียังไงก็จะเห็นเอง  ถ้าจะมานั่งกันอยู่ดูหน้าดูตากันเหมือนฟังรำลิเกละครก็แสดงกันอยู่อย่างนั้นแหละ  จิตใจก็แสดงอย่างนั้น  ไม่มีทางเลย  ให้กำหนดเข้าไป  เอ้า..กลับไม่กำหนด  เราจะต้องการน้ำก็ไม่ได้  เพราะไล่ตัวที่มันมีอยู่เต็มอัตราศึก  ออกปาก  เต็มเลย  แล้วจะเอาน้ำดีๆไปใส่เนี่ย..น้ำอันนั้น  ไม่ออกไปเลย  มันก็อยู่นั่นแหละ  มันก็ไม่มีอะไรไหลหนีรดหนี  ยิ่งก้นทะลุ  ก็ไปกันใหญ่  ไม่มีพิเศษ  ฉะนั้นในที่สุดการปฏิบัติการเห็นธรรมรู้ธรรมเข้าใจธรรมก็ไม่มี  ลงสุดท้ายก็เตรียมว่าสาธุเอาบุญ  ลงสุดท้ายก็เอาบุญ  ไปฟังเทศน์เอาบุญบุญกับกุศลเนี่ยมันแตกต่างกันอยู่  บุญเนี่ย เกิดความยินดีก็ว่า  บุญแล้วเดินทางหลงทางไปถูกทางก็ว่าบุญแล้ว  เออ..แค่นั้นเอง  มันไปหลงไม่ได้รู้กำหนด……..คนที่จะไปถึงที่สุด  ก็ต้องว่าเดินตาม…………เดินตามเครื่องหมาย  เดินตามทิศทาง  จิตมันเดินไปถูกทางแล้ว  ไม่ต้องสงสัยแล้ว  ต้องเอาคำว่า  เชื่อพระพุทธเจ้าก่อน  เพราะไม่มีใครเห็นมาก่อนกาลนี้ 

ฉะนั้นผู้ฟังทั้งหลายในยุคนั้น  จึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า  อหํ  พุทฺธญฺจ  ธมฺมญฺจ  สงฺฆญฺจ  สรณํ  คโต แม้ธรรมพระพุทธเจ้าความเป็นจริงเมื่อเราไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง  ก็เหมือนว่าเป็นของหายาก  ค้นยาก  เมื่อพระองค์เปิดของเท่านี้ละให้เราเห็นสุขทุกข์ เห็นความเกิดแก่เจ็บตายนี่เป็นอันตรายต่อชีวิต  แต่ละชีวิตเมื่อตายไปแล้วจะไปหาอะไรอีกไม่ได้  อือก็เรียกว่าเราต้องสร้างเดี๋ยวนี้ให้เกิดให้เห็นในเดี๋ยวนี้  นั่นแหละจึงตรัสสรรเสริญว่า  พระองค์เนี่ยบอกทางผู้หลงทางให้เดินทางถูก  เปิดเอาที่จิตที่ไม่มีใครเห็นได้  อาศัยตัวอวิชชา  ตัณหาบอกแล้วเห็นสิ่งเหล่านั้นได้ชัดเจน  เหมือนอีกอย่างหนึ่ง  ก็เหมือนตามไฟในที่มืดให้คนมีตาได้มองเห็น  บอกทางคนที่หลงทางให้ถูกทางเขาสรรเสริญพระพุทธเจ้าบอกว่า

 ต่อแต่นี้ไป  ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถือพระพุทธเจ้า  ถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะ  ไม่ถือนอกนี้  ไม่มีอะไรจะเป็นที่พึ่งได้  มันเป็น เนตงฺ  โข  เนตงฺ  โข  เนตงฺ  โข ที่พึ่งได้  ก็ถือสิ่งนี้ไม่มีหลายอย่างและก็ถือ  เมื่อถือที่พึ่งแล้วก็จะรู้สิ่งใดที่จะเกิดดีและไม่ดีกับตน  เพราะรู้ว่าทำอย่างนี้มันเป็นกรรมดี  ทำอย่างนี้มันเป็นกรรมร้าย  นี่เราก็แยกส่วนที่ร้ายออกไป  ส่วนที่ดีก็ทำไป มันจะไปไหน  ดีมันก็ไปหาดี  ชั่วมันก็ไปหาชั่วนั่นแหละ  คนเราเหมือนกัน  ถ้าไปคบคนชั่วก็เป็นอย่างนั้น  คบคนดีก็เป็นอย่างนี้  ยํ เว เสวติ ตาทิโส  คบคนใดเป็นเหมือนคนนั้น  เด็กโตมาก็เรียนแบบคนเลี้ยงเดินกะเผลกๆได้ เนี่ย..ถ้าไม่เห็นอย่างนี้จะไม่เห็นของจริงกันล่ะแล้วก็ไม่เบื่อ  สิ่งใดที่เบื่อสิ่งนั้นย่อมไม่ติดใจ  คนติดตารางร้อยครั้งก็ยังไม่เห็นความทุกข์ในตาราง  แต่ทุกข์อยู่เมื่อเวลาติดอยู่  ออกมาแล้วลืมแล้วตีหัวคนต่อ  จี้ของเขาต่อ  ยังไม่ได้กลับไปถึงบ้านเลย  นั่นนิสัยสันดานอย่างนี้เลิกไม่ได้  มันก็ได้รับผลอย่างนั้นตลอด  ไอ้เรานี่ก็เรียกว่าขวนขวายไปเถอะ..เออ..เราทำได้ตามกำลัง  ขอให้มันได้  บอกตัวเองว่าได้ 

วันหนึ่งจะเห็นตัวได้ของตัวเอง  มันเม็ดเล็กอยู่มันก็เห็นได้ยาก  เม็ดใหญ่ขึ้นๆก็มองด้วยตลอดถึงใจ  มองแล้วเห็นแล้ว  ตาก็มองเห็นคือตาในไม่ใช่  ตานอกตาเนื้อ  มันก็เห็นเป็นความถูกต้อง  ปล่อยวางแล้วฉะนั้นวันนี้ได้ชี้แจงแสดงธรรมะมาตั้งต้นด้วยการให้นั่งภาวนาคือให้นั่งขัดสมาธิ  ว่าจะสบายก็ไม่สบาย  มันก็ทุกข์อยู่  ให้นั่งเป็นแบบธรรมดาก็ว่าให้ทุกข์อยู่  มันก็ปวดอยู่  เอาอะไรกันแน่  ถ้าจิตเข้าไปถึงตัวสงบแล้วเนี่ย  ขาก็เป็นเรื่องของขาไป  เราไม่ไปทุกข์ไปร้อน  เขาก็เล่นงานกับจิตเราไม่ได้  จิตเรา ก็เด่นอยู่อย่างนั้น  เนี่ย..เพราะฉะนั้น  เมื่อได้รับในการนำธรรมะ  อันเป็นคำสอนที่มีในพระพุทธศาสนามาชีแจงแสดงให้พวกท่านทั้งหลายที่สดับตรับฟังอยู่    บัดนี้นั้น  จงพากันนำธรรมะที่ชี้แจงแสดงมาแล้ว  ถ้าข้อใดสมควรแก่อุปนิสัยที่เราจะทำได้ก็จงทำต่อไป  ด้วยการพิจารณาเหตุผลให้สมควร  อย่าทำชั่วเล็กๆน้อยๆของดีจะไปทำหยาบๆไม่ได้  แค่แต่ว่า  เงินในโลกเนี่ย..ทุกคนก็อยากจะเป็นเจ้าของเงินล้านอยู่  จะให้มีความสุขกว่าเงินล้าน  เราก็ยังทำใจของเราไม่ได้ จะไปโทษใครไม่ได้  จะโทษเราคือกำลังเราไม่พอนั่นเอง  คือของเรามันที่ไม่ได้ยินมาคนละไม่น้อยเลย  อย่าว่าแต่ชาตินี้เลย  ชาติหลังหรือชาติไหนๆก็เป็นอย่างนี้มา  เลยไม่เห็นสีของสิ่งที่สำคัญคือ  จิตอันสดใส  ผ่องใส  นั้นหาไม่เจอ  ก็มัวเมาลุ่มหลงอยู่ตามนี้ 

ฉะนั้นในที่สุดเมื่อเราใคร่ควรพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าความเกิดนี่  มันเป็นอย่างนี้ถ้ามันเกิดก็เพราะตัวนี้  เราละออกไปก็ไม่มีเกิด  ที่ว่าตัวสมุทัยสัจจ์สมุทัยนั้นเรียกว่ามองไปข้างหน้า  มีแต่ความปรุงแต่งในสิ่งที่เห็นที่รู้นั่นมาให้มันเป็นอย่างนั้นให้มันเป็นอย่างนี้  นิโรธสัจจะ  ความดับทุกข์มันก็ไม่มี  การจะดับทุกข์ก็ไปตามมรรคปฏิปทา มีศีลบ้าง  มีสมาธิบ้างมีปัญญาบ้าง  นั่นแหละเป็นตัวสัมผัสเห็นความละเอียดอ่อนของกิเลสตั้งแต่ขั้นหยาบ  ท่านทำได้อย่างนี้  เห็นแล้วอย่างนี้  ผู้เข้าใจแล้ว จึงสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า อาทิกลฺยาณํ  มชฺเฌกลฺยาณํ  ปริโยสานกลฺยาณํ  สาตฺถํสพฺพยญฺชนํ  แหม..พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรมหรือธรรมของภคนีภาคเจ้านี้  แสดงอย่างไพเราะเพราะพริ้งในเบื้องต้นก็คือศีล  ไพเราะเพราะมีศีล  ท่ามกลางก็ไพเราะเพราะมีจิตสงบ  ไพเราะในที่สุดคือปัญญา  ปัญญาเรียกว่าเป็นแสงประทีปดวงใหญ่  ประทีปดวงใหญ่นี่ก็เห็นได้……….ใจเห็นได้ใหญ่  เรียกว่าจุดขึ้นในกลางหัวใจเราเลย  เราก็เห็นล่ะฉะนั้นไปเนี่ยเมื่อมันสว่างมากก็เห็นทั้งของเล็กของใหญ่บ่ลิวมา  ปัญญาก็เช่นเดียวกัน  ได้เห็น..มันจะไม่ผิดไปในความเห็นนั้นเลย  ปล่อยวางๆๆจิตก็จะว่างลง  สงบลง  แล้วความสุขก็จะเกิดขึ้นในขณะนั้นอย่างอัศจรรย์  เพราะธรรมท่านแสดงไว้ทั้งอรรถทั้งพยัญชนะโดยสิ้นเชิงไม่บกพร่อง  ฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายติดใจและเข้าใจหวังใจที่จะประพฤติปฏิบัติแล้ว  อย่าปล่อยกาลเวลาอันนี้ให้เสียไป  ไม่มีทางอื่นที่จะแก้หนีจากโลกนี้ไปเป็นอย่างอื่นแล้ว  ไม่มีทางแก้  อะไรก็แก้ไม่ได้  จะให้มารับศีลกินเจ  เข้าวัด  เข้าวา  เป็นไปไม่ได้  จะก้มหน้ากัดหญ้ากิน  ก็ยังไม่พอ  เรานี้ก็ยังพอแก้ตัวได้  ฉะนั้นที่สุดหยุดลงแห่งการแสดงพระธรรมเทศนา  ก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา  จึงขอยุติลงไว้เพียงเท่านี้  เอวัง..ก็มีด้วยประการฉะนี้..