กัณฑ์ที่๕

ถอดเทปธรรมเทศนาของพระครูฐิติธรรมญาณ(หลวงปู่ลี    ฐิตธมฺโม)

 

จิตที่ฝึกดีแล้ว  นำสุขมาให้

วันที่  ๑๓  กันยายน  ๒๕๔๑

วัดเหวลึก  บ้านบึงโนใน  .โคกสี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ๔๗๑๑๐

 

นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม  ตัสสะ  ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ

                                                                          จิตฺตํ ทนฺตํ  สุขาวหํ  ติ

 

ในลำดับต่อไปก็ขอให้พากันตั้งใจภาวนา  นั่งขัดสมาธิตามความสบาย  ตามความถนัดเหมือนที่เคยฝึกมา  อบรมมา  แล้วก็ทำตามอย่างนั้น  การนั่งท่าไหนก็ตามเป็นความสบายแล้ว  ท่านั้นล่ะ  เพื่อเราจะต่อสู้  กับสิ่งจะเกิดขึ้นในอันดับต่อไป  สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอันดับต่อไปนั้น  ก็หมายถึงว่า  ขาเราปกตินั้นก็เปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเวลา  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  มันขัดตรงนั้น  ก็เปลี่ยนไปตรงนี้  มันขัดตรงนี้ก็เปลี่ยนไปตรงโน้นอยู่ตลอดเวลา  เพราะฉะนั้นถ้าเรามาจุปฏิบัติธรรม  ให้ตามหลักของการปฏิบัติแล้ว  ก็ว่าให้นั่งท่านี้  วางมือทับมือซ้าย  แล้วก็ตั้งกายของตัวเองนี้ให้ตั้งอยู่ในความตรง  ตรง  คือ  ไม่ต้องกด  ไม่ต้องดัน  ไม่ต้องเกร็งตัวคือให้เป็นลักษณะหลวม หลวม เผื่อจะลมมันจะได้ผ่านไปตามหน้าที่ของมัน หายใจก็สดวก นั่งอยู่ก็ไม่มีกด ก็เป้นความสะดวกนี่เรียกว่าเราวางแผนไว้ในเบื้องต้น คือแผนแห่งการปฏิบัติธรรม แล้วต่อไปนี้นั้นเมื่อเรานั่งไป  ก็จะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

โดยเฉพาะส่วนตัวจะเป็นปัจจุบันก็ดี จะเป็นเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้วก็ดี หรือเรื่องที่เป็นอนาคตยังไม่มา ก็ยังมีมาปรุงแต่ง มันจะเกิดอยู่ที่จิต มันจะมีอยู่อย่างนั้น ที่นี่ส่วนที่เกิดในกายก็จะมีล่ะ ว่าปวดขาเกิดเหน็บ เกิดชาขึ้นมาที่ขา ตรงไหนก็ตาม ซึ่งเป็นส่วนอวัยวะร่างกาย ก็ย่อมจะเกิดขึ้นอย่างนั้น เราไปยอมแพ้มันก็ไม่ได้ ก็ไม่ได้ชื่อว่าเราจะตั้งใจของเราเข้าสู่ตำแหน่ง ต่อสู้กับข้าศึกศัตรู เรียกว่าจะขึ้นสนามรบ การรบนี้ก็เรียกว่าศัตรูมันมีอยู่แต่ละคน ละคน คือ อารมณ์ของจิตใจก็ดี อารมณ์ส่วนที่เป็นไปในส่วนกายก็ดี หรืออารมณ์ภายนอกภายใน  ที่มันรับรู้ รับทราบ รับเห็น รับเข้าใจ ยึดมั่นอยู่นั้น มันก็เกิดจากอายตนะภายนอกภายในกระทบกันอยู่ มันก็ปนเปกันอยู่ ไหลกันไปไหลกันมาเป็นอาหารของกันและกันอยู่นี่โดยธรรมชาติ พวกเหล่านี้แหละคือพวกเป็นศัตรู สิ่งเหล่านี้แหละเป็นศัตรูแก่ชีวิต เราไม่เข้าศัตรูเหล่านี้ จึงหนีศัตรูเหล่านี้ไปไม่ได้ ฉะนั้น ครั้นเราจะปฏิบัติธรรมให้นั่งภาวนา เราจะเอาอะไรไปสู้เขา เรานั่งในฐานที่เราจะวางแผนอย่างนี้ เหมือนทหารเค้าฝึกกัน ทหารเขา ฝึกกัน ถ้านอนก็ต้องนอนท่านี้ ท่ายืนก็ยืนท่านี้ นั่งก็นั่งท่านี้ พลิกไปทางนั้นทางนี้เขาอึดกันหมด

การฝึกอย่างนั้นก็เพื่อจะเอาชัยชนะให้เกิดกับตัว คือให้ความปลอดภัยแก่ตัวเอง นี่เขาฝึกอย่างนั้น แล้วฝึกอย่างนั้นด้วย แล้วก็เกิดฝึกความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับสิ่งนั้นด้วย คือไม่ได้คิดว่าศัตรู จะมาหรือไม่มา ภูมิใจว่ามาเมื่อใดกูก็ฆ่าศัตรูเมื่อนั้น มาเมื่อใดกูจะต้องยิงศัตรูเมื่อนั้นนี้เป้นสัญชาติญาณของผู้ฝึกในลักษณะของผู้เป็นทหาร แต่ที่นี้การที่เรามานั่งจะเป็นทหารที่ดีแกล้วกล้าสามารถที่จะรู้เท่าทันข้าศึกศัตรู ที่จะมา ณ บัดนี้ มันจะมากวนในทางไหน ก็ให้รู้เพราะทางที่ศัตรูจะมา มันก็มาในทวารทั้งหลายที่เราเรียกในภาษาหนึ่งว่า อายตนะ อายนะนี้ เป็นชื่อเพื่อสืบสานเพื่อต่อ ที่ว่ามีอยู่ทั้งในส่วนภายในก็หก ส่วนภายนอก็หก ฉะนั้น ตาก็เป็นคู่กับรูปหูก็เป็นคู่กับเสียง จมูกก็คู่กับกลิ่น ลิ้นก็เป็นคู่กับรส กายก็เป็นคู่สัมผัสอ่อนแข็ง ใจก็เป้นคู่กับอารมณ์ที่เกิดขึ้นมนลักษณะสุขและทุกข์สลับกันอยู่ตลอดวันเวลานี่คือเป็นหน้าที่ศัตรูจะเข้ามาจะเข้ามาในทางนี้ แต่ว่าศัตรูเมื่อเรารู้ว่าเขาจะมาทางนี้ เราจะรู้หน้าที่ของศัตรูได้อาศัยอะไร ก็อาศัยสติ สติ คือความระลึกได้ รู้ตัว รู้ลักษณะว่ามองอยู่ อยู่ตรงนี้ ศัตรูมาตรงนี้ เราต้องยินตรงนี้ รู้ตรงนี้ ไม่ให้ศตรูเข้ามาภายในป้อมของเราก็คือจิตใจ ป้อมยามของเราก็คือจิตใจ ผู้ดูแลยามของเรา ภายนอกป้อม ก็คือ สติ คอยดูแลตรวจตราอยู่อย่างนั้นในทวารทั้งหลายเมื่อมันผ่านมา ถ้าตัวสติตัวคอยจ้องมองอยู่ตามหน้าที่แล้วก็ไม่ยอมให้ข้าศึกเข้าไป ให้เข้าใจตรงนี้อย่าปล่อยข้าศึกเข้าไปรบกวนจิตใจ จะทางตาเห็นหูได้ยินก็ตาม ปิดได้เลย ปิดไม่ให้ ไม่ให้ข้าศึกเข้าไป ปิดไว้อย่างนั้น ถ้าว่าเวรยาม คือ สตินี้ กับตัวรู้อยู่ด้วยกันอะไรผ่านมาก็รู้ อะไรผ่านมาก็รู้ แต่ไม่ปล่อยให้เข้าไป ใจก็อยู่ส่วนภายใน ตัวสติก็อยู่ส่วนภายนอก ใจกับสติกับความรู้สึก ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของข้าศึกจะมาทางด้านหนึ่งด้านใดก็ตาม มันรู้อยู่ตลอดเวลาข้าศึกก็ไม่ผ่านเข้าไปข้างใน แล้วข้าศึก ทีนี้จะบอกตั้งแต่ส่วนน้อย ๆ ย่อย ๆ ลงไป คือส่วนเล็ก ก็บอกแล้วว่า เมื่อนั่งไปมันอาจจะปวดขาขึ้นมา อันนี้คือส่วนหนึ่งที่จิตอยู่กับกายเรียกว่า ขันธ์  เรียกว่า ธาตุที่มันเบียดเบียนอยู่ ตามเอ็นตามกระดูก ตามท้ายทอย ไล่ไปถึงความง่วงเหงาหาวนอน อันนี้เป็นส่วนมีที่มีอยู่ โดยธรรมชาติ โดยประจำ สิ่งนี้บางที่นั่งไปก็ไปเกิดกังวลอยู่ตรงนั้น  กังวลว่า เจ็บแท้ปวดแท้ แล้วตรงที่ปวดนั้น ก็บอกว่าปวดคอเรา ขาเรา หัวเราะ อะไรต่าง ๆ อันนั้นมันเป็น เป็นภาษา อุปทานบ้าง เป็นภาษาบัญญัติบ้าง สมมุติบ้าง นี่แหละอันนี้ก็เป็นศัตรูในเบื้องต้น ทีนี้ว่าสิ่งเหล่านี้ที่จะปล่อยกันได้วางกันได้  และเข้าใจกันได้ ก็คือ ปิด ปิด ไม่รับ คือเขาปวดก็เป็นเรื่องของธรรมะ มันปวด  ก็เป็นเรื่องของข้าศึกกำลังโจมจู่เข้ามา  กำลังตีทุกรูปแบบ  ถ้าเราปล่อยไปว่า   เออ   ก็ทำลายไปเถอะร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของใคร  เป็นสมบัติของโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ท่านผู้รู้ทั้งหลาย  ไม่ยึดสมบัติของโลกอันนี้  ปล่อยไป วางไป  ไม่ยึดถือเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้   มันเป็นสภาวะของโลก  มันเป็นสมมติของโลก  ถ้าคิดให้ดีแล้ว 

โลกเหล่านี้มันเป็นโลกที่สมมุติ  สมมุติในตัวเราทั้งหมดนี้  โดนสมมุติทั้งนั้น  ตาก็สมมุติ  หูก็สมมุติ  แขนก็สมมุติอะไร  สมมุติไปหมด  เป็นของเรา  สมมุติแล้วก็เป็นของเรา   เหมือนกับเราอยู่คนเดียว  เมื่อยังไม่มีผัวมีเมีย แต่เราก็บอกว่าเราไม่มีผัวมีเมีย  ครั้นสมมุติให้เป็นแล้ว   เรามีผัว  เรามีเมีย   แล้วมันเกิดทุกข์ไหม  เมื่อผัวตาย เมียตาย

ลูกตาย  ในลักษณะสมมุติแล้ว  อะไรเกิดขึ้นกับกับคนนั้น  มันก็มีความทุกข์  ทุกข์เพราะว่าเราพลัดพรากจากของรักบ้าง  พลัดพรากจากของที่เราหวงแหนบ้างมันเกิดขึ้นแล้วนั้นแหละ  ที่มันเกิดขึ้นได้อย่างนั้น  ทุกข์ขึ้นได้อย่างนั้นเพราะเราไม่ไปรู้  รู้ต้นตอมัน  ก็เลยแบกโลกอยู่ทั้งโลก  อะไรมาทางไหนก็แบกโลกไว้ทั้งโลกนั้นแหละ  ที่มันแบกไว้อย่างนี้เนี่ย  มันขาดอะไรถึงยังแบกอยู่  มันก็ขาดตัวปัญญานั้นเอง  คือไม่ปล่อยไปตามลักษณะของเขาคือไม่ปล่อยแล้วเราจะแบกโลกนี้ขนาดไหน  อย่าว่าแบกแต่เพียงร่างกายธาตุสี่  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  เลย  อารมณ์ของจิตน่ะ  มันเป็นอยู่ในโลกมีมันบกพร่องตรงไหน  อะไรว่าจิตที่ไม่ต้องการ  มีทั้งนั้นเลย  แบกโลกอยู่ทั้งโลก

ภูเขาทั้งลูก  ก็คงจะไม่หนักเท่านี้  นี่มันแบกอยู่อย่างนี้   หามอยู่  อย่างนี้  เราก็มีเพียงว่า  หาทางออกไม่ได้ก็มีอาการของจิต คือร้องไห้  เมื่อหาทางออกได้   อารมณ์อื่นมาตัดทอน มาตัดรอน  เราก็ว่าแก้ความทุกข์อันนั้นออกไปได้  นั้นไม่ใช่เป็นแก้ความทุกข์มันเป็นเรื่องระบายของธรรมชาติ เรื่องการระบายของธรรมชาติ นี่  เหมือนเรานั่งอยู่เนี่ย  ถ้าไม่มีพัดลม  ก็จะมีแต่ความร้อน  ถ้าเรานั่งได้ก็เพราะพัดลมเนี่ยระบายออกไป  อารมณ์ของจิตใจ  สุขและทุกข์  ก็อาศัยการระบายแค่นั้นเอง  ไม่ใช่ละ  ใช่ถอนฉะนั้น  เมื่อไม่ละ  ไม่ถอน  เราก็แบกอยู่บนหัว  อยู่ตลอดเวลา  เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่  เรื่องใหญ่ก็เป็นเรื่องโตขึ้นไปเรื่อย เลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงในขณะนี้แหละที่เราตั้งใจจะมาปฏิบัติธรรม  มาตั้งใจเพื่อจะภาวนาให้เห็นธรรมรู้ธรรม  นี้เป็นความหมาย  แต่ทีนี้คำว่า  ธรรม  เรารู้หรือเปล่าว่าอะไรเป็นธรรม  อะไรไม่เป็นธรรม  ความสุข  หรือเป็นธรรม  ความทุกข์หรือเป็นธรรม  ในโลกนี้ก็มีอาการแห่งสุขและทุกข์  หัวเราะ  และร้องไห้  มีนี่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ อยู่ในตัว  แต่สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้น  ไม่มีใครปฏิเสธแต่ก็ยังไม่รู้ต้นตอว่า  เรื่องเหล่านี้มันเกิดอย่างที่กล่าวมาแล้ว  คือตาก็ปล่อยไม่ได้  หูก็ปล่อยไม่ได้  จมูกก็ปล่อยไม่ได้ลิ้นก็ปล่อยไม่ได้  กายก็ปล่อยไม่ได้  อารมณ์ของใจ  สุข  ทุกข์ก็ปล่อยไม่ได้  สิ่งทั้งหลายนี่ล้วนจะเป็นของหนัก เป็นของหนักทั้งนั้น  เพราะมันเป็นภาระ  คำว่าภาระนี้ก็คือ  เราปรนเปรอ  เราปรนนิบัติดูแลเขา  ตั้งแต่ถ่ายทอดมาจากผู้อื่นดูแลให้  เช่น  เมื่อทำให้กับตัวไม่ได้พ่อแม่  ก็เป็นคนดูแลเจ็บไข้ได้ป่วย    ตลอดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เรา

ต้องการให้เขาหาให้หมด  เขาให้ความสะดวก

 แต่ครั้นต่อมาหมดหน้าที่ท่านเหล่านั้นแล้ว  ก็มันหน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราเวลานี้เราทำอะไรกันอยู่  นับไม่รู้ว่ากี่หน้าที่  ก็เอาความเป็นอยู่นี้แหละเป็นหลัก  แต่ทั้งแม้ว่ามันเป็นภาระอย่างไร  มันเป็นภาระ  วันหนึ่งไม่ได้กินไม่ได้อยู่ไม่ได้อาบน้ำ  ไม่ได้เข้าห้องน้ำ   ห้องส้วม อะไรต่าง ๆ ไม่มีแต่ขัดข้องทั้งนั้นล่ะ  ก็ปรนนิบัติจนจะไม่ให้สิ่งเหล่านี้บกพร่องไปในลักษณะใด  ไม่ให้อดอยาก  ปากแห้งอะไรต่าง ๆ ก็หาพร้อมอยู่ มีอยู่ ก็ไม่ได้อดอยาก ไม่ได้หาเช้ากินค่ำ  แต่ก็ยังไม่วายความกังวล  ขวนขวาย  อันนี้ยังเป็นส่วนเล็กอยู่  ส่วนที่เป็นภาระอยู่ภายในนั้นคือ  อารมณ์  อารมณ์อันนี้แหละมันเกี่ยวข้องกับทางจิต  ส่วนสิ่งที่เราทำมาหาได้นั้น  เกี่ยวข้องของทางร่างกาย  กายและจิตนี้มีความเป็นอยู่แตกต่างกัน  กายมีความเป็นอยู่ด้วยอาหารเรียกว่า  กวฬิงการาหาร  คือ  ต้องบริโภคอาหาร  เพราะกายนี้มันประกอบธาตุสี่  คือ  ดิน  น้ำ  ลม  ไฟฉะนั้นในตัวเราก็เรียกว่า  มีลักษณะอยู่สี่อย่าง  ส่วนที่เป็นดินกระดูก  เนื้อ  เอ็น  ตับ  ปอด  พังผืด  ไส้น้อย  ไส้ใหญ่  อาหารเก่า  อาหารใหม่  .......มาแล้ว  ปิตัง  น้ำดี  เสมห  น้ำเสลด ก็หมายถึงธาตุน้ำ  ธาตุเหล่านี้ก็ไปขวนขวายมาทางกาย  จะไปหาเงินหาทองทำไร่ ทำสวน ทำนา มาเพื่อทางกาย เริ่มไปจากของนุ่งห่มใช้สอยประจำนี่เป็นส่วนทางกาย  ทางกายก็ขาดปัจจัยนี่ไม่ได้  ก็ต้องทำอยู่  ส่วนทางใจล่ะ  ส่วนทางใจนั้นมันก็มีภาระอยู่ในอาหารของมัน  เพราะอาหารของใจนี้เรียกว่า  ผัสสาหาร  อาหารของกายเรียกว่า  กวฬิงการาหาร  อาหารสำหรับบำรุงร่างกาย  ผัสสาหาร  หมายถึงอารมณ์ที่มาถูกกระทบกับจิต  ถ้าได้อารมณ์ดี  อารมณ์เพลิดเพลิน  จิตใจก็ร่าเริงเบิกบาน  ถ้าได้อารมณ์ที่ไม่ดี  มีความโกรธ  โลภ  หลงเกิดขึ้น  จิตใจก็หงุดหงิด  งุ่นง่านฟุ้งซ่าน  เดือนร้อน  รำคาญ 

นี้ล่ะ  ส่วนนี้ล่ะเราจะเข้าใจในทางปฏิบัติว่ากายนี้ถ้าไม่าดอาหารก็บำรุงไปได้เป็นมื้อๆ มื้อเย็นก็กินไปก็หายหิว มื้อเที่ยงกินไปก็หายหิวมื้อเที่ยง  มื้อเย็นกินไปก็หายหิวมื้อเที่ยง  มื้อเช้ากินไปก็หายร่างกายก็อยู่ได้ในมื้อเช้า  แก้เวทนาของร่างกายได้เป็นช่วงๆแต่จิตใจ เช้าก็ไม่รู้ว่ากินอะไร  เที่ยง  เย็นกินอะไร  สังเกตแล้วมีแต่ความทุกข์  มีแต่ความวุ่นวาย  คือ  อาหาร  มันไม่ได้จำกัด  มันเห็นรูปรัก  รูปชัง  ได้ยินเสียงน่าฟังน่าไม่ฟัง  ได้กินที่ดี  ไม่ดี  มันเลือกเอาไม่ได้  แล้วแต่อะไรจะมากระทบเมื่อกระทบที่รุนแรง  เกิดความโกรธไม่พอใจ  ก็นั้นล่ะ  คืออาหารที่เป็นพิษต่อจิตใจอย่างรุนแรง  อย่าว่าอาหารเผ็ดร้อนที่สุด  จิตใจในขณะที่มันเป็นอย่างนั้น  เรียกว่ามันจะแสดงออกมาทั้งกายร้ายกาจ  ทั้งวาจาก็ร้ายกาจ  ทั้งจิตใจก็คิดหนัก  ถ้าตัวโมหะเข้ามาเสริมเมื่อใด  ฆ่าฟันได้  อย่างไม่คำนึงถึง  ความดี  ความไม่ดี  นั้นแหละจิตใจนี่มันจึงไม่มีคำว่ายุติ  เดี๋ยวนี้เราก็ปล่อยให้จิตนี้อยู่อย่างนี้  คว้าอยู่ในโลกอย่างนี้ตลอดวิ่งเร็วกว่าไฟฟ้าเสียอีก  ไม่รู้มันคว้าไปอย่างไร  ไม่รู้แหละ  เป็นอยู่อย่างนี้  ส่วนนี้แหละเป็นส่วนที่บอกได้โดยตรงว่า  พวกเราทั้งหลายยืนยันได้เลยว่า  เราทั้งหลายเกิดมา  ใครอย่าไปลืมว่า  เกิดมาครั้งเดียวสองครั้ง  สามครั้งเลย  เกิดมาเพราะอาการความไปยึดมั่น  ถือมั่นสำคัญผิดในอารมณ์ทั้งหลายอยู่อย่างนี้  นี้ละคือ  ตัวเชื้อ  ตัวเกิด  ของสัตว์ทั้งหลาย  เกิดอยู่อย่างนี้แล้วเราลืมความทุกข์  มาตลอดเวลาเพราะอารมณ์ดีดับไป  อารมณ์ร้ายเกิดขึ้นสลับกันไปอยู่อย่างนี้  ถ้ามีแต่ทุกข์ก็อยู่ไม่ได้  นั้นเรียกว่ามันเป็นธรรมชาติของโลก  แต่เมื่อเป็นธรรมชาติอย่างของโลกนี้  ท่านผู้รู้ทั้งหลายถือว่าคนเราเนี่ยสุขก็ได้สัมผัส  ทุกข์ก็ได้สัมผัส  ถ้าสัมผัสแต่สุขอย่างเทพ  พวกเทพยดาว่ากินของทิพย์  อยู่ของทิพย์  ปราสาทวิมานทิพย์  อันนั้นเรียกว่ามีแต่สุข  แต่ไม่มีทุกข์  ก็หาความดีเลิศเลอไปก็ไม่ได้  ก็ไปติดอยู่ตรงนั้นอีก  ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงไม่นิยมว่า  เราจะอยู่สวรรค์ตลอดกาล  หรืออยู่พรหมโลกชั้นใด  ชั้นหนึ่งตลอดกาลก็ไม่เอา  เพราะมันไม่เป็นทางที่จบสิ้น 

ฉะนั้น  คนเราเนี่ยน่ะมันจะว่ากันจะให้เกิดปัญญาความเฉลียวฉลาดแล้ว  ไม่ว่าในทางวิทยาศาสตร์  ไม่ว่าในทางพุทธศาสตร์  ถ้ามีแต่สุข  เราจะหาทุกข์จากไหน  ถ้ามีแต่ทุกข์  เราจะหาทุกข์จากไหน ถ้ามีแต่ทุกข์  เราจะหาสุขมาจากไหน  อันที่จริงสุขและทุกข์มันเป็นเหตุปัจจัยของกันและกัน  มันอาศัยซึ่งกันและกันอยู่  ฉะนั้นแบบร้อนกับเย็น  เย็นกับหนาวเนี่ย  ก็เป็นคู่กันอยู่อย่างนี้  ถ้าไม่เป็นคู่กันอย่างนี้  เราจะสร้างพัดลมมาเพื่ออะไร  ถ้าไม่มีมืดเราจะสร้างไฟขึ้นมาเพื่ออะไร  เขาค้าคว้ากันในลักษณะนี้จนสำเร็จ  พอกลางคืนนี่โดยธรรมชาติแล้ว  ตาก็กลางคืนทำอะไรไม่ได้  กลางวันถึงจะใช้ได้  สัตว์บางอย่าง  กลางคืนก็ทำงานได้  หากินได้  แต่ครั้นแล้วอาการสองอย่างนี้ล่ะ  จึงทำให้คนเกิดความคิด  เมื่อมีสิ่งหนึ่งแล้วก็ต้องหาสิ่งหนึ่งแก้  นี่โลกจึงพัฒนาการมาได้อย่างนี้  แล้วทีนี้พระพุทธเข้าน่ะค้นพบมาก่อนนี้  ไม่ได้ค้นพบในทางนี้  ในทางวัตถุอันนี้มากนัก  มาค้นลง  ที่กาย  วาจา  ใจ  ของเรา  หมายถึงว่า  คนเราไม่มีทุกข์แล้วจะหาสุขจากไหน  ไม่มีความสุขว่ามีอยู่นั้น เราจะไปหาอะไรจึงจะเจอความสุข  ฉะนั้น  นั่งภาวนาอยู่นี้ถ้าทุกคนบ่นกันตลอดเวลา  ทุกข์หนอทุกข์หนออยู่  ไม่ใช่เป็นคำที่สอนให้ยึดว่า  ทุกข์หนอ  ถามแล้วว่าคนนี้เป็นอย่างไง  คนนี้เป็นหนี้  เป็นสิน  ยืมหนี้  ยืมสิน  อิรุงตุงนัง  ทำนั้นก็ไม่สมหวัง  ทำนี้ก็ไม่สมหวัง  ไอ้ความเป็นอย่างนี้ไม่มีใครอยากจะให้มีกับตัว  แต่มันก็เกิดอยู่โดยธรรมชาติ  ถ้าหากใช้ความสามารถความฉลาดแล้ว  มันก็มีทางแก้  มันก็มีทางแก้  ฉะนั้นเรามาทำความเพียรทำภาวนานี้  ถ้าเราไม่เห็นความเป็นอย่างนี้  ก็ไม่รู้จะหาธรรมะมาจากไหน  ฉะฉะนั้นธรรมะมันเกิดความไม่สบายใจ  สบายกายเนี่ยมันก็เป็นธรรมะ  ความโกรธก็เป็นธรรมะ  ความไม่โกรธก็เป็นธรรมะแล้วเรามาแยกว่าธรรมะนั้นเหมือนกับของ  เหมือนกับวัตถุ  วัตถุอย่างหนึ่งเป็นวัตถุที่สะอาดโดยธรรมชาติ  วัตถุอย่างหนึ่งเป็นของที่ไม่สะอาด  เป็นลักษณะขุ่นมัว  เป็นลักษณะมืดในตัว  เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดแล้วว่า  ธรรมดำ  ก็คือ    โทสะ โมหะ  โลภะ  นี้เรียกว่า  ธรรมดำเป็นส่วนอกุศล  เป็นอกุศลกรรม  ส่วนที่อโทสะไม่โกรธ  อโมหะไม่ หลง  อโลภะไม่โลภ  อันนี้เรียกว่าเป็นธรรมขาว  เป็นหน้ามือ  หลังมือมันมีสองอาการนี้ 

ฉะนั้นสองอาการนี้แหละ  เรานั่งเนี่ยบางทีก็เป็นไปตามที่เราควบคุม  คือ  นึก  เอาสติควบคุม  นึกลมหายใจเข้าออกเนี่ยไปตามแนวนี้อยู่  มันก็จะดับไป  ดับตัวที่เป็นฝ่ายดำออกไป  ถ้าเราควบคุมไม่ได้  ก็แว่บหนึ่งมันก็ไปทางหนึ่ง  แว่บหนึ่งก็ไปทางหนึ่งนี้แหละ  พูดแต่เบื้องต้นว่า  ตัวสตินั้นคือ  นายเวรยาม  ดูแลอยู่ทั้งหกประตู  ทางหู  ทางจมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ฉะนั้นตัวนี้ล่ะมันจะผ่านไปผ่านมา  เมื่อเรารู้ตัวนี้แล้ว  เรามีสติหนึ่ง  มีสัมปชัญญะรู้ความเป็นไป  เป็นมา  ผ่านไป  ผ่านมาของจิต  ดูศัตรูที่อยู่รอบนอก  อย่าปล่อยให้เข้าไปข้างใน  ถ้าปล่อยเข้าไปภายในแล้ว  แก้ยาก  แต่หากจะแก้จริงๆแล้ว ก็ไม่ยาก ก็ไม่ยาก  แต่สำหรับพวกเราแก้ยาก  เพราะว่าพระสาวกเจ้า   อริยะเจ้าทั้งหลายนั้น  บางองค์ได้กำลังจิตอยู่ในปากเสือ  ขณะนั่งอยู่  ภาวนาอยู่จิตยังปกปิดปกป้องไม่พอ  ยังกังวลอยู่แต่ถ้าพอเสือคาบเข้าไปแล้ว  ตะโกนเรียกเพื่อนว่า  ช่วยด้วย  ช่วยด้วย  เพื่อนก็บอกว่า อตฺตาหิ  อตฺตโน  นาโถ ตนนั้นแลเป็นที่พึ่งของตน โก  หิ  นาโถ  ปะโร  สิยา  ใครเล่าจะเป็นที่พึ่ง  ของคุณได้  ผมก็ช่วยคุณไม่ได้  คุณต้องช่วยคุณซิ  เท่านี้แหละ  จิตก็ปล่อยวางร่างกายอันนั้นไปเลย  ปล่อยว่าง  ไม่ได้ยึดมั่น  ถือมั่น  เอาล่ะเสือกินเรากินได้แต่กายเสือกินใจเราไม่ได้  นั้นแหละ  ตรงนี้  สำคัญมาก 

แต่ทีนี้ที่เราทำอยู่นี้อย่าปล่อยให้ศัตรูเข้าไป  คือ  ให้อยู่ส่วนรอบนอก  แล้วผู้จะคลี่คลายปัญหากับศัตรูที่จะผ่านไปผ่านมา  ในทางใดก็ตาม  ขันธมาร  ก็ตาม  กิเลสมาร  คือ อารมณ์ก็ตาม  ไม่ให้มันผ่านเข้าไป  อีกนั้นเขาก็ดูอยู่เพราะไม่มีอะไรเข้าไปรบกวน  สิ่งที่ไม่ถูกรบกวนแล้วเหมือนไฟถูกไม่มีลมพัดไฟสว่างไหม  ร้อยแรงเทียนก็เต็มร้อยแรงเทียน  ก็จะเห็นไปได้ในรัศมีของความสว่างนั้น  จิตของเราในเมื่อไม่มีอะไรเข้าไปปิดไปบังในอารมณ์อื่นไม่เข้าไปแล้ว  จิตนั้นจะมีความสว่างเหมือนลมไม่ถูกไฟเหมือนไฟไม่ถูกลมพัด  จิตก็จะเป็นจิตสะอาด  จิตสว่าง  จิตสุข  จิตสบาย  เมื่อจิตสุข  จิตสบายนี้แหละ  ก็ถือว่าเกิดจากอะไร ก็เกิดจากการฝึกการหัดนี้เอง  เราฝึกได้  จิตใจนั้น  ถ้าไม่ฝึกก็ยอมแพ้  โลกนี้ก็จะยาวนานอีกล้านปีก็จะยังไม่จบ  ฉะนั้นผู้ที่ตั้งใจ  ไม่ยกเว้นใครๆทั้งนั้น  ผู้ดีมีจน  อำนาจ  ไม่อำนาจ มีความเสมอกันอย่างนี้  แต่จะช้าหรือเร็ว  กำหนดลงไม่ได้  วันเดียวตายได้  สองวันตายได้  หลายวันตายได้  ประโยชน์ที่จะพึงได้ของความเกิดนี้  ไม่รู้ว่าเราได้อะไร นี้แหละพระพุทธเจ้าให้รู้สิ่งที่ผ่านมาในอดีต  เราก็ได้ไปอย่างที่ทุกคนเขาได้กันน่ะ  แต่ไม่ใช่เรื่องดีได้เด็ก  ได้หนุ่ม  ได้สาว  ได้ผัว  ได้เมีย  ก็ได้มาเหมือนๆกันได้  แต่ครั้นแล้วผลอานิสงส์เหล่านั้นเนี่ย  ได้อะไรบ้างมีแต่ได้เรื่องภาระ  เป็นภาระ  เป็นกังวล  มีลูกหนึ่งคน  ก็เป็นภาระมีตำแหน่งหนึ่งก็มีภาระ  ลงสุดท้ายภาระเหล่านั้นก็เป็นหน้าที่ของเรา  ดีใจ เสียใจ 

นอกจากนั้นแล้วร่างกายของเราเนี่ย  เกิดมานี่เราตอบตัวเองได้ไหม  ว่าวันคืนล่วงไป  ทุกวัน  ทุกวัน  เราได้  กำไรชีวิตในลักษณะใด  หรือได้  เจ็ดสิบ  แปดสิบปี  เป็นอายุ  เป็นสิ่งที่ภูมิใจไหม  เรายังไม่ได้คิดถึงความจริงข้อนี้กันเลย  ประมาทกันมาตลอดชาติและทั้งในอดีตชาติด้วย  นี้ล่ะถ้าเรามาภาวนาแล้ว  เรารู้จุดหมายปลายทาง  ไม่ต้องไปกังวลอะไรเลย  สิ่งจะมากระทบโดยเรานั่งอยู่เฉยๆ  คนนั้นพูดทำให้เราเสียใจ  ทำให้เราไม่พอใจอะไรต่างๆจะไปคว้าเหล่านั้นอยู่  ไม่รู้จักจบเลย  ขอให้เอาสตินี่ปกป้องปิดบังศัตรูเหล่านี้อย่าให้ผ่านเข้ามา  ในเวลาทำอยู่ก็ตาม  หรือนอกเวลา  ทำอยู่ก็ตาม  ฉะนั้นทหาร  ถึงแม้ว่าอยู่ในช่วงรบ  หรืออยู่ในช่วงสงครามก็ตาม  ทหารย่อมไม่ประมาท  ย่อมฝึกวิชาทหารตลอด  ถึงเวลาก็สู้ได้เลย  รบได้เลยทหารประเทศใด  ถ้าหากไม่มีสงคราม  ก็นอนเฉยอยู่  นั้นมีโอกาสจะแพ้  เพราะไม่ฝึกไม่ซ้อม  เหมือนพร้าเรานี่แหละ  ถึงลับแล้วไม่ลับอีกก็ไม่ได้  สนิมมันย่อมเกิด  ฉะนั้น  เมื่อเราทั้งหลายเป็นนักภาวนาเป็นนักปฏิบัติธรรม  ได้ขัดเกลากิเลสของตัวเองได้อย่างไร  ปกปิดกิเลสตัณหานั้นได้อย่างไร  จิตใจเป็นอิสระหรือยัง  มันไม่เป็นอิสระ  เห็นได้ง่ายๆเลย  เวลาความโกรธเนี่ย  ไม่ได้คิดว่าจะให้มันโกรธ มันสั่งคำเดียวเท่านั้น  มันเกิดวินาทีใดก็ไม่ทราบ  แต่ถ้าได้นั่งภาวนาแล้วนี่ล่ะ  ทั้งหลับทั้งง่วง  คอแห้ง  ไอ  ค็อก ค็อก  แค็ก แค็ก แค็กอยู่นั้นแหละมันไม่ได้กำหนดเข้าไป  จะเป็นภาวนาได้ยังไร  หนักเข้าก็หลับไป  หนักเข้าก็ง่วงไป  แล้วจะให้มันเห็นรู้  ได้รู้  ได้เห็นอย่างไร  เป็นปัตจัตตัง  ได้อย่างไร  เพราะเราไม่ได้เข้าไปดูที่จิต  จิตก็ถูกค่อนแคะ  ล้มลุกคลุกคลานถูกน็อค  ถูกเตะอยู่นั้น  มันไม่เป็นอิสระ  มันสั่ง  ยังไงก็ทำอย่างนั้น  เราจึงเป็นผู้แพ้มาตลอดกาล  ตลอดเวลา  แม่แต่ในชาติในอดีต  อาจจะไม่ได้นั่งภาวนาอย่างวันนี้ด้วยซ้ำไปก็ได้  อาจจะได้บำเพ็ญความเพียรอย่างอื่น  อยู่ที่ว่าเราเกิดเป็น  คนนี้ก็เรียกว่า  ทานมัย  ศีลมัย  แค่นั้นเองแหละ  ขนาดภาวนามัย นี่ก็จะมีนิดหน่อย  หรือไม่มีก็ได้  เพราะถ้าหากเราจะพิสูจน์กันแล้ว  ความโกรธเราเนี่ยมีน้อยไหม  ความโลภ เราเนี่ยมีน้อยไหม  ที่มีที่เป็นอยู่ในตัว  ความหลงมีน้อยไหม  หรือหลงหมดทั้งโลก  นี่ล่ะตรงนี้ล่ะว่า  ในอดีตเนี่ย  พระพุทธเจ้าก็ผ่านเราไปตั้งเยอะตั้งแยะ  เราก็คงไม่รู้เรื่องภาวนาแหละ  แต่ทำทานนี่ก็คงจะมีล่ะ  รักษาศีลนี่  ก็คงจะมีเพราะเห็นสมบัติความเป็นตน  เป็นตัว  เป็นหัว  เป็นขา  เป็นคน  นี้แหละ  ไม่ได้มาจากบาปเลย  ได้มาจากบุญแท้ๆ เลย ขาดศีลข้อหนึ่งก็เป็นคนไม่ได้  สองข้อก็เป็นไม่ได้ 

เพราะคนเนี่ยมันมี  หัวหนึ่ง  แขนสอง  ขาสอง  อยู่แล้วอาการห้า  ถ้าหัวขาดก็เป็นคนไม่ได้ถ้าศีลข้อใด  ขาดไป  ก็ครบศีลไม่ได้  นี่ล่ะว่า  พวกเราทั้งหลายได้ทำมาอย่างนี้  สร้างบารมีมาอย่างนี้  คนสร้างได้ละเอียดลออ  เกิดมารูปร่างสังขาร  หน้าตา  ท่าทาง ดีทั้งนั้น  เรียกว่าศีลเป็นผู้ที่หล่อให้เรา  อย่างสองที่นี้เราก็เคยให้ท่านมานั้นแหละ  ก็มีทานน้อยก็ได้น้อย  ทานมากก็ได้มากกันเอง  ที่ทานน้อยเนี่ย  ก็เพราะสู้กิเลสไม่ได้  สู้ยังไงกิเลสว่าจะทำบุญสักห้าสิบบาท  ไอ้ตัวหนึ่งมันกระซิบมาว่า  อย่าเอานะ  ห้าสิบบาท  กลัววันหน้าจะไม่มี  กลัววันหน้าจะไม่พอกิน  สารพัดเรื่องที่มันจะเกิดขึ้น  ถ้าใครสังเกต  ก็เห็นในตัวเอง  พอเบอร์ออกมาล่ะ  ไม่เลยศรัทธาอย่างแรง  ถ้ามีพระโกหกบอกเขาไป  เนี่ยนะ  ตัวนี้  แน่นอน จิ้มแล้ว  จิ้มอีก  อ้มอีก  ศรัทธาแล้ว  ศรัทธาอีก  จนซะเมื่อไหร่ซะ  นั่นล่ะหยุดกัน  นั้นอำนาจกิเลสนะ  ไม่ใช่อำนาจบุญกุศลอะไรเลย  จนสุดท้ายจะไม่มีอะไร  จะไปทวงวาสนาบารมีของตัวเองคว้าน้ำเหลวตลอด  บุญนั้นไม่ใช่เกิดจากซื้อเบอร์ได้จึงจะเป็นบุญ แม้เพียงเกิด  ก็ไม่มีใครเลือกได้ ก็มาจากบุญน่ะแหละ คนที่จนก็ใช่ว่าอยากไปเกิดจน  มันก็ความจน  ไม่มีทุน  มีรอน  มีบุญ  มีกุศล  มันก็เป็นไปอย่างนั้น  จะไม่เชื่อหลักกรรมอย่างนี้ได้อย่างไร  ถ้าเราเชื่อหลักธรรม  เราก็เอาซินั่งอยู่เดี๋ยวนี้แหละ  จะทำกรรมอันเนี่ย  จะภาวนาอันเนี่ย  ให้มันเห็นอย่างนี้  อย่างที่พูด  ให้ฟังเนี่ย อยู่ที่จิตใจแล้ว  มันจะไปถามคนอื่นยากอะไร  ถามตัวเองนี่แหละ  ถ้าตั้งใจจริง  จริงแล้วเอาจริงเอาจังแล้วเนี่ยนะ  โฮ..มันก็ต้องฆ่ากันหลายตลบ  ฆ่าตัวนั้นออกไป  ตัวนี้ออกไปนี่แหละ  แต่เพียงว่าข้าไม่อยากซื้อเบอร์อันนี้  ก็ฆ่าไม่ได้  จะฆ่าไม่กินเหล้า  มันก็ยังฆ่าไม่ได้  จะฆ่าไม่อยากสูบบุหรี่มันก็ยังฆ่าไม่ได้  เอาอะไรกันแน่  เราเอาตรงไหน  ที่ว่าเราเลิกแล้วละแล้ว  สุรา  พระพุทธเจ้าก็วาไม่ดี  ฆ่ากันแกงกันก็ไม่ดี  มันยังเลิกไม่ได้จะไปโทษอะไรกับอะไร  นี้คือไม่เชื่อฝีมือของตัวเองว่า 

ต่อไปนี้ไปเราจะทำกรรมอะไร  รู้แล้วว่าจน  เราก็รู้แล้ว  ขี้เกียจแก้จนไม่ได้  ความขยันน่ะแก้จนได้  ภาษาก็เรียกว่า  ความไม่ขี้เกียจ  ไม่อดตาย  มันก็เป็นความจริงอย่างนั้น ฉะนั้นการภาวนา  เราต้องสู้กับข้าศึกดังที่ว่ามา  เจ็บปวดก็ต้องสู้กัน  สู้กันไม่ไหวก็แพ้กันเท่านั้นเอง  รู้เกมแพ้  เกมชนะ กันอยู่ตรงนี้  เราเอาเกมนี้ไม่ได้เอาเกมอื่น  พลิกแพลงอยู่ในตัวน่ะแหละอย่าไปประนาฌตัวเอง  ว่าไม่มีบุญบ้าง  ไม่มีวาสนาบ้าง  อะไรต่างๆคว้าไปอย่างไม่มีสาระ  พระพุทธเจ้าน่ะไม่มี  ไม่ถือ  อย่างนั้นเลย  ทำดี ทำชั่ว  เป็นดีเป็นชั่วไปทั้งนั้น  ท่านจึงยืนยันว่าคนเรามันจะเกิดมาจากคำว่า  ฝึกหัด  อบรม  นั่นล่ะ  เหมือนกับเราพยายามทำงานที่เราต้องการ  ที่เราพอใจ  งานทุกสิ่งทุกอย่าง  ต้องสำเร็จลงได้  ฉะนั้นจิตใจนี้ถ้าหากว่าเราจะไปปล่อยไปตามอำนาจที่เขาเป็นเจ้าเป็นนายเรา  เรียกว่า  ตัณหาทาโส  เราเป็นทาสของตัณหา  ก็เราไหว้พระ  พุทธัสสาหัสมิ   ทาโส  วะ  ธัมมัสสาหัสมิ  ทาโส  วะ  สังฆัสสาหัสมิ  ทาโส  วะ  พุทโธ  เม  ธัมโม  เม  สังโฆ  เม  สามิกิสสะโร  พูดไปทำไม  ถ้าแปลเป็นภาษาเราว่า  ข้าพเจ้าเป็นข้าของพระพุทธเจ้า  พุทธัสสา  หัสมิ  ทาโส  วะ  นั้น  ข้าพเจ้าเป็นทาสแห่งพระธรรม  ธัมมัสสาหัสมิ  ทาโส  วะ  ข้าพเจ้าเป็นทาสพระธรรม  สังฆังสาหัสมิ  ทาโส  วะ  ข้าพเจ้าเป็นทาสแห่งพระสงฆ์  ใครรู้ว่าทาสมันเป็นยังไง  เออ.. เดี๋ยวนี้มันสมัยหมดทาสแล้ว  คำว่าทาสก็ต้องทำตามหน้าที่ของนายเขาสั่งก่อนว่าทาสลบได้ เขากลายมาเป็นคนใช้  ไถ่ถอนมาได้  หรือซื้อมาได้แล้วแต่เรียกว่ามาเป็นทาสเขา  รับใช้ไปชั่วกาลนาน  แม่ตาย  พ่อตาย  ลูกทำต่อ  เรียกทาส  เค้าให้เช็ดตูด  ก็ให้เช็ด  นี่เรียกว่าทาสลักษณะของผู้เป็นทาสของตัณหาแล้ว  เค้าใช้ให้เราโกรธ  เราก็โกรธแล้วเค้าใช้ให้เราโลภอยากเอาของใครต่อใครผิดถูกไม่รู้  เวลารับโทษแล้วปฏิเสธพี่ไม่ได้ทำ  นี่เห็นไหมล่ะ  มันเป็นอย่างนั้น  จนแล้วเนี่ยก็ว่าเอ๊ะเราทำไมจนกว่าเขา  ก็เลยคิดเขวไป จนกว่าเขาแล้ว  ก็ไม่อยากจะทำสิ่งที่มันถูกต้อง  อาจจะเกิดความว่า  จะไปทำอยู่ช้าไป  ฆ่าเอาดีไหม  ปล้นเอาดีไหม  จี้เอาดีไหม  นั้นตัวนายของใจ  สั่งใจอยู่อย่างนี้  คนเราจึงหาความปลอดภัยไม่ได้  ในเมื่อเราเผลอเรอเมื่อใด  ก็เละไปเมื่อนั้นเลย  นี้เละเราเป็น  ตัณหาทาโส  เรียกว่า  เป็นไปตามคำสั่งของ  โทสะ  โมหะ  โลภะ  อวิชชา  ตัณหา  และจะเอายังไง  จะปฏิบัติยังไงจะรู้กันยังไง  ถ้าไม่เลือก  ไม่ล่ะ  ไม่ฆ่า  ไม่ถอน  ออกไปจากตรงนี้น่ะพระนิพพานอยู่ตรงไหน  ใครก็พูดได้พระนิพพาน  แต่จะปฏิบัติเนี่ย  ถ้าพวกเรานี้ยัง  ไม่ลด  ไม่ละ  ยังไม่เลิกไม่รา  จิตของเราไม่ถอนออกมาเป็นอิสระ  ขับไล่พวกนี้ออกไปให้หมดแล้ว 

พวกเราต้องยอมเป็นทาสอย่างนี้  แล้วว่าเป็นทาสพระพุทธเจ้านั้น  พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน  ให้คน..........นิ่งทำ  ให้คนมีศีลธรรม  ทำไมจึงไม่เป็นทาสพระพุทธเจ้าอย่างที่พูด พระธรรม  จึงหมายถึงธรรมสั่งสอน  เป็น  นิยยานิกธรรม  ด้วยทนต่อการพิสูจน์ทุกยุค  ทุกสมัย  มาจนถึงปัจจุบัน  เมื่อผู้ปฏิบัติธรรม  ผู้ปฏิบัติตามนำบุคคลผู้นั้นให้พ้นไปจากกิเลสทั้งปวง  เรียกว่า  พระธรรม  ส่วนพระสงฆ์จะเป็นตัวพยาน  เคยปฏิบัติตามโอวาทพระพุทธเจ้ามาแล้ว  ยืนยันว่า  พระพุทธเจ้า  แสดงพระธรรมเทศนาจะกล่าวถึงศีล  สมาธิ  เป็นของที่มีจริงทั้งนั้น  และไม่มีใครเคยกล่าวอย่างนี้มาก่อน  ท่านเหล่านี้จึงเป็นหลักฐาน  เป็นพยานการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  นั้นคือ  ท่านเป็นทาส  พระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  พวกเรามันเป็นทาสกิเลส  มันไม่หยุดนินทากัน  ตาคว่ำ  ตาหวาน ตาขวาง  ตารี  อยู่นั่นแหละ  มันยังไม่รู้ตัวเลย  มันไม่มีแว่นวิเศษ คือธรรมะ  แว่นนั้น  เรามองหน้า  มองตาของเราได้  ก็อาศัยแว่น  ความดีและความชั่วก็ต้องอาศัยแว่น  คือปัญญา  ธรรมะ  คือ  ดวงตาก็เห็น (หยุดไปช่วงหนึ่ง)……ไม่เข้าใจเสียแต่บัดนี้  อะไรเกอดขึ้นกับเรา  มันก็คือ  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  นั้นแหละ  วันนี้ล่วงไป  วันใหม่เข้ามา  กลืนกินอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้  วันนี้ก็พูดไปมากหน่อยหนึ่ง  มันพูดมาเยอะแยะ  เยอะแล้วได้เห็นคนใด  ปรากฏในความคิด  ที่ผมทำไปแล้ว  ดิฉันทำไปแล้วรู้เป็นอย่างนี้  อย่างนี้  ถูกหรือไม่  ก็ไม่มี  ถ้าเป็นคน  หมอแพทย์  วางยาแล้ว  แย่ใหญ่เลย  คนไข้ไม่มีอาการบอกหมอ  โรคหายไปไหมก็ไม่รู้  หมอก็เทยาลงไปคอย  แต่จะให้หมอรักษาจะได้อย่างไร  หายหรือไม่หาย  มันก็ต้องอยู่ที่คนปฏิบัติ  หรือคนที่เข้าใจ  ลงสุดท้าย  หมอกับคนไข้ตายพร้อมกัน  ก็เลยไม่ไปไหนมาไหน   ถ้าเราเข้าใจอย่างที่ว่ามานั้นแหละ  ความเจ็บ  เจ็บปวด ตามแข้งตามขา  ความคิดโน้น  คิดนี่  สติควบคุมได้บ้าง  ไม่ได้บ้างนั้นล่ะนั้นล่ะคือศัตรู  เรามีศัตรูตลอดเวลา สงครามระหว่างบ้านต่อบ้าน  เมืองต่อเมือง  ประเทศต่อประเทศนั้น  มันก็มีบางครั้งบางคราว  เราสู้กับสงครามอันนี้อยู่ตลอดเวลา  เราก็เอาชนะมันไม่ได้  เราก็เป็นผู้แพ้  จะไปคว้าเอาว่า  วันดี  เดือนไม่ดี  อยู่นั้นไม่ได้ผิดหลัก 

ฉะนั้น  จึงได้ยกกระทู้ธรรมขึ้นมาในเบื้องต้นก่อนจะแสดงพระธรรมเทศนาว่า  จิตตัง  ทันตัง  สุขาวะหัง  จิตใครก็ตาม  จิตใดก็ตามฝึกดีแล้ว  สอนดีแล้ว  อยู่ในความควบคุมดีแล้ว  ย่อมนำสุขมาให้  ไม่นำทุกข์มาเลย  ฉะนั้นจิตจึงเป็นสมควรอย่างยิ่ง  แต่ละคน  ต้องฝึกโดยตังเองเพราะจิตนี้ปกติ  มันก็มีความโง่  เพราะอารมณ์เป็นพิษ  เป็นผู้บังคับบีบหรือปิดบัง  นี่ก็คือ  เรียนให้รู้แผนที่  ปริยัติปฏิบัติก็เรียกว่าจะลงรากฐานถ้าเทียบกับปลูกบ้าน  จะลงรากฐาน  เราจะลงกันตรงไหนเนี่ย  เมื่อพร้อมทุกอย่างแล้ว  ก็ลงมือจะสร้างแบบไหน  เมื่อสร้างไปจนจบแล้วบ้านหลังนี้สร้างได้ตามแบบแปลนแล้ว  นั้นล่ะ  คือเราจะสบายใจแล้วอยู่อย่างสบายใจ  ฉะนั้นปริยัติก็ดี  ปฏิบัติก็ดี  ปฏิเวธก็ดี  นั้นเป็นความสูงสุดของพระพุทธศาสนา  ฉะนั้นถ้าเราไม่ฝึกก็แค่นี้แหละ  อย่าไปคิดว่ากิเลสนี่อยู่ล้านปีมันจะตายไปเอง  เราเกิดมาก่อนนี่  หลายล้านปีก็ไม่เห็นอะไรก็เหมือนๆกัน  นี่ก็มาทุกข์มาร้อน  มาร้องมาหัวเราะอยู่นี้แหละ

ฉะนั้นวันนี้ก็ได้ชี้แจงพระธรรมเทศนามา  ก็เห็นว่าพอจะนำไปพิจารณาในแนวทางแห่งการปฏิบัติ  เมื่อใครปฏิบัติได้ดังที่กล่าวมาแล้วก็เป็นโอกาสดี  เพื่อจะได้ค้นคว้าธรรมะ  ที่เห็นแล้ว  รู้แล้ว  เข้าใจแล้วให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป  ถ้ายังไม่ได้ไม่เป็นก็ฝึกต่ออย่าถอยหลัง ถ้าอย่างนั้นเราก็จะกลับไปแพ้อยู่ตลอด  ในที่สุดนี้ก็ขออ้างอิงเอาสิ่งคุณพระศรีรัตนตรัย  และข้อปฏิบัติของพวกเราปฏิบัติอยู่    บัดนี้  จงมาดลบันดาลอภิบาลคุ้มครองป้องกันภยันตรายทั้งหลาย  ให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  จงเจริญอยู่ด้วย  อายุ  วรรณะ  สุขะ  พละ  ปฏิภาณ  ธนสารสมบัติ  จงทุกคน  ทุกท่านเทอญ  ดังได้ชี้แจงมาก็เห็นว่าสมควรแก่กาลเวลา  เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้